ตำนานแห่งป่าคริสตัลและอิริสมณี
แสงสีฟ้าสะท้อนกระทบผิวน้ำใสกลางป่าคริสตัลหลากเฉด ยอดไม้สูงเสียดตกผลึกเหมือนแก้ว กลีบใบกรอบกรายด้วยละอองน้ำแข็งสีรุ่งอรุณ ประกายแสงเจิดจ้าเหมือนดาวล้านดวงสาดส่องจากเบื้องบน ขณะที่ลมเย็นพัดผ่าน ผีเสื้อแก้วบินว่อนสะท้อนแสงรุ้งอยู่ทั่ว ที่นี่คือป่าคริสตัล ป่าที่ผู้คนเชื่อว่าแสงแห่งชีวิตจะไม่มีวันดับลง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โซลา เด็กหญิงผมดำยาวในเสื้อผ้าสีขาวหม่น ยืนอยู่ริมน้ำใส ใจเธอสั่นไหวเมื่อเห็นภาพเงาของตนบนผิวน้ำ นัยน์ตาสีม่วงอมเทาเผยแววกังวล เธอเกลียดความมืด มันแอบซ่อนในเงาทุกสิ่ง แม้ในดวงตาของเธอเอง
ข้างกายเธอคือเด็กชายผิวเข้มชื่อคีร์ มีดวงตาสดใสเหมือนผลไม้สุกฝน คีร์หัวเราะกลบความตึงเครียด “เรารีบเอาน้ำไปให้ยายกันเถอะ โซลา ถามใจเราดูซิ ว่าน้ำจากป่าแห่งนี้หวานรึเปล่า”
โซลาพยักหน้าแต่เหมือนฝัน เธอมักกลัวเวลาที่แสงแดดจางหาย ป่าคริสตัลจะมืดทะมึน และเสียงกระซิบในเงาต้นไม้จะดังขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะพวกเขาขนถังน้ำเตรียมเดินกลับ เสียงร้องประหลาดดังแว่วจากกอคริสตัลใต้ต้นไม้ใหญ่ โซลาเบิกตากว้าง คีร์กัดฟันแน่น “ได้ยินไหม เสียงอะไรอยู่ในนั้น”
พวกเขาเดินตามเสียงไปอย่างระแวดระวัง เถาไม้แปลกประหลาดงอกขวางทางเต็มไปหมด กลีบคริสตัลบางพริ้วไหวยามสัมผัสใกล้ ๆ เสียงร้องหยุดลงทันที ว่างเปล่า… ไม่ใช่ มีดวงตาแปลก ๆ จ้องตอบกลับมาจากเงามืด
โซลาหอบเซแต่ประคองใจตัวเองไว้ ขณะนั้นเองสิ่งมีชีวิตประหลาดเผยกาย มันดูเหมือนจิ้งจกโปร่งใส มีสีรุ้งสะท้อนเหมือนปีกแก้วใหญ่สองข้าง ครั้นโลกสะท้อนในตาของมัน เคลื่อนไหวเหมือนละอองน้ำค้าง เสียงมันขู่จิ๋ว ๆ แล้วแอบตัวไปยังรากแก้ว
“อย่าไปกลัวนะ” คีร์จับแขนโซลา “ดูเหมือนมันจะกลัวเรามากกว่าเราอีก”
โซลากลั้นหายใจ ก่อนหยิบผลเบอร์รี่สีเงินจากถุงเสื้อแล้วยื่นเบา ๆ “นี่… เจ้าตัวปริศนา เจ้ากินไหม?” สิ่งมีชีวิตนั้นได้กลิ่น จึงค่อย ๆ แลบหัวออกมาลิ้มรส มันเอียงหัวอย่างขี้สงสัย แล้วเลียเบอร์รี่จนหมด
ทันใดนั้น แมกไม้โดยรอบเปล่งเสียงดังก้อง กลีบคริสตัลโยกไหวจากแรงสั่นสะเทือน ลำแสงเรืองรองแผ่ซ่านจากตัวสิ่งมีชีวิตรอบข้าง ใบไม้และสายลมเหมือนช่วยทักทาย โซลากับคีร์ตกใจถอยหลังแต่ไม่ทันได้พูดอะไร สิ่งมีชีวิตโปร่งแสงเอาปีกแก้วแตะขาโซลา เสียงในหัวเธอผุดขึ้นว่า “ขอบใจมนุษย์…”
คืนนั้นเอง ดวงจันทร์กลิ้งตัวกลางท้องฟ้า อาณาจักรแห่งขอบป่าคริสตัลสว่างไสวเหมือนกลางวัน แต่ทันใด เงาดำขนาดใหญ่ปกคลุมเมือง แสงจันทร์ดับวูบ กิ่งไม้ผลึกแตกกระจาย ทั่วทั้งป่าเข้าสู่ความมืดสนิท เงียบราววันสิ้นโลก
ผู้เฒ่าทั้งหมู่บ้านรวมตัวรอบกองไฟ ทุกคนปรึกษากันกระวนกระวาย “คำสาปรัตติกาลนิรันดร์กลับมาแล้ว!” เสียงท่านยายดื่มน้ำคริสตัลพลางว่า “เราเคยได้ยินตำนานนี้มาก่อน ป่าคริสตัลถูกปกป้องด้วยแสงแห่งอิริสมณี หากแสงนั้นดับ โลกทั้งใบจะไม่เห็นรุ่งอรุณอีกเป็นนิรันดร์”
คีร์มองโซลานิ่ง “เจ้าเป็นคนเดียวที่ได้สัมผัสสัตว์วิเศษนั่น ถ้าอิริสมณีคือหัวใจของมัน…เราต้องช่วยเหลือมัน”
โซลากลัวใจจะขาด “เราเหรอ…จะช่วยได้ยังไง? เราแค่เด็กที่กลัวความมืด อยากหนีไปให้ไกล มันน่ากลัว!” ใครอีกคนพูดขึ้น “ถ้าความกลัวจับมือกับความกล้าเจ้าอาจเจอคำตอบ”
รุ่งเช้า โซลากับคีร์แบกอาหารและน้ำในถุงผ้า มุ่งหน้าสู่ใจกลางป่าคริสตัล ที่ซึ่งว่ากันว่าไม่มีใครเคยกลับมา พวกเขาผ่านทุ่งดอกแก้ว แข่งกับสายลมพัดเศษผลึกไปตามทาง เสียงกระซิบจากยอดไม้พร่ำบอก ‘กลัวก็แปลว่ากำลังจะเติบโต’
ตลอดทาง พวกเขาเจอสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ทั้งที่ประหลาดและงดงาม ผีเสื้อหยกตัวจิ๋วที่บินหมุนรอบแสงอาทิตย์ แมลงส่องแสงในเงาคริสตัลส่งเสียงดนตรีประหลาด และหนอนสร้อยไหมดาวที่ขดกายเปล่งแสงจาง ๆ ภายใต้เปลือกแก้วบาง
ทุกครั้งที่เงาเข้ามาใกล้ โซลาจะหวาดกลัว เจ้าสัตว์คริสตัลตัวเดิมก็จะมาปรากฏตัวเคียงข้างเธอ มันมีชื่อว่า “รันการ์” ตามภาษาป่าแปลว่าผู้ตื่นในแสงรุ่งสาง
รันการ์เดินนำ พวกเขาผ่านสายธารสายน้อย ซึ่งไหลลึกเข้าไปใต้ภูเขาคริสตัล เวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ อากาศหนาวเหน็บจับใจ ประกายผลึกสีดำเริ่มเติบโตตามพื้นดินมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณของคำสาปรัตติกาล
กลางคืนที่สองท่ามกลางพงคริสตัล โซลานั่งกอดเข่า รันการ์เลื้อยมาโอบขา น้ำตาหยาดหนึ่งตกบนเกล็ดแก้วของมัน เปล่งแสงริบหรี่ “เราควรย้อนกลับดีไหมคีร์ ใจนึงอยากสู้ อีกใจเหมือนเดินหลงทาง มืดไปหมด”
คีร์ถอนใจยาว “ถ้าเจ้าถอย เราก็ถอย แต่ถ้าเราไม่ไปต่อ จะไม่มีใครรู้เลยว่าป่านี้มีวันกลับมาสว่างหรือเปล่า ข้ามืด ก็ยังมีเจ้าข้าง ๆ เข้าใจไหม”
ตรงหน้าพวกเขาคือภูเขากระจกสูงลิ่ว เหนือยอดไม้ผลึก ใจกลางคือหินผลึกกลมแวววาว มีรอยแตกร้าวเหมือนสายฟ้าฟาด “อิริสมณี” รันการ์เอาปีกโปร่งแสงแตะผลึก แต่มันอ่อนแรง ร่างกายรันการ์เริ่มแห้งกรัง ขนนกสะท้อนแสงค่อย ๆ มืดลง
“แสงอิริสต้องถูกเติมใหม่โดยความหวังและการให้อภัย” เสียงหนึ่งปรากฏขึ้น ท่ามกลางแสงครามัว เงาร่างของหญิงสูงวัย เจ้าของร่างเป็นสตรีเรืองแสงผิวสีทอง “เรา คือ ผู้เฝ้าฝันแห่งภูเขากระจก”
โซลาถามเสียงสั่น “ถ้าเติมแสงอิริสไม่ได้ ป่าจะเป็นอย่างไร?”
“คำสาปจะกลืนกินรันการ์และทุกชีวิต ไม่มีใครหลุดพ้นนอกจากผู้กล้าจะให้อภัยเงาที่ดำรงในตน”
โซลานิ่งคิด มองเงามืดของตนที่ทอดอยู่แทบเท้า หญิงเรืองแสงพูดต่อ “แค่เจ้ากล้าสารภาพทุกความกลัว แล้วให้อภัยตนเอง คำสาปจะถูกปลดปล่อย แสงสว่างจะไหลกลับมาที่หัวใจแห่งป่า”
โซลายืนกลางรอยแยกของผลึกน้ำแข็ง สะท้อนเงาแตกกระจาย เธอหลับตา น้ำใสซึมลงข้างแก้ม “แม่… ฉันกลัวเหลือเกิน ฉันกลัวตลอดมา กลัวที่จะสูญเสีย กลัวความผิดของตัวเอง” น้ำตาไหลผสานกับแสงในอากาศ
ทันใดนั้น ผลึกอิริสเปล่งแสง แสงขาวฟ้าแผ่ซ่าน ประกายรุ้งพุ่งออกไปทั่วป่าคริสตัล รันการ์เปล่งเสียงร้องสว่างลั่น ปีกมันระยิบระยับ เงาดำทั้งป่าถูกชะล้างหายไป เหลือเพียงแสงรุ่งอรุณบริสุทธิ์
หัวใจโซลาบีบแน่น น้ำตาไหลรินแต่เธอยิ้มออกมา รันการ์เอาปีกดีดกับข้อเท้าเธอเหมือนเด็กน้อยหยอกล้อ คีร์ยิ้ม ท้องฟ้ากลับมาสว่างอีกครั้ง ดาวสะท้อนกลางยอดไม้ ใบคริสตัลไหวระริกเหมือนเสียงหัวเราะ
หญิงเรืองแสงคลี่ยิ้ม “เจ้ามอบแสงจริงแท้ให้ป่า แสงแห่งความหวังและการให้อภัยจะไม่มีวันดับในหัวใจเจ้า” เงาในใจโซลาบางเบาลง โลกไม่ได้ไร้ความมืด แต่มีแสงให้เรียนรู้มัน
คืนต่อมา ทุกชีวิตร่วมฉลองวัฏจักรใหม่ ผีเสื้อแก้วบินร่อนเต็มฟ้า รันการ์เต้นรำรอบกองไฟ บุปผาคริสตัลชูช่อรับไออุ่น ทุกเงามืดเฝ้ารออรุณรุ่งอย่างสงบ ป่าคริสตัลคือบ้านแห่งทั้งแสงและเงา
ตำนานจบแต่เรื่องราวยังเดินต่อ โซลามองขึ้นฟ้า เอ่ยเบา ๆ “วันนี้ฉันไม่กลัวจะเดินผ่านความมืด ไม่กลัววันจะสิ้นแสง เพราะฉันรู้ว่าแสงและเงาจะอยู่เคียงกันตลอดไป”