ความลับของแสงเหนือ
เสียงลมหวีดวูบผ่านผิวกระจกกระทบดังกริ๊ก อันนาในวัยสิบหกปีนอนตะแคงอยู่ข้างหน้าต่าง สายตาคมลึกจ้องมองประกายเขียวระยับเหนือเวิ้งฟ้ากลางคืน หัวใจเธอเต้นระรัว แสงเหนือไหลทะลักเข้ามาในห้อง เหมือนกับว่ามันเองก็หายใจอยู่ข้างๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คืนนี้จะมีดาวตกด้วยไหม?” เสียงทุลี เด็กชายวัยสิบขวบดังแว่วจากเตียงตรงข้าม อันนากำลังจะหันมาตอบ แต่เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้ทั้งสองนิ่งงัน
“เข้านอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าต้องช่วยพ่อทำงานแต่เช้า” เสียงพ่อของพวกเขา เฟรดริค ฟังดูเหนื่อยๆ ทว่ามีอารมณ์คาดหวังแฝงอยู่
“พ่อ พรุ่งนี้อนุญาตให้หนูออกไปที่ลานตรวจแรงแม่เหล็กกับพี่รามด้วยได้ไหม” อันนาถาม ก้าวข้ามประตูเงียบเบา
เฟรดริคสบตาลูกสาว “ถ้าอากาศไม่เลวร้ายก็ได้ แต่ต้องฟังราม เขาโตสุด”
แววตาอันนาดูเศร้า แต่ก็พยักหน้ารับ เธอลงนอน ขณะทุลีเหลือบไปมองกล่องไม้ใบหนึ่งซุกอยู่ใต้เตียงคนโต—กล่องที่บิดามักไขกุญแจสองชั้น
รุ่งเช้า แสงนวลกระทบผิวน้ำแข็งแนวกว้าง อันนากับราม ลูกชายวัยสิบเก้าปีของเฟรดริค ก้มอ่านค่าบันทึกหน้าจอตรวจจับสนามแม่เหล็ก ในขณะที่ทั่วอาณาบริเวณไร้ร่องรอยคน
“ช่วงนี้ออโรร่าแรงกว่าปกติ อย่าเดินลึกออกไปจากเครื่องวัดนะ” รามกำชับ พูดจาเย็นชาตามเคย แต่เสียงสะท้อนในคำแฝงห่วงใย
อันนาเหลือบมอง “พี่ราม… เมื่อคืนหนูเห็นอะไรแปลก ๆ เหมือนคนเดินข้ามแนวป่า”
รามชะงัก แล้วยิ้มจาง “ที่นี่ไม่มีใครหรอก เราเหลือกันไม่กี่คน…”
เสียงร่ำลือของสถานีวิจัยอาร์คทารามักพูดถึงเงาร่างแปลกประหลาดจากป่าหิมะ และแสงเหนือที่หรี่พร่ามากกว่าปกติในปีนี้ ในห้องอาหารเย็นวันนั้น เฟรดริคนั่งค้อมหลังจ้องข่าวเก่า ๆ เบื้องหน้าจอมอนิเตอร์ สายตาเต็มไปด้วยความระแวง
“มันจะกลับมาอีกไหมครับพ่อ” รามเอ่ยเบา ๆ ราวกับอยากรู้อะไรมากกว่าจะถาม
เฟรดริคสะดุ้ง “อะไรนะ?”
“แถวนี้ไม่มีชาวบ้าน ไม่มีใคร แล้วของในช่องเก็บสัมภาระขาดอีกแล้ว…” รามพูด เสียงสั่นนิด ๆ
ทุลีเดินเข้ามาจับมือพ่อ “พ่อกลัวอะไรเหรอครับ”
เฟรดริคเงียบไปนาน ก่อนลุกออกไป ทิ้งความเงียบไว้อีกระลอก
คืนถัดมา ภายใต้แสงออโรร่าสีม่วง อันนาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงบางอย่างกระแทกหน้าต่าง เธอรีบรุดไปข้างนอก แม้ลมหายใจจะหวาดหวั่น ยามเหยียบออกไปนอกเขตรั้ว เธอก็พบรอยเท้าแปลกปรากฏกลางหิมะ มุ่งตรงเข้าป่า…รอยที่ใหญ่มนุษย์เกินไป
รามตามมาด้านหลัง “อันนา กลับเข้าไปเถอะ”
อันนาหันกลับแต่ไม่ยอมถอย “หนูอยากรู้ ใคร…หรืออะไรที่อยู่ตรงนั้น…”
ขณะแสงเหนือแปรเปลี่ยนสี หนาวเย็นแทรกซึมเข้าโครงกระดูก เธอสองคนจำต้องเดินตามรอยนั้น พลันได้ยินเสียงครืดคราดเหมือนของหนักถูกลาก เจือเสียงพึมพำ “ขอ อย่า…” แผ่วเบาดังลอยลม
อันนาขนลุกซู่ “เรา…ไม่ได้อยู่กันแค่สี่คน”
เสียงประตูโรงเก็บของเปิดออก รามลดเสียงลง “ก็เพราะครอบครัวเราเก็บบางอย่างไว้ในสถานี หรือเปล่า”
อันนาสบตาพี่ชาย “พ่อปิดอะไรบางอย่างจากเรา”
ในคืนต่อมา เฟรดริคเดินถือกุญแจไปยังกล่องไม้ในห้องใต้หลังคา เสียงฝีเท้าทุลีกับอันนาดังแผ่วด้านหลัง พวกเขาซ่อนตัวมองพ่อเปิดกล่องช้า ๆ
กล่องนั้นข้างในมีเศษหินสีเทาเปล่งประกายเรืองรอง สายตาเศร้าของเฟรดริคสะท้อนกับก้อนหิน เงียบงันเนิ่นนาน ก่อนที่มือเขาจะสั่นเล็กน้อย
เสียงทูลีขาดห้วง “นั่น…อะไรนะพ่อ”
เฟรดริครับน้ำตาเล็ด หันกลับมาหาลูก “มีตำนานเกี่ยวกับผู้เฝ้าแสงเหนือ—และบางอย่างต้องการสิ่งนี้”
ความหวาดกลัวแผ่กระจาย ทูลีตัวสั่นขยับหลังเกาะราวไม้อย่างขลาด “แล้วถ้ามันเอาไปได้ล่ะครับ”
“ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป—แม้แต่เราเอง” เฟรดริคเสียงสั่น บรรยากาศรอบตัวเริ่มพล่านพิกลราวกับถูกบางสิ่งจับจ้อง
คืนนั้น อณูสีเขียวเข้มอาบทุกหยาดหิมะ อันนาชะโงกหน้ามองสู่เงาป่า เห็นเงาตะคุ่มสี่ขาใหญ่โผล่ไกล ๆ เสียงร้องเหมือนมนุษย์ปะปนเสียงคำรามแว่วลอยผ่านมา พวกเขาหารือกันในห้องครัว
“หนูจะไม่อยู่นิ่งถ้าพ่อยังไม่บอกความจริง” อันนากระแทกเสียง
เฟรดริครั้งนี้ไม่หลบตา พูดเสียงเรียบ “หลายปีก่อนมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง—ผู้พิทักษ์ออโรร่า—ตายเพราะปกป้องก้อนหินนี้ คำสาปมันผูกกับครอบครัวเรา”
“พ่อ!” รามกัดฟัน เสียงสั่นเครือ
เฟรดริคสบตาลูกชาย “พ่อทำผิด แล้วพ่อก็แบกมันมาทั้งชีวิต”
เสียงกระหน่ำประตูดังขึ้นอย่างแรง อากาศเย็นจัดปะทะผิวพวกเขาพรึบ เงาดำผลุบเข้ามาในโถงกลาง ทุกคนต่างตกตะลึง เฟรดริควางหินบนโต๊ะอย่างลังเล
รามคว้าอันนาและทูลีไว้ข้างหลัง “พ่อ อย่า!”
เงานั้นสูงตระหง่าน ถอดร่างคล้ายมนุษย์แต่ไม่สมบูรณ์ ใต้ขอบตาคมมีรอยดำคลุม รัวลมหายใจ “ส่งคืน…ของเรา…”
เฟรดริคพยายามหาเสียงตัวเอง “ก็เพื่อพวกเขา—ลูก ๆ ของฉัน!”
อณูแสงเหนือข้างนอกหมุนวนเร็วขึ้น แรงลมในบ้านสั่นสะเทือนจนแก้วน้ำร่วงแตก ทุกคนระงับลมหายใจ
ทันใดนั้น ทูลีเดินออกไปเผชิญหน้ากับเงา “ถ้ามันต้องเลือกระหว่างเรา หนูขอคืนให้คุณ”
เฟรดริคหยุดมือ ท่ามกลางเสียงร้องของอันนาและราม ทูลีหยิบหินขึ้น กล้าเผชิญกับดวงตาหม่นดำ “แต่ขอให้ครอบครัวหนูรอด!”
เงานั้นมองตอบนิ่งนาน ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้น ก้อนหินเปล่งแสงแล่นเข้าสู่ร่างมัน ทันใดเงาดำนั้นก็แหลกสลายกลายเป็นประกายละอองหิมะ
แสงเหนือสะท้อนทั่วสถานี สีอ่อนโยนแผ่คลื่นอุ่นผิดฤดู ทูลีล้มลงกับพื้น เหนื่อยแทบสิ้นแรง มือตัวเองยังเรืองแสงจางๆ
รามเข้ากอดน้อง อันนานั่งลงโอบพ่อ ทุกคนร้องไห้พร้อมกันในความรอดและสูญเสีย เฟรดริคย้ำเสียงแตกพร่า “ขอโทษ…ลูกทุกคน…พ่อเสียใจ”
แสงเหนือค่อย ๆ ซา อันนาก้าวไปนอกชานสูดหายใจลึก รอยแผลในใจอาจยังไม่จาง แต่เธอมองหน้ากันอย่างเข้าใจมากกว่าเดิม
รุ่งอรุณวันใหม่ เฟรดริค นั่งปลีกตัวอยู่ในห้องแล็บเล็ก ร่างกายอ่อนแรง สีหน้าเปลี่ยนไป ทว่าเปี่ยมด้วยสายสัมพันธ์ในใจที่แข็งแรงกว่าทุกวัน
อันนา ทูลี และราม เดินมารวมกันที่ลานกว้าง มองแสงเหนือรอบท้ายฤดู เด็ก ๆ โอบกอดกัน รู้ว่าครั้งนี้ พวกเขาสามารถกลับมาหน้าที่ผู้พิทักษ์แสงเหนือ ด้วยหัวใจที่ไม่แบกเพียงความลับ…แต่คือพลังแห่งครอบครัวและการให้อภัยแทน