เสียงข้างฝา
หมอกจางคลุมท้องทุ่งโล่งยามเช้า บ้านไม้เก่าหลังหนึ่งตั้งเด่นเป็นจุดเดียวในความเวิ้งว้าง เสียงนกร้องแผ่วเบาแต่ไม่สดใส อากาศเย็นแปลกผิดฤดู ต่าย หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ยืนอยู่หน้าบ้านหลังนั้น ท่ามกลางความเงียบผิดปกติ เธอสูดหายใจลึก เหลือบมองแผ่นไม้ที่ลอกสี กำลังลังเลจะเปิดประตูเข้าไป เพลงขลุ่ยจากบนเรือนลอยมาเบาๆ คล้ายความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์ ฉับพลัน เสียงกระซิบข้างฝาดังขึ้น เธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจหมุนลูกบิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ก้าวแรกที่เท้าสัมผัสพื้นบ้าน ไม้ใต้ฝ่าเท้าดังเอี๊ยดอ๊าด ทุกอย่างดูเหมือนเดิมแต่เย็นเยียบเกินปกติ ต่ายวางกระเป๋าลงเบาๆ หันไปมองรูปถ่ายครอบครัวบนฝาผนัง ภาพพ่อแม่กับเด็กหญิงสองคน คนหนึ่งคือต่าย อีกคนคือ ‘ไผ่’ น้องสาวที่หายตัวไปเมื่อสิบปีที่แล้ว
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากห้องครัว ต่ายหยุดหายใจ ครู่หนึ่งคุณยายส้มก็โผล่มาพร้อมถาดชา มือสั่นเล็กน้อย “ต่าย กลับบ้านแล้วเหรอ” เสียงแหบพร่าแต่ใจดี “มาคืนเดียวใช่ไหมลูก” ต่ายพยักหน้า เธอหลบสายตายาย พยายามกลั้นคำถามไว้
ยายส้มชะเง้อดูนอกหน้าต่าง “เมื่อคืนฝนตกหนักมาก พื้นบ้านยังเปียกอยู่เลย เสียงอะไรแปลกๆ มีไหมเมื่อคืน”
ต่ายนิ่ง ไม่ตอบ เธอไม่ได้มานอนบ้านนี้นานแล้ว แต่เคยได้ยินเสียงกระซิบข้างฝาในอดีต ทั้งคู่เงียบ ต่างคนต่างจมในความคิด
สายวันนั้น ต่ายเดินสำรวจบ้าน หยุดอยู่หน้าห้องนอนน้องสาว ประตูไม้ปิดสนิท ฝุ่นจับหนา เธอลังเล มือแตะลูกบิด แต่ยังไม่กล้าเปิด
กลางคืนมาเร็วจนไม่ทันตั้งตัว ต่ายนั่งอยู่ในห้องรับแขก ไฟหลอดเดียวให้แสงเหลืองโรยรา เงาของข้าวของวาดทับซ้อนกันบนพื้น เสียงฝนเริ่มซ่า หัวใจเธอเต้นแรง หลับตาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ อีกครั้งจากข้างฝา ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร เธอลืมตา รีบเดินไปปิดหน้าต่าง
ยายส้มนั่งเงียบอยู่มุมห้อง สายตาจับจ้องพื้นไม้ ยายพูดโดยไม่มองหน้า “ไผ่… ชอบแอบกระซิบกับผนังเสมอ” ต่ายชะงัก หันไปสบตายาย ยายหลบตาเร็วเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง
โทรศัพท์ของต่ายสั่น เธอรับสาย เสียงปลายสายเป็น ‘เต้’ เพื่อนสนิทสมัยเด็ก “ต่าย พรุ่งนี้มาเจอชั้นที่ศาลาวัดหน่อยได้ไหม ชั้นมีเรื่อง…” เสียงเต้ขาดหายไปช่วงหนึ่ง ราวกับมีเสียงลมหายใจแรงๆ แทรกเข้ามา ก่อนจะวางสาย
คืนนั้น ต่ายนอนไม่หลับ เสียงฝนยังดัง เธอข่มตาหลับ พยายามไม่ฟังเสียงใดๆ แต่เสียงกระซิบกลับดังขึ้นชัดเจนกว่าเดิม ใกล้หูเหลือเกิน เหมือนใครกำลังชวนพูดคุย ประโยคซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยด้วย…” ต่ายสะดุ้ง ลุกขึ้นนั่ง เหงื่อซึมตามไรผม
เช้าตรู่ ต่ายออกไปวัด พบร่างเต้ในชุดนักศึกษานั่งก้มหน้าใต้ต้นโพธิ์ เต้พูดว่าตนเองก็เคยได้ยินเสียงกระซิบนี้ตั้งแต่เด็ก “มันเหมือนเสียงของใครที่อยากออกมาจากผนังมากกว่า” เต้เงียบไป ยกมือเช็ดเหงื่อ “ต่าย…ชั้นว่าเราอย่าอยู่บ้านนั้นคนเดียวตอนกลางคืน”
ต่ายฝืนยิ้ม “แต่ยายชั้นอยู่คนเดียวไม่ได้”
เต้ถอนหายใจ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ “จำได้มั้ย วันสุดท้ายที่เห็นไผ่ อยู่ตรงหน้าห้อง…”
ต่ายรับกระดาษนั้นมา เป็นภาพวาดเด็กผู้หญิงยืนหน้ากำแพง บนผนังมีรอยขีดข่วนคล้ายเล็บมือ เธอสั่น ปฏิเสธความคิดในใจ “มันไม่มีอะไรหรอกเต้ ชั้นแค่ฝันร้าย”
ระหว่างทางกลับบ้าน ต่ายพบคุณลุงชาวบ้านขุดหลุมริมรั้ว ลุงพูดทักทายธรรมดา แต่ชะเง้อมองบ้านเธอแบบหวาดระแวง “ช่วงนี้มีใครแปลกๆ แอบเข้าบ้านไหมลูก”
ต่ายแปลกใจ ตอบว่าไม่มี ลุงหลบสายตา รีบเดินจากไป เธอได้กลิ่นดินเปียกแปลกๆ ติดจมูก
เย็นวันนั้น ยายส้มเริ่มพูดถึงอดีต “วันนั้น…แม่ของต่ายร้องไห้หนักมาก หายไปทั้งคืน กลับมาอีกที ก็ไม่พูดถึงไผ่อีกเลย” ต่ายกลืนน้ำลาย เงียบงัน
ขณะสำรวจห้องเก็บของใต้ถุน ต่ายเจอกล่องไม้เก่า ข้างในมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก กระดาษบางแผ่นเปียกน้ำแต่ยังอ่านได้ “วันนี้ไผ่บอกว่าได้ยินเสียงกระซิบข้างฝา ตื่นกลัวทั้งคืน…”
ต่ายหอบสมุดขึ้นไปอ่านต่อในห้องตัวเอง ทุกหน้ามีแต่ข้อความสั้น ๆ ว่า “อย่าเข้าไปในห้องนั้น” ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนคนเขียนอยู่ในภาวะหวาดกลัวสุดขีด
กลางดึก คืนนี้เงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร ต่ายเหลียวมองผนังซ้าย เสียงกระซิบมาใกล้กว่าเดิม “ช่วยด้วย… ขอออกไป…” เธอฝืนใจเดินไปหน้าห้องน้องสาว มือสั่นจนเปิดประตูไม่ถนัด
ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า ภายในห้องเงียบสนิท มืดจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาตัวเองบนผนัง ต่ายติดไฟฉายส่องดู เห็นรอยขีดข่วนเต็มฝาผนัง รอยเล็บเล็ก ๆ หลายรอย เธอถอยหลัง ใจเต้นระส่ำ
เสียงกระซิบระเบิดขึ้นพร้อมกันทั่วห้อง ทุกฝาผนัง “ช่วยด้วย…ได้ยินไหม…” เธอยืนตัวแข็ง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ยายส้มปรากฏตัวที่ประตู ยายน้ำตาคลอ “ต่าย… เธอไม่ควรเปิดประตูห้องนี้” เสียงยายสั่นเครือ “เธอไม่ต้องรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น”
แต่ความอยากรู้ในใจต่ายแรงกว่าความกลัว เธอถามเสียงแผ่ว “ไผ่อยู่ที่ไหน”
ยายส้มส่ายหน้า น้ำตาไหล มือกุมอก “ไผ่…เขากลัว กลัวจนไม่มีเสียงร้องออกมาอีก…”
เสียงกระซิบซ้อนทับกันมากขึ้น เงาดำแซมตามขอบผนัง ต่ายรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก เธอทรุดตัวลงกับพื้น เศษฝุ่นปลิวขึ้นตามแรงลมเย็นที่ไม่มีที่มา
ไฟในห้องดับวูบ ต่ายได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งวนรอบบ้าน เธอพยายามจะลุกแต่ขาไร้เรี่ยวแรง เสียงกระซิบค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้
ต่ายกอดเข่าร้องไห้ ท่ามกลางความมืด เสียงยายส้มพูดเบา ๆ “พอแล้วต่าย อย่าเปิดมันอีก”
เช้ามืด วันต่อมา ต่ายตื่นขึ้นบนพื้นห้องน้องสาว เธอรู้สึกเหมือนความทรงจำบางอย่างหายไป มองไปยังรอยขีดข่วนและคราบน้ำตาบนพื้น ฝาผนังเงียบสงัด
ยายส้มเดินเข้ามาเงียบ ๆ นั่งข้าง ๆ พูดเบา ๆ “ทุกบ้านมีเสียงของตัวเอง เสียงของคนที่ยังไม่ไปไหน…บางที เราแค่ต้องอยู่กับมัน” ต่ายไม่ตอบ จ้องมองผนังเงียบ ๆ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ต่ายยืนอยู่หน้าบ้านอีกครั้ง เธอหลับตา สูดอากาศ หมอกจางปกคลุมเหมือนในวันแรก เสียงกระซิบข้างฝาแว่วมา เป็นเสียงของน้องสาวที่ไม่เคยได้รับการปลดปล่อย ขณะที่ต่ายยืนอยู่นิ่ง ความเงียบงันกรีดเฉือนใจ ความจริงยังคงซ่อนอยู่ข้างฝา ติดอยู่ในความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน…