เสียงที่ไม่มีต้นทาง
เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีเก่ากึกก้องไปทั่วอาคารไม้สองชั้น หอพัก “อัมพรจันทร์” ตั้งตระหง่านกลางป่ารกร้างด้านหลังมหาวิทยาลัยจังหวัดเหนือ อากาศเย็นเฉียบซึมลึกเข้ากระดูก บรรยากาศเงียบเปลี่ยวจนได้ยินเสียงกิ่งไม้สีกันแผ่ว ๆ เหมือนเสียงระคนร้องไห้แผ่วเบา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงฟ้า เด็กปีหนึ่งผู้ตาโตและท่าทีลังเลเดินลากกระเป๋าเข้ามาพร้อมพี่สาวฝาแฝด อิงเดือน ใบหน้าของสองสาวคล้ายกันจนเกือบแยกไม่ออก ต่างกันเพียงอิงฟ้าดูอ่อนโยนและขี้กลัวกว่า ขณะที่อิงเดือนแววตาแข็งกร้าวและไม่ค่อยพูด ฮัท เพื่อนชายร่างสูงท่าทางกระตุกกล้าเดินตามหลังอย่างระวังตัว ส่วนโอห์ม เด็กหนุ่มแว่นขี้อายที่ชอบหันมองข้างหลังตลอดเวลา เดินรั้งท้าย
“นี่มัน…เงียบเกินไปไหม” โอห์มเอ่ยเบา ๆ เสียงสั่น อิงฟ้าพยักหน้า ทั้งสี่หยุดยืนหน้าประตูห้องรวม ชื่อป้ายซีดจางจนอ่านแทบไม่ออก อิงเดือนเป็นคนไขกุญแจเอง
เมื่อประตูเปิด กลิ่นอับชื้นผสมฝุ่นเก่าก็ทะลักออกมา ทุกคนต่างเมินหน้าหลบกลิ่น อิงฟ้าก้าวเข้าไปคนแรก มองสำรวจรอบ ๆ ห้องโถงกลางมีแสงไฟสลัวเพียงหลอดเดียว ฉากหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าม่านขาดรุ่งริ่ง บนผนังมีตะปูเก่า ๆ ปักไว้ประปราย บรรยากาศเย็นยะเยือกเหมือนมีสายตาแอบเฝ้ามอง
“โอเค…เอาของไปเก็บที่ห้องกันเถอะ” ฮัทเร่ง อิงเดือนโยนกระเป๋าลงเบาะเก่าแล้วเดินต่อไปไม่พูดอะไร
เมื่อทั้งสี่แยกย้ายกันขึ้นห้อง ฟ้าก็เริ่มพลิกดูข้าวของ สัมผัสถึงความเงียบผิดปกติ รู้สึกเหมือนมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาลอดมาจากทางเดิน แม้จะพยายามไม่คิดอะไรแต่ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลยังคงเกาะกุม
ค่ำแรกผ่านไปด้วยความอึดอัด โอห์มเอาแต่ก้มหน้าจดบันทึก อิงเดือนนั่งอ่านหนังสือไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ฮัทเดินวนรอบห้อง แล้วจู่ ๆ เสียงกุกกักเหมือนอะไรลากบนพื้นก็ดังขึ้นจากห้องข้าง ๆ ทุกคนหยุดนิ่งและหันมองหน้ากัน
“มีใครอยู่ห้องนั้นเหรอ” ฮัทถามเสียงเบา
อิงฟ้ากลืนน้ำลาย “หรือว่า…เป็นเจ้าของหอเก่า?”
โอห์มพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “จะมีใครมาอยู่ที่นี่นอกจากเราอีกเหรอ?”
เสียงเงียบลง ทุกคนยังนั่งเกร็งอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครกล้าขยับออกไปตรวจสอบ
หลังเที่ยงคืน อิงฟ้านอนไม่หลับ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง เห็นเพียงเงาไม้โยกไหวในความมืด เสียงกระซิบบางอย่างแว่วมาจากทางเดินด้านนอก ฟ้ารีบข่มหัวใจไม่ให้เต้นแรงเกินไป
วันต่อมา อิงเดือนตื่นแต่เช้าเดินสำรวจรอบหอ พบว่ามีห้องหนึ่งถูกปิดไว้ด้วยโซ่สนิมขึ้นเขรอะ ป้ายเขียนว่า “ห้ามเข้า” ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ฮัทเห็นจึงเดินเข้ามายืนข้าง ๆ
“เขาว่าห้องนี้…เคยมีเด็กหายไปเมื่อหลายปีก่อน” ฮัทเอ่ยเสียงเบา อิงเดือนเหลือบตามอง ไม่พูดอะไร โอห์มตามมาทีหลัง แอบฟังด้วยสีหน้ากังวล
อิงฟ้าก้าวเข้ามาหลังสุด เธอสังเกตเห็นรอยขูดเป็นทางยาวบนประตูไม้เก่า ฝุ่นจับหนาจนเห็นรอยนิ้วมือลากเป็นเส้นขดวนอย่างไร้ระเบียบ อิงฟ้ารู้สึกขนลุกวาบ
วันถัด ๆ มาความผิดปกติทยอยเกิดขึ้น ทั้งเสียงลากเก้าอี้ยามดึก เงาผ่านวูบในกระจกหน้าต่าง ของใช้บางชิ้นย้ายที่เองโดยไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนทำ
อิงเดือนเริ่มสงสัยและหงุดหงิดกับความไร้เหตุผล ฮัทกลับเริ่มหมกมุ่นกับการค้นหาข้อมูลเก่า ๆ ในห้อสมุดจังหวัด ขณะที่โอห์มหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว และอิงฟ้ากลายเป็นคนได้ยินเสียงกระซิบถี่ขึ้นทุกคืน
คืนหนึ่ง อิงฟ้านอนไม่หลับอีกครั้ง เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หูเหมือนอยู่ข้างเตียง เธอขยับตัวหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไร เสียงนั้นค่อย ๆ ชัดขึ้น “ช่วย…ฉัน…ด้วย…” น้ำเสียงสะอื้นแผ่วเบา อิงฟ้าขนลุกไม่กล้าขยับตัว
เช้าวันต่อมาใบหน้าฟ้าซีดเผือด เธอเมินหน้าจากเพื่อน ๆ ที่ถกเถียงกันว่าเมื่อคืนใครเป็นคนเดินลากเท้าที่หน้าห้อง ฮัทพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “ฟ้าฝันร้ายหรือเปล่า” ฟ้าส่ายหน้าแต่ไม่พูดอะไร โอห์มมองเธออย่างหวาดระแวง
เมื่อเวลาผ่านไป อิงฟ้าเริ่มรับรู้ถึงเสียงเรียกในทุกรูปแบบ บางทีเป็นเสียงเพลงเด็ก บางทีกระซิบเป็นภาษาแปลก ๆ เธอเล่าให้อิงเดือนฟัง อิงเดือนสวนทันที “อย่าคิดมาก เสียงลมนั่นแหละ คนขี้กลัวก็แบบนี้”
แต่ในคืนนั้น อิงเดือนเองกลับฝันเห็นภาพเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้อง ร้องไห้เสียงแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยกลัวผี อิงเดือนตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อซึม มือกำผ้าปูแน่น เธอลุกออกไปเดินที่ระเบียงแต่รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่จากเงาความมืด
หลายวันถัดมา ทุกคนเริ่มกลัวความเงียบ โอห์มหลีกเลี่ยงการพูดถึงเสียงประหลาดที่ตนเองได้ยิน ฮัทกลับกลายเป็นคนขี้โมโหและนอนไม่ค่อยหลับ มีรอยคล้ำใต้ตา อิงเดือนกลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ไว้ใจอิงฟ้า ส่วนฟ้ากลายเป็นคนไม่กล้าออกจากห้องหลังพลบค่ำ
คืนวันหนึ่ง ฮัทรื้อแฟ้มเก่าของหอพักแล้วพบรูปถ่ายหมู่ของเด็กสาวกลุ่มหนึ่งในอดีต ภาพซีดจางและมีรอยถูกฉีกออกไปตรงกลาง เขานำรูปมาให้ทุกคนดู ในภาพมีเด็กหญิงผมยาวหน้าตาเศร้าคนหนึ่ง ทุกคนไม่รู้จักเธอ
“ใครวะ คนนี้?” ฮัทถาม อิงฟ้ามองรูปแล้วขนลุก เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
โอห์มพูดเบา ๆ “หรือจะเป็นเด็กที่เคยหายไป…” ทุกคนเงียบกริบ อิงเดือนขมวดคิ้ว มองรูปแล้วเงียบ
เส้นเรื่องเริ่มบิดเบี้ยว ทุกคนฝันเห็นเด็กหญิงคนนั้นบ้าง ได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง ขณะที่พวกเขาค้นข้อมูลก็พบข่าวนักศึกษารุ่นก่อนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน ไม่มีใครพบศพหรือร่องรอยใด ๆ
ฮัทเสนอให้ลองแอบเข้าไปในห้องต้องห้าม พวกเขาตกลงกันอย่างลังเลกลางเสียงฝนฟ้าคะนองในคืนหนึ่ง ฮัทใช้คีมตัดโซ่ผุ ๆ ทุกคนมองหน้ากันนิ่ง อิงฟ้ามือสั่นเทาแต่ตัดสินใจเดินนำเข้าไปก่อน
ห้องด้านในมืดสนิท มีกลิ่นอับหมักหมม เสียงก้องแปลกประหลาดคล้ายเสียงสะท้อนจากที่ว่างเปล่า ทุกคนหยุดอยู่หน้ากองข้าวของเก่า ๆ กองหนึ่ง อิงฟ้ารู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างอยู่ปลายหางตา
จู่ ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “อย่า…ออกไป…อย่าทิ้งฉัน…” ทุกคนหยุดนิ่ง ใจเต้นระรัว ฮัทพยายามส่องไฟฉายไปรอบ ๆ จนพบสมุดบันทึกปกเก่าคร่ำวางอยู่ใต้โต๊ะ
อิงเดือนหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน เสียงกระซิบหยุดลงทันที ข้างในเป็นลายมือสะเปะสะปะ จดข้อความสั้น ๆ ว่า “ทำไมพวกเขาไม่ฟังฉัน…ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว…เสียงในหัวมันดังขึ้นทุกวัน…”
อิงฟ้ารู้สึกหนาวสั่นจนต้องนั่งลงกับพื้น เธอได้ยินเสียงร้องไห้บาดลึกในหัวใจ “เธออยากให้เราช่วยอะไร” ฟ้าพูดออกมาแผ่วเบา
ไม่มีใครตอบ แต่แสงไฟฉายส่องไปเห็นรอยขีดเขียนบนผนังเป็นภาษาแปลกประหลาด โอห์มพยายามถอด รู้เพียงว่าเป็นมนต์ปลดปล่อยบางอย่าง
คืนถัดมา ทุกคนต่างฝันเห็นพิธีกรรมบางอย่างในห้องนี้ เด็กหญิงคนนั้นถูกล้อมรอบด้วยคนสวมผ้าคลุมดำ พวกเขาสวดมนต์ภาษาประหลาด ใบหน้าซ่อนในเงามืด มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
อิงเดือนตื่นมากลางดึก ร้องไห้อย่างไม่รู้ตัว ฮัทนั่งซึม โอห์มเริ่มพูดกับตัวเองบ่อยขึ้น ฟ้ากลายเป็นคนซึมเศร้า ทุกคนเริ่มไม่ไว้ใจกันเอง กินข้าวด้วยความเงียบอึดอัด
ฮัทเสนอให้สืบเกี่ยวกับพิธีกรรมในหมู่บ้านใกล้ ๆ พวกเขาพบว่ามีตำนานเด็กหญิงถูกสังเวยเพื่อปิดผนึกวิญญาณชั่วร้ายในอดีต และเชื่อว่าหอพักนี้คือสถานที่นั้น
เมื่อพวกเขาพยายามจะออกจากหอ เสียงกระซิบกลับดังขึ้นรุนแรงกว่าทุกครั้ง “อย่า…ออก…ไป…” ประตูทุกบานล็อกสนิทด้วยตัวมันเอง หน้าต่างเหมือนถูกปิดตายโดยแรงที่มองไม่เห็น
อิงฟ้าเริ่มนั่งนิ่ง ร้องไห้เบา ๆ ทุกคืน เธอรู้สึกถูกดึงดูดให้ไปนั่งที่มุมห้องด้านขวา มือขีดเขียนบนพื้นไม้โดยไม่รู้ตัว รูปที่วาดออกมาเป็นวงกลมล้อมรอบตัวเอง
โอห์มเข้าไปปลอบแต่ฟ้าผลักออก ฮัทพยายามดึงใจทุกคนให้ร่วมมือกัน ทว่าความตึงเครียดระหว่างอิงเดือนกับฟ้ากลับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนถูกขังในห้องต้องห้าม พวกเขาเห็นเงาดำเคลื่อนผ่านผนัง เสียงเด็กหญิงกระซิบแทรกเข้ามาในหัวทีละคน “ใคร…จะอยู่ต่อ…ใคร…จะไป…”
อิงฟ้ารู้สึกถึงความสิ้นหวังลึกสุดใจ เธอจำได้ว่าในภาพถ่าย เด็กหญิงคนนั้นยิ้มเศร้า ๆ เหมือนรอใครสักคนมาตลอด ฮัทตัดสินใจอ่านมนต์ในสมุดออกเสียงด้วยความหวังจะปลดปล่อยทุกสิ่ง
ทันใดนั้นทุกอย่างเงียบกริบ เงาในห้องหยุดนิ่ง ทุกคนหยุดหายใจ เสียงสะอื้นกลายเป็นเสียงหัวเราะเศร้า ๆ อิงฟ้ารู้ว่าคำขอของเด็กหญิงไม่ใช่การปลดปล่อยจากที่นี่ แต่เป็นการไม่ถูกลืม…การที่ใครสักคนจะอยู่เป็นเพื่อนกับเธอ
ฟ้าก้าวเข้าไปนั่งข้างมุมห้อง เธอวางมือบนพื้นไม้ เย็นเฉียบเหมือนชีวิตกำลังไหลออกจากร่าง โอห์มพยายามดึงเธอออกมา ฮัทร้องห้าม อิงเดือนน้ำตาไหลแต่ยังแข็งใจไม่พูดออกมา
แสงไฟในห้องกระพริบ เงาในห้องค่อย ๆ ผสานเข้ากับร่างของอิงฟ้า สีหน้าฟ้านิ่งสงบขึ้นอย่างแปลกประหลาด เธอพูดเสียงกระซิบว่า “ไม่เป็นไร…ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอ”
ทุกคนถูกปลดปล่อย ประตูเปิดออก เงาเงียบลง อิงเดือน ฮัท และโอห์มเดินออกจากหอในสภาพอ่อนแรงและใจลอย ไม่มีใครเหลียวกลับมามอง
อิงฟ้าไม่เคยถูกพบอีกเลย เสียงกระซิบเงียบหาย แต่บางคืนที่หอพักหลังเดิม ยังคงมีเสียงเศร้า ๆ เรียกใครสักคนในความมืด…ไม่ใช่เสียงจากอดีต แต่เป็นเสียงของคนที่เลือกจะอยู่แทนใครบางคนเสมอ