เสียงหัวเราะข้ามผนังห้อง
วัณโรจน์ เปิดโน้ตบุ๊กแต่เช้า เงียบขรึม มือขวาถือแก้วกาแฟอุ่นที่เติมกลิ่นวานิลลา พักสายตายาวบนโลโก้บริษัทกราฟิกขนาดกลางที่ชื่อ “Bluecloud” ในบรรยากาศเช้าวันจันทร์ เขานั่งโต๊ะเดิมริมหน้าต่าง เปิดเว็บไซต์งานดีไซน์ แต่ก็ยังรู้สึกหัวตื้อ ๆ จากวันหยุดอันยาวนาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงผู้หญิงหัวเราะลั่นใต้ต้นไม้หน้าต่าง “แพร! รอด้วย!” วัณโรจน์เงยหน้า แล้วหันหนีทันทีที่เห็นแพร—รุ่นพี่ฝ่ายการตลาด เจ้าของเสียงหัวเราะที่มักทำออฟฟิศตื่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาอดคิดไม่ได้ว่า เธอดังไปทั้งออฟฟิศแค่ไหน
แพรยืนเกาะถุงผ้า ทักทายคนในออฟฟิศทีละคน รวมถึงวัณโรจน์ด้วย “หวัดดี วรุณ!”
วัณโรจน์พยักหน้า “ครับ…” เบาเกินจนอีกฝ่ายแทบไม่ได้ยิน แต่เธอก็เดินตรงมานั่งโต๊ะข้าง ๆ เขาโดยที่ฝ่ายบุคคลเพิ่งย้ายสองโต๊ะนี้มาติดกันเป็นพิเศษ “จะได้ประสานงานใกล้ชิด”
“โต๊ะนายชอบเงียบจังเลย เหมือนห้องสมุดเลยนะ” แพรหมุนเก้าอี้มาทางเขา ขำ ๆ
“ผมชอบเงียบ ๆ…” วัณโรจน์ตอบสั้น ๆ โดยไม่มอง
แพรเหลือบตามองเขาอย่างอยากหยอก แต่เห็นแววกลัวในแววตา หญิงสาวถอนใจเงียบ ๆ กลับไปเปิดโน้ตบุ๊ก
วันแรกของการเป็น “โต๊ะข้างกัน” เป็นมื้อเช้าที่รสชาติแปลก ๆ กาแฟหวานน้อยกับเสียงเพลงคลอเบา ๆ มีกลิ่นอายของความตึงเครียดระหว่างคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว
แต่ละครั้งที่แพรเงยหน้าขึ้นมา ทุกครั้งที่หัวเราะ เขาจะมีสีหน้าไม่สบายใจ ราวกับถูกบังคับให้ร่วมวงสนทนา วัณโรจน์อยากปลีกวิเวก แม้แต่การปรินต์งานก็แอบเอางานไปเครื่องที่ไกลที่สุด
กลางวัน ออฟฟิศเคร่งเครียดจากโปรเจกต์ใหม่ ทีมการตลาดยื่นแผน “ตลาดเด็กวัย 20-30” ให้ฝ่ายดีไซน์ รอยยิ้มอ่อน ๆ ของแพรถูกกลบด้วยตารางสรุปผลวิจัย เธอจิ้มมือบนกระดาษแล้วถามเสียงดัง “วรุณ นายดูหัวข้อนี้ให้แพรที”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเดินมาหา “อืม ตรงนี้…”
“ถ้าวางคอนเซ็ปต์เป็น AI น่าจะเท่มากเลยนะ” แพรเสนอ
วัณโรจน์นิ่ง สายตาจดจ่อในกระดาษ “แต่ช่วงนี้ตลาดเริ่มอิ่มตัว AI แล้วนะ เราควรหามุมสดใหม่…”
“อ้าว คิดต่างจัง” เธอหัวเราะ พยักหน้าหงึก ๆ “งั้นนายว่าอะไรน่าสนใจ”
“อะไรที่เป็น ‘มนุษย์’ แบบไม่ต้องซ่อนอยู่หลังเทคโนโลยีมากไป คนจะอินกว่า” เสียงเขาเบาแต่หนักแน่น
แพรนิ่งไปครู่หนึ่ง มองหน้าเขานาน “นายพูดเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ”
วัณโรจน์มองลงโต๊ะ ไม่ตอบ แพรจับจังหวะได้ เงียบ แล้วรับแผนกลับไป
บ่าย งานเริ่มติดขัดเพราะข้อมูลไม่พอ เพื่อนร่วมทีมทุกคนรู้สึกกดดัน แพรระบายความคลุมเครือกับเพื่อนในห้องประชุม แอบบ่นว่า “ดีไซน์เนอร์บางคนห่างเหินจนเหมือนสร้างกำแพง” วัณโรจน์ที่ผ่านหน้าห้องได้ยิน ริมฝีปากเม้มแน่น
วันต่อมา แพรนำขนมมาตั้งโต๊ะข้าง เขาเหลือบมอง ไม่กล้าหยิบ
“หยิบกินได้เลยนะ” เธอยิ้ม พลางพูดต่อแต่เสียงเบา “นายไม่ต้องเกรงใจทุกคนขนาดนั้นหรอกนะ”
“ผมคิดว่ามันเป็นวิธีป้องกันตัวเอง…”
เธอมองเขา ขำเบา ๆ “นายป้องกันอะไรกันแน่?”
“ตัวเอง…จากความผิดหวัง” วัณโรจน์พูดเสียงแผ่ว
แพรนิ่ง หยิบขนมเองแล้ววางไว้โต๊ะเขาหนึ่งชิ้น “นายจะไม่ลองเปิดใจหน่อยเหรอ?”
เวลากลับบ้าน วัณโรจน์ยืนรอรถเมล์ ฝนตกเล็ก ๆ แพรเดินมากางร่ม ใกล้จนเขาไม่ทันตั้งตัว
“ฝนตก… ร่มแพรมีแค่อันเดียว”
เขานิ่ง ไม่กล้าขยับ มือแดงร้อนอย่างไม่ตั้งใจ รู้สึกตะกุกตะกัก “ขอบคุณนะ”
ตอนเย็นนั้น ต่างเงียบ ร่มสีน้ำเงินวางตรงกลางเหมือนกำแพงผ่าซีกระหว่างคนสองคน รถติดนานจนต้องรออยู่นาน เสียงฝนดังเป็นจังหวะเดียวที่พูดออกมา
“แพร…เคยกลัวอะไรไหม” วัณโรจน์เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“กลัว…กลัวว่า ถ้าเปิดใจแล้วจะไม่มีใครรับฟัง” เสียงเธอสั่นน้อย ๆ
“เหมือนกันเลย…” เขาหลุดหัวเราะจาง ๆ
เช้าวันใหม่ วัณโรจน์ลอบมองว่าแพรเข้ามากี่โมง เห็นเธอหน้าซีด ไม่ยิ้มเหมือนเคย
“ไม่สบายเหรอ แพร?” เสียงเขาอ่อนลง
แพรส่ายหน้า “แค่เครียดเรื่องบ้านนิดหน่อย… เมื่อคืนทะเลาะกับแม่”
“เรื่องอะไรอ่ะ”
“แม่อยากให้กลับบ้านต่างจังหวัด แต่แพรรู้สึกยังไม่พร้อม…”
เขานั่งเงียบ รอฟังต่อ
“แพรฝันอยากทำแคมเปญใหญ่ ๆ อยากอยู่กรุงเทพฯ แต่มันเหมือนแม่ไม่เข้าใจ”
วัณโรจน์พยักหน้า “ผมเข้าใจ… ผมเองก็เคยฝืนความคาดหวังของครอบครัวมาก่อน”
ทั้งสองสบตากันวูบหนึ่ง ประตูใจแง้มกว่าทุกวัน
งานใหญ่ของบริษัทกำลังจะเปิดตัว แพรต้องประสานทีมดีไซน์มากขึ้น บ่อยครั้งที่จังหวะงานขัดกัน ประเด็นคำพูดเล็ก ๆ บานปลาย ทั้งสองแอบบ่นกันข้ามผนัง
“นายคิดว่าต้องใช้อะไรอีกในโปสเตอร์?” แพรตะโกนข้ามห้องประชุม
“รูปคนจริง ๆ หรือเปล่า…”
เพื่อนร่วมงานแหย่ “เถียงกันอีกแล้ว ไหนบอกว่าเป็นทีมเดียวกัน”
เสียงหัวเราะลอยในอากาศ ทว่าใต้เสียงขำขัน ยังมีบางอย่างที่เริ่มเติบโต
งานสำคัญใกล้เข้า deadline แพรเริ่มหงุดหงิดง่าย บางวันที่เขานิ่งเกินไปหรือไม่พูด เธอก็รำคาญ กลายเป็นเงียบใส่กันโดยไม่รู้ตัว สองสามวันไม่มีใครยิ้มให้ใคร
จนกระทั่งวันหนึ่ง แพรพิมพ์ข้อความใน LINE กลุ่มงานดีไซน์ว่า “ลงแรงขนาดนี้ กลัวว่าสุดท้ายจะไม่มีใครเห็นค่า”
วัณโรจน์นั่งจ้องจอ กลืนน้ำลาย ไม่ตอบ แต่คืนนั้น เขาอดใจไม่ไหว ส่งข้อความส่วนตัวไปว่า “ผมเห็นค่านะ”
แพรอ่านข้อความ กลั้นน้ำตาไว้ เธอพิมพ์กลับมาว่า “ขอบใจที่พูดตรง ๆ”
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่มีใครพูดถึงข้อความนั้น แต่วัณโรจน์กล้าเดินไปหาเธอพูดว่า “ถ้าเธออยากให้ช่วยอะไรก็บอกนะ”
แพรพยักหน้า เอ่ยเบา ๆ “ตอนนี้ขอแค่มีกันอยู่ก็พอ”
เมื่อถึงวันเปิดตัว แพรมีแม่มากรุงเทพฯด้วย หญิงชราเดินเข้ามางานออฟฟิศ สายตาไม่พอใจ วัณโรจน์เห็นกิริยายืนห่าง ๆ เงียบขรึม อายุมากกว่าเขาหลายปี แต่เต็มไปด้วยความรักปนความคาดหวังที่พร่ามัว
แพรแนะนำวัณโรจน์ให้แม่รู้จัก “แม่ นี่วรุณ เพื่อนร่วมทีมแพร” แม่เธอสังเกตเขาแวบนึง “ทำกราฟิกแบบนี้แล้วมีอนาคตเหรอ ทำไมไม่ทำงานราชการ?”
บรรยากาศอึดอัด วัณโรจน์ก้มหน้า ไม่คุยแต่สุดท้ายตัดสินใจพูดขึ้น “ผมว่าอนาคตสร้างได้จากตัวเอง ไม่ใช่อาชีพครับ”
แม่แพรถอนใจ ไม่ตอบ หันไปชมลูกสาว “งานเธอก็สวยดีนะ ยอมมาเพราะอยากเห็นตัวจริงว่าคุ้มรึเปล่า”
หลังงาน วัณโรจน์เดินไปส่งแพรกับแม่ ไม่มีใครพูดมาก ต่างคนต่างเงียบ ระหว่างนั้นแม่แพรพูดกับลูกเบา ๆ “อย่าเพิ่งตัดสินอะไรเร็ว ๆ ลูก ใจเย็น ๆ”
แพรเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยเบา ๆ “หนูก็อยากให้แม่เข้าใจตัวหนูบ้าง”
วันต่อมา ออฟฟิศเริ่มเงียบขึ้นอีก เพราะเหนื่อยล้าจากงานเปิดตัว สองคนกลับมานั่งโต๊ะข้างกันเหมือนเดิม แต่นั่งนิ่งนานกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าสบตา
แต่อยู่ ๆ เพื่อนร่วมงานเดินผ่านมาพูด “เฮ้ ในทีมมีคนแอบชอบกันป่ะเนี่ย ทำไมช่วงนี้ดูแปลก ๆ” แพรหัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่มี๊!” วัณโรจน์ขำกลบเสียงเบา ๆ
เย็นวันหนึ่ง แพรจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ในออฟฟิศ ไม่มีใครอยู่แล้ว เธอชวนเขานั่งดูซีรีส์ด้วยกัน แต่เลือกดูเฉพาะคอมเมดี้
นั่งห่าง ๆ กัน คนละฝั่งโซฟา ข้าวกล่องเรี่ยราดบนโต๊ะ และตอนที่ขำจนแก้มปริ แพรเผลอเอียงศีรษะซบพิงเก้าอี้ แล้วเงียบขึ้นมา
“นายเคยมีใครเข้าใจบ้างไหม?”
เขานิ่ง “เคย…แต่ก็เสียเขาไปเพราะไม่กล้าพูดความในใจ”
“แล้วกับแพรล่ะ?”
วัณโรจน์กลืนน้ำลาย ไม่ตอบ ขยับถอย
แพรเอื้อมมือมาวางบนหลังมือ “นายไม่ต้องพูดตอนนี้ก็ได้”
หลายวันต่อมา สถานการณ์ออฟฟิศเริ่มกลับมาปกติ ทีมงานเดินผ่านก็ยิ้มพูดแซว แต่ทั้งสองยังไม่พูดอะไรต่อกันมากขึ้น
จนถึงวันศุกร์ ทีมงานชวนกันไปกินข้าวเย็น วัณโรจน์เงียบ ๆ แต่แพรกลับดูหงอยผิดปกติ พวกเขาเดินกลับบ้านพร้อมกันโดยไม่ได้วางแผน
“นายว่าความกลัวทำให้เราพลาดอะไรไปหลายอย่างไหม”
“ก็…ถ้าไม่กลัว มันคงไม่ใช่เรา…”
“ถ้าไม่ลองกล้า นายจะรู้ได้ยังไงว่าผลจะเป็นยังไง”
เขานิ่ง สายตามองเท้าตัวเอง “แต่ผมกลัวว่าถ้าบอก…เธอจะหายไป”
แพรนิ่ง หลับตาสูดลมหายใจ ท่ามกลางแสงไฟถนน “ถ้านายกลัวแบบนั้น แล้วนายจะอยู่กับความรู้สึกนั้นไปตลอดเหรอ?”
“ไม่รู้… แต่ตอนนี้ ผมแค่ไม่อยากเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป”
แพรแย้มยิ้มบาง ๆ “เราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนนะวรุณ”
ต่างคนต่างเงียบ คำพูดลอยอยู่ในอากาศ น้ำเสียงหวานชื่นปนเศร้า
สุดสัปดาห์ ผ่านไปโดยไม่มีการติดต่อ ยกเว้นข้อความสั้น ๆ ถามสารทุกข์
วันจันทร์เช้า วัณโรจน์มาถึงออฟฟิศแต่เช้า เก็บกล่องขนมจากแพรที่ลืมไว้บนโต๊ะ สะกิดใจด้วยข้อความบนแผ่นโน้ต “อย่ากลัวที่จะลองเปิดใจ”
เขานั่งลง สายตาจับจ้องนอกหน้าต่าง คิดถึงเสียงหัวเราะของหญิงสาวข้างโต๊ะ รู้สึกถึงความอบอุ่นที่สูญหายไปชั่วคราว
แพรเดินเข้ามา แนวหน้าผากมีรอยยิ้มบาง ๆ เพราะเห็นเขากำลังพับโน้ตอยู่
“นายกล้าพอรึยัง?”
เขาขมวดคิ้วแล้วหัวเราะแผ่ว ๆ “อาจจะยัง…”
แพรย่อเข่าลงข้างโต๊ะ เอ่ยเบา ๆ “ก็ลองดูสักครั้งเถอะ วรุณ…”
มือเธอยื่นมา เขารับไว้แบบไม่รู้ตัว นิ้วชิดนิ้ว ทีละน้อย ๆ กำแพงที่เคยสร้างไว้ก็ร่วงลงทีละแผ่น
ทั้งสองนั่งเคียงกัน มือจับกันแน่น โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เสียงหัวเราะอันอบอุ่นข้ามผนังห้อง ถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
บางที… ความรักก็เติบโตทีละนิด ในวันที่ใจกล้าพอจะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน