เวรกรรมบนเกาะร้าง
เสียงเครื่องยนต์เรือกระหึ่มทะเลเปิด นักศึกษาห้าคน—มิว เจ้าหญิงโซเชียลสายรักษ์โลก, โอม หนุ่มวิศวะห้าวแต่ขี้กลัว, อ้อ สาวเงียบขรึม, เอก หนุ่มติสต์ลึกลับ และแอมป์ ร่างโย่งพูดมาก—กำลังเตรียมสำรวจ ‘เกาะอัมพรัตน์’ ตามโปรเจกต์มหาวิทยาลัย มิวขยับกล่องอุปกรณ์ กลิ่นไอเค็มโชย “ทุกคนพร้อมนะ เกาะนี้ไม่มีสัญญาณนานละ ใครกลัวผีเตรียมหัวใจไว้เลย” มิวว่าพลางกวาดตามอง แอมป์หัวเราะเสียงดังกวนจนโอมเกร็ง ส่วนอ้อเอาแต่กอดเป้ ไม่สบตาใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คลื่นกระแทกถึงบรรยากาศเรือล่มสมบูรณ์ เสียงแอมป์ร้องไห้ปนเสียงสะอื้นของลม ทุกคนโผล่ศีรษะพ้นน้ำ มองเรือพลิกคว่ำลอยไปไกล “เอาไงวะ!” โอมร้อง เห็นเกาะเงาลางอยู่ไกล เอกชี้นำว่ายนำ ทุกคนพยายามฝืนกระแสน้ำ ฝ่าคลื่นด้วยแรงหวาดกลัว สุดท้ายเท้าก็แตะชายหาดนุ่ม ชุดเปียกชุ่ม ริมขอบเกาะร้าง ดวงจันทร์สะท้อนบนทรายเย็นยะเยือก
“เราติดอยู่ที่นี่เหรอ?” อ้อกระซิบ พรางมองขอบฟ้าสีหม่น มิวพยายามสั่งสมขวัญ “ไม่มีสัญญาณเหรอ” เอกเช็คโทรศัพท์—หน้าจอมืดสนิท “คิดดูดี ๆ เรามีของอยู่เท่าไหร่?” มิวล้วงของในกระเป๋าเจอแทบไม่มีอะไรรอดเลย โอมล้วงเอามาม่าได้ห่อละลาย แอมป์กัดฟันหัวเราะ “นี่ยังกับหนังรอดชีวิต” ทุกคนเงียบ น้ำเสียงตั้งใจเกินจริง
คืนแรกบนเกาะ: แสงจันทร์ส่องซากไม้ริมหาดที่ทุกคนนั่งล้อม เงียบงันจนได้ยินเสียงคลื่น เหงื่อซึมไหลซึมหัวใจ “เมื่อคืนเรานอนฝั่งนี้ดีกว่า กลางป่าน่ากลัว” มิวหมายมั่นนำกลุ่ม ยินเสียงกรอบแกรบปนเสียงน้ำทะเล เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้กัน ทุกคนลอบสังเกตสายตาคนข้าง ๆ หลีกเลี่ยงพูดถึง ‘เรือล่ม’
เช้าวันใหม่ ตะวันไร้ความอบอุ่น ทุกคนตื่นด้วยความร้อน กระเป๋าเปียกโชก โอมเดินเลี่ยงไปใกล้ขอบเกาะ มองออกทะเลไกล ๆ เงาในตาเหมือนมีอะไรค้างคา มิวเดินตาม โอมหลบตา “เมื่อคืน นายร้องไห้?” โอมไม่ตอบ มิววางมือบนไหล่เปียก “ไม่เป็นไรว่ะ เราต้องหาทางออกด้วยกัน” โอมขมวดคิ้ว ทั้งโกรธตัวเองและไม่เชื่อในความหวังนั้น
อ้อเดินลึกเข้าไปในป่า สังเกตว่าพุ่มไม้ขยับ เสียงกิ่งหัก เธอหยุด อยู่เงียบๆ สังเกตวงรอบ เสียงกระซิบแผ่ว ๆ เหมือนเสียงผู้หญิงร้องเศร้าในลำคอดังจากหลังต้นไม้ ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปกติ อ้อหันพรวดกลับไปหาเพื่อนทันที ก้าวถอยเหมือนกลัวบางสิ่งไล่หลัง
แอมป์ผลักซากไม้หาเศษของกินก่อนขว้างเปลือกเปล่าลงพื้น “ไม่มีอะไรให้กินแล้วว่ะ นี่ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเลย” เอกมองหน้าแอมป์นิ่ง ๆ ลมหายใจหนัก “หยุดบ่นหน่อยได้มั้ย ไปลองสำรวจตรงเขาตะวันตกกับเราก็ได้ ถ้ามัวแต่เถียงเราตายหิว” ทั้งสองคนแยกตัวไปเงียบ ๆ ทิ้งสามคนที่เหลือมองตาม
เอกกับแอมป์เดินส่ายหิว กลางทางเหยียบเศษโครงกระดูกสัตว์ป่า แอมป์รีบชะโงกเลี่ยง เอกโน้มต่ำไปใกล้ สัมผัสความหนาวเย็นผ่านนิ้ว “รู้มั้ยว่าที่นี่เคยมีคนหายไป…” เขากระซิบเบา แม้แต่เสียงเองยังสั่น “หยุดพูดไอ้เรื่องหลอนๆ เดี๋ยวมิวบ้าตายพอดี” แอมป์ฉีกยิ้มฝืนๆ ไม่อยากยอมรับความกลัวในใจ
คืนต่อมา ทุกคนนอนเบียดกันใต้ต้นไม้ เงาไหววูบจากเปลวไฟ พื้นทรายเย็นคราบน้ำขึ้น เงาคนเหมือนขยายยาวผิดกฎธรรมชาติ อ้อสะดุ้ง หันขวับไปมองเห็นเงาดำเหมือนคนเดินผ่านหลังต้นไม้ เธอกำลังลังเลจะเอ่ยเตือนเพื่อน แต่กลืนคำพูดกลับลงคอ เสียงหนึ่งกระซิบข้างหูเบา ๆ “เธอจำได้มั้ย?” น้ำเสียงนั้นเย็นยะเยือก
ตื่นเช้า มิวพยายามขวัญแข็ง “วันนี้เราต้องร่วมมือ หาน้ำก่อน” เสียงไม่แน่นอนแต่พยายามกลบกลัว เอกดึงแขนแอมป์ “เราเดินแยกเป็นสามทีม จะได้ครอบคลุม” อ้อจับสายตาเชื่องช้าของโอมเหมือนเห็นอะไรลึกซึ้งกว่าในแววตา “นายกลัวอะไรกว่าผี?” อ้อถาม เงียบไปนาน โอมกลืนน้ำลาย “กลัวตัวเอง…เคยปล่อยให้เพื่อนเกือบตายครั้งนึง” ทุกคนหยุดเดิน เงียบพรึบ แต่ไม่มีใครซักต่อ
กลางป่าหนาทึบ แอมป์กระชากใบบัวออกจากแอ่งน้ำเล็ก ริมฝีปากแห้งผาก “นี่น้ำกินได้เปล่าวะ” เอกสูดลมหายใจ “ถ้าไม่กินเราก็ตายอยู่ดี” แอมป์ซดน้ำไปอึกโต แต่กลิ่นกลบไม่มิดความกลัว ทั้งคู่แลกเปลี่ยนคำพูดน้อย ๆ ที่แฝงแวววิตกในแววตา
มิวยืนมองทะเลนิ่ง ๆ สีหน้าเปลี่ยนจากมั่นใจเป็นอ่อนกำลัง เธอหยิบสร้อยข้อมือออกจากกระเป๋า นิ้วลูบผ่านตัวอักษร M เพื่อนสนิทมิวเคยจมน้ำตาย เธอไม่เคยให้อภัยตัวเอง อ้อเดินเข้ามาใกล้ นั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ “เรารู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่” มิวสะดุ้ง “อย่าพูดถึงมัน…” อ้อไม่ตอบ เพียงแต่จับมือแน่น
คืนนั้นเสียงประหลาดในป่า ดังเหมือนใครกระซิบใกล้หู “กลับบ้าน… กลับบ้าน…” แอมป์สะดุ้งสุดตัว ดีดตัวเข้าไปกลางวงไฟ “ใครพูดวะ!” โอมขยับมาติด ๆ อ้อแนบหลังกับต้นไม้ มิวหน้าเสีย ทุกคนพยายามกลั้นหายใจ ไม่กระตุกกลัว เงาลึกลับวกวนรอบวงไฟ
กลางคืนผ่านไปอย่างยาวนาน คราวนี้โอมอดไม่ได้ “เราต้องเล่าแล้ว จะรอดออกไปจากที่นี่ได้ เราต้องพูดเรื่องที่เก็บไว้” เงียบสนิท มิวลังเล อ้อจับมือตัวเองแน่น “เราเคยแอบเห็นคนฆ่าหมาในหมู่บ้าน ไม่กล้าพูด…กลัวโดนหาว่าปากเสีย” แอมป์เสริม “กูกับแม่ทะเลาะกันวันก่อนที่ออกเรือ…บอกจะกลับไปขอขมาแต่ไม่ได้ทำ” เอกพร่ำ เบา ๆ “เราเคยนอกใจเพื่อน…เราขอโทษ” ทุกคนต่างเผยอดีตดำมืด
เช้าวันต่อมา ฟ้าครึ้มคลุมท้องทะเล ทุกคนเหมือนได้ระบายเจ็บปวด มิวพูดเสียงอ่อย “เรายังไม่ให้อภัยตัวเอง แต่มันดีกว่าทนแบก” อ้อกุมมือมิวแน่นขึ้น เสียงปริศนาบนเกาะค่อย ๆ จางลง
เสียงเรือลำหนึ่งผ่านเข้ามาใกล้ฝั่ง เอกรีบวิ่งสำรวจชายหาด เห็นเรือประมงเก่า ๆ ลอยลำ “ช่วยด้วย!” ทุกคนรีบกรูไปรวมกัน ชาวประมงมองพวกเขาด้วยสายตาระแวง ก่อนช่วยขึ้นเรือ คนหนุ่มสาวยืนบนดาดฟ้า แต่สายตายังเต็มไปด้วยสิ่งที่เพิ่งปล่อยวางห่างฝั่งเกาะ
ในเรือกลับ ฝนตกซา ๆ ทะเลโอบล้อมเรือเหมือนเคย คืนนี้ไม่มีเสียงกระซิบ มีแต่เสียงถอนใจของคนที่เคยเป็นเหยื่อของอดีตตัวเอง —แต่วันนี้พวกเขากล้าที่จะปล่อย…และเดินหน้าต่อในโลกที่ยังมีบาปและการให้อภัย รอรับอยู่