เสียงเงียบในห้องสมุดเที่ยงคืน
เสียงลมหายใจและเสียงกดแป้นพิมพ์แผ่วเบาดังสอดประสานกันในห้องสมุดขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยกิตติวิวัฒน์ เวลา 23:39 น. ภายใต้แสงไฟสีส้มจาง นักศึกษาสี่คนนั่งกระจัดกระจายอยู่ตามโต๊ะยาวตรงโถงกลาง ชั้นหนังสือสูงตระหง่านดุจผนังกั้นโลก ส่วนมุมหนึ่งที่ถูกแสงรอดทั่วถึงน้อยที่สุด วีณาขยับสายตาจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่เธออ่านซ้ำเป็นรอบที่สามมองไปยังกรอบหน้าต่างบานสูง มืดสนิทไม่มีดาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงจะอ่านเล่มเดิมไปอีกกี่รอบวะ” เสียงของปันชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาและสวมฮู้ดเก่าเอ่ยพลางยื่นถุงขนมให้ “กินเถอะ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน” วีณาเฉย ชะเง้อหาใครบางคน ไม่ใช่ปัน แต่เป็นฝ้ายที่นั่งฟังเพลงเงียบ ๆ ใต้หูฟังสีน้ำเงินซ้อนไว้บนผมสั้นสีน้ำตาลของเธอ เหมือนตัดขาดจากโลก
“กายยังไม่มาอีกเหรอ” ปันถาม ฝ้ายถอดหูฟัง ดึงขนมจากถุงเล็ก ๆ ยันโต๊ะ
“ไม่รู้ดิ บอกจะรีบมา แต่ไลน์ก็ไม่ตอบ” ฝ้ายว่าเสียงเรียบ ยกตาขึ้นสบตาวีณา
วีณาไม่พูดอะไร เธอเหมือนมีอะไรในใจ แต่ก็ไม่พร้อมจะบอกใคร ฝ่ายปันเองก็แอบใช้สายตากึ่งวิเคราะห์กึ่งเวทนา วีณาจ้องจอคอมแน่น ก่อนจะปิดมันลงในที่สุด
เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดเบา ๆ กายร่างผอมสูง รอยยิ้มเก้อ ๆ เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนเจือจางจับอยู่บนเสื้อช็อป “ขอโทษที รถติด โดนยามหักคิว ขอโทษนะ ฝ้าย” กายเอ่ยกระซิบ ฝ้ายพยักหน้ายิ้มบาง ๆ
“มาก็ดี จะได้รีบทำโปรเจกต์ให้เสร็จ แล้วกลับบ้าน” ปันว่า ทำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่แววตาห่วงใยลึก ๆ เห็นได้ชัด เขาไม่ค่อยพูดถึงบ้านตัวเองเท่าไหร่ แต่ทุกคนรู้ว่าเขาอยากหนีมันแค่ไหน
เสียงเข็มนาฬิกาเดินเร่ง กายจัดโต๊ะ นำโน้ตบุ๊กออกมาวาง ฝ้ายลุกเดินไปหยิบแฟ้มงานในชั้นวางของด้านข้าง เสียงเปิดปิดตู้ดังหนักผิดปกติ แสงไฟบนเพดานวูบวาบ วีณาชะงักเหลียวไปทันที
“เห็นมั้ยวะ ไฟกระพริบอีกละ ห้องนี้มันหลอน ๆ ยังไงไม่รู้” ฝ้ายกระซิบสีหน้ากังวล
“ก็แค่ไฟเก่า เลิกคิดเองเออเองไปหน่อยเถอะ” ปันสวน กายเงียบ เดินตามไปมองดูแสงที่ฉายเงาแปลก ๆ ข้างชั้นวางหนังสือ
“เฮ้ย ใครก็ได้ช่วยดูหน่อย หนังสือเล่มนี้…มัน…” ฝ้ายพูดไม่จบ สีหน้าเจือความกลัว ก่อนโชว์หนังสือเก่าปกรอยน้ำตา วีณามองแล้วเลือดในตัวเหมือนเย็นเฉียบ ชื่อหนังสือคือ “เสียงข้างในเงา”
“ชั้นไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดเลย” วีณาวางมือบนหน้าปก จู่ ๆ มีเสียงกระซิบแผ่วเบาหนึ่งดังขึ้นคล้ายลอยผ่านลม “วีณา…” เสียงถูกทอดทิ้งหายในอากาศ
ทุกคนหันขวับไปทางเดียวกันในทันที ความเงียบโอบอุ้มทุกวินาที ตาแต่ละคนเบิกโตและจับจ้องไปยังช่องว่างระหว่างสองชั้นวางหนังสือที่ดูเหมือนจะมีบางอย่างซ่อนอยู่
ฝ้ายย่องเท้าไปที่ต้นเสียง สีหน้าไม่แน่ใจ กายรีบเดินตาม ลมหายใจระส่ำ “อย่าเพิ่ง” วีณาเตือนเบา ๆ เหมือนกลัวบางอย่างในตัวเองมากกว่ากลัวสิ่งลึกลับนอกตัว
เสียงอะไรบางอย่างตกดังกรุ๊งกริ๊งจากส่วนมืด ฝ้ายถอยหลังมือกำหนังสือแน่น ปันเดินนำหน้า รอยยิ้มประจำตัวหายไปในความเงียบ
“หรือเป็นเด็กห้องข้าง ๆ” ปันว่า เสียงขาดความมั่นใจ กายตรวจดูชั้นหนังสือ มือสั่นน้อย ๆ ตรวจดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ไหม
ทันใดแสงไฟดับวูบ เงามืดกลืนทุกสิ่ง ทุกคนกระชับผ้าห่มและสัมผัสกันแน่น วีณาตาโต กลั้นหายใจ ทุกอย่างเงียบสงัดยิ่งกว่าเคย ก่อนเสียงนาฬิกาโบราณตีดังขึ้น สี่ครั้ง
เมื่อแสงไฟฉายกลับคืน หนังสือ “เสียงข้างในเงา” วางอยู่กลางโต๊ะพร้อมโน้ตสั้น ๆ: “เปิดมัน ก่อนเที่ยงคืน” ลายมือคุ้น ๆ – เหมือนของวีณาเอง แต่เธอมั่นใจว่าไม่เคยเขียน
ทุกคนเอาแต่มองกันด้วยความงุนงงไม่กล้าแตะหนังสือเล่มนั้น ปันกัดฟันส่ายหน้าเพราะขนลุกไม่แพ้คนอื่น ฝ้ายมองหน้าวีณาเป็นพิเศษ
“มึงแต่งเรื่องใช่มั้ย?” ฝ้ายถามคล้ายจะหาคำอธิบาย
วีณาส่ายหน้า ไม่ตอบ อารมณ์กลัวผสมปนเปหลั่งในดวงตา “มันไม่ใช่…ไม่รู้สิ” เธอว่าเสียงแผ่ว สั่นเหมือนจะร้องไห้
กายเดินมาใกล้ ๆ “จะลองเปิดมั้ย?” เด็กหนุ่มถาม ตอนนี้เที่ยงคืนขาดสามนาที นาฬิกากดดันหัวใจทุกคน
ฝ้ายกัดฟันแน่น ตัดสินใจเปิดหนังสือ เรื่องราวข้างในคือบันทึกความลับของแต่ละคน ทั้งที่ไม่มีใครเคยเขียน มันเริ่มด้วยความลับของปันว่าที่จริงคือใครสักคนที่ไม่ใช่ “ปัน” อย่างที่ใครเห็น
ปันหน้าซีด มองเห็นประโยคในนั้น “ฉันโกหกเพื่อนมาตลอด ฉันไม่ได้ชื่อปัน” ทุกคนหันขวับไปสบตาเขา
“มึงหมายความว่าไง?” กายถาม ปันนิ่ง ปล่อยให้ความจริงลอยวนกลางห้องสมุด
ความเงียบและแรงกดดันปกคลุม กลิ่นฝนจากเสื้อช็อปกายจางลง ฝ้ายหลุดปาก “ที่เราทุกคนอยู่ที่นี่ เพราะต่างมีบางอย่างที่ปิดบังไว้ใช่มั้ย” วีณาพยักหน้า เงียบจริงใจเป็นครั้งแรก กายสบตาเธอเหมือนรอให้พูดอะไรอีก แต่เธอฟุบหน้าลงกับแขน ตัวสั่น
ตอนนี้หนังสือเปิดหน้าใหม่ ข้อความเกี่ยวกับฝ้ายปรากฏ “ฉันกลัวความสัมพันธ์ เพราะฉันเคยทำร้ายคนที่รักที่สุด” ฝ้ายเบิกตากว้าง ใจเต้นแรง สัมผัสอดีตรอยบาดลึกที่ไม่เคยบอกใคร เธอหันหน้าหนี ริมฝีปากเม้มแน่นคำพูดไม่ออก
“มันเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเลย…” กายพึมพำ ทั้งสี่ลุกขึ้นหันมาล้อมรอบกัน หนังสือกำลังเปิดเผยความจริงของแต่ละคนทีละข้อ
เมื่อถึงบทของกาย เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังแว่ว “กายกลัวพ่อ …แต่ไม่เคยพูดออกมาเลย” กายหยุดชะงักและนิ่งอยู่นานมาก ก่อนตัดสินใจเอ่ยปากเป็นคำรบแรก
“พ่อกูตีแม่ กูทำอะไรไม่ได้ กู…โคตรขี้ขลาด” สีหน้าเขาเจ็บปวดสุดใจ ฝ้ายเดินเข้าไปจับมือกาย กำแน่นส่งพลังใจให้ ปันหลบตาเหมือนเข้าใจมากล้น
แล้วหนังสือหันหน้าสุดท้าย เปิดเผยความลับของวีณา “ฉันพากลุ่มนี้เข้าห้องสมุดคืนนี้เพราะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติที่นี่ ฉันกลัวความจริง แต่กลัวเสียเพื่อนมากกว่า” ทุกสายตาจับจ้องมาที่วีณาซึ่งน้ำตาอาบแก้ม
“มึงรู้ตั้งแต่แรกล่ะ?” ปันถามเสียงเบา
“วีณา ที่ผ่านมาไม่เคยบอกเราเลยเหรอ…” กายพูดเบา ๆ
“ขอโทษ…” วีณาสะอื้นเบา ๆ “หนูแค่…กลัวว่า ถ้าทุกคนรู้แล้วจะไม่เหลือใคร” เสียงกระซิบพลันก้องสะท้อนในห้อง ทุกคนเงียบ ความเงียบหนาวเย็นแค่ไหนก็ไม่เทียบกับเสียงความจริงที่เพิ่งถูกปล่อยออกมานี้
เงาสีดำแผ่ขยายปกคลุมขอบห้องอย่างช้า ๆ บรรยากาศหนักอึ้ง กายตัดสินใจพูดเสียงชัด “คืนนี้ เราไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีกแล้ว…” เขาจับมือทั้งสามคนรวมไว้ด้วยกัน
ฝ้ายสบตาวีณา ก่อนยิ้มให้จาง ๆ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน” ปันถอนหายใจแบกรับความกลัวเอาไว้อย่างโจ่งแจ้ง อย่างน้อยตอนนี้ไม่จำเป็นต้องแสร้งอีกต่อไป
ทันใดเสียงนาฬิกาตีเที่ยงคืน ความรู้สึกเหมือนบางอย่างปลดล็อก เสียงประตูไม้เปิดช้า ๆ ความมืดจางลง ลูกบิดประตูขยับได้
วีณาผลักประตูเบา ๆ มือเย็นเฉียบ แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงกระซิบแล้ว พวกเขาออกจากห้องสมุดด้วยกัน ทิ้งหนังสือปริศนาเอาไว้บนโต๊ะ อากาศข้างนอกสดใหม่โดยไม่มีเสียงความลับตามติดอีกต่อไป
ทั้งสี่คนเดินเคียงข้างออกจากอาคาร สีหน้าต่างคนมีรอยยิ้มหรูมผสมตาแดงจากน้ำตา ภารกิจกลางคืนจบลงพร้อมกับบาดแผลเก่ายังเหลืออยู่…แต่ไม่ต้องซ่อนมันอีกแล้ว แสงไฟถนนยาวทอดไปข้างหน้า ทุกคนเดินไปด้วยกัน สู่ค่ำคืนที่เงียบสงบและอิสระอย่างแท้จริง