ตำนานชะตาสะท้อนแห่งภูเขากระจก
หมอกยามรุ่งอรุณเคลียคลอข้างภูเขากระจกสูงตระหง่านอย่างเกินคะเน แสงสีรุ้งจาง ๆ ฉาบบนยอดแหลมคมราวคริสตัล เมื่อใครสักคนก้าวเข้าสู่แดนต้องห้ามเหล่านกใสปีกพลอยจะบินเฉียดศีรษะ ส่งเสียงร้องระรินเหมือนระฆังแก้ว รินย์ เด็กชายร่างผอมผู้เดินทางลำพัง หยุดยืนริมทางลาดขึ้นภูเขา เม็ดน้ำค้างบนหญ้าเปล่งประกายสะท้อนหน้าไร้รอยยิ้ม เขาเอื้อมมือสัมผัสหยาดน้ำเย็นเฉียบ อึดอัดใจยามสายตาสะท้อนเงาตัวเองในละอองเหงื่อบนฝ่ามือ ความกลัวที่อยู่ในใจยังคงบีบรัดแน่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเล่าตำนานจากยายผู้ชราดังแว่วในหัว “ภูเขากระจกนี้มิใช่วัตถุ หากแต่เป็นขอบเขตของใจผู้มีบาดแผล” ทุกปี มีผู้คนแวะเวียนมาทดสอบโชคชะตา แต่รินย์ไม่เหมือนใคร เขาลอบมาเงียบ ๆ ไม่บอกใครในหมู่บ้าน ภายในอกมีเพียงความผิดที่เขาปิดบังไว้ ใช่หรือไม่ หากมองเข้าไปในกระจกนั้น เขาจะพบความจริงที่กลัวตลอดมา
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นข้างหลัง เด็กหญิงผมหยิกสั้นในชุดคลุมยาวสีสนิมเดินตามเข้ามา “เจ้ามาทำไมที่นี่แต่เช้าขนาดนี้?” เสียงเธอเล็กแต่ดื้อรั้น รินย์เบือนหน้าหนี “ข้าต้องการอยู่คนเดียว” “ใครเขาอยู่ภูเขากระจกคนเดียวได้ เจ้าจะเจออะไรที่ไม่คาดคิด” เธอหัวเราะเบา ๆ “ข้าชื่อเซลา ถามได้ไหมว่าทำไมถึงร้องไห้ตอนปีนขึ้นมา?”
รินย์กระแอม พยายามซ่อนดวงตาช้ำ “เจ้าไม่เข้าใจหรอก” เซลายักไหล่ เธอเดินเข้าไปสำรวจพุ่มไม้ใกล้ ๆ แล้วยื่นผลคริสริน สีใสราวหยาดน้ำแข็งให้ “กินเถอะ จะได้มีแรง” รินย์รับไว้แบบงง ๆ ก่อนกัดเข้าไป รสหวานแหลมนำด้วยรสขื่นเมื่อกลืนลงคอ “เจ้าก็มีเรื่องกลัวใช่ไหม?” เขาถามกลับ เซลานิ่งไปครู่หนึ่ง มุมปากคลี่ยิ้มเจื่อน “ทุกคนต่างมี สิ่งที่เจ้าหนี… บางทีมันอาจจะต้องมองตรง ๆ สักครั้ง”
ลมพัดกรูดกราด ฝุ่นละอองระยิบวิ่งวนบนทางชัน เสียงกระซิบคล้ายใครอีกครั้ง “จงหาสัตว์วิเศษก่อนฟ้าสางสามวัน เงาของเจ้าจึงจะคืนรูปเดิม” เสียงที่ไม่มีต้นตอ รินย์เบิกตากว้าง “เจ้าได้ยินไหม?” เซลายิ้มขำ “ได้ยินแต่เสียงใจเจ้าที่ดังเลย”
ทั้งสองเดินเลียบแอ่งน้ำใสที่ขอบทาง ในเงาเวิ้งน้ำ ปรากฏภาพฝูงสัตว์รูปร่างประหลาด ปีกเป็นเส้นแสงเรืองเหมือนสายฟ้า ขนปลายแหลมเหลือบสีมรกต มันโผล่ขึ้น เห็นแค่หางพลิ้ว “อัลลูรางั้นหรือ…” เซลาตาวาว “ตำนานว่าผู้ขับขานเสียงชีวิต โลกจะดับไร้แสงหากมันหยุดร้องเพลง” รินย์ทวนคำอย่างไม่แน่ใจ เซลายักไหล่ “มีแต่เสียงลือ แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นกับตา”
เสียงน้ำหยดลงก้อนหิน ดังก้องในความเงียบ ภูเขากระจกตรงหน้าสูงเสียดเมฆ ผิวเรียบเยียบเย็นเหมือนธารน้ำแข็ง เสี้ยวหนึ่งสะท้อนภาพรินย์ แต่ใบหน้าในกระจกนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาดูคล้ายร้องไห้และหัวเราะพร้อมกัน รอยแผลเก่าบนแก้มขยายใหญ่ เขาสะดุ้งถอยหลัง “ข้าถูกคำสาปจริง ๆ ด้วย” เซลาเดินมาข้าง ๆ จับมือเขาแน่น “เฮ้ย อย่าเพิ่งกลัว กระจกสะท้อนเฉพาะสิ่งที่ใจเรายอมรับทั้งนั้น” เธอพูดด้วยเสียงมั่นคง
ฟ้าสางแล้วหมอกพลันจางลง ปลายผืนป่าเห็นหลังคาหินโค้ง รินย์กับเซลาตัดสินใจเดินเข้าสู่โพรงในดงไม้ เสียงร้องประหลาดคล้ายขลุ่ยผสมเสียงครางของสายลมดังไล่หลัง ทั้งสองหยุดยืนฟัง ไหว้วูบในใจ เซลาดึงมือรินย์แน่นขึ้น “ถ้าเราจะหาตัวอัลลูรา เราต้องกล้าเดินเข้าไปในเงาที่ลึกสุดของกระจกใจตัวเองสินะ”
ภายในโพรงไม้ มืดมิดจนเริ่มหายใจติดขัด รินย์หยุดเดิน กล้ามเนื้อลำคอตึง “ข้าไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือผิด” เซลายกก้านไม้ในมือ ทำท่าจะจิ้มพื้น “บางทีการกลัวผิด เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เดิน บางทีก็จะเสียใจไปตลอด”
ทันใดนั้น ลำแสงสีน้ำทะเลพุ่งออกมาจากใต้รากไม้ หน้ารินย์กับเซลาขาวจ้า พวกเขาก้มลง เห็นดวงตาเรืองแสงคู่นึงลอดผ่านช่องซอกเล็ก เงาซ่อนรูปขยับ ช้า ๆ เพรียวยาว มีขนเรืองแววไหล่ใหญ่ ผิวชั้นนอกโปร่งใสจนเห็นเส้นเลือดไหลวนภายใน
สัตว์วิเศษตนนั้นคืออัลลูรา ตัวโตพอ ๆ กับเด็กเล็กสักสองคน มันยกหัว โยกใบหูทรงคล้ายหยดน้ำ ใบหน้าเรียวเฉียบ ตาคมสาดแสงน้ำเงิน มันเคลื่อนตัวออกจากโพรง กลิ่นอายหวานเย็นชวนพิศวงพาให้ท้องถนนสะท้อนสีระยิบ
รินย์กับเซลาขยับเข้าใกล้ทีละน้อย “ใช่เจ้าคืออัลลูราในตำนานหรือไม่?” เซลาถาม อัลลูราหันข้าง ชั่วขณะหนึ่ง ภูเขากระจกเหมือนสว่างวาบ ภาพสะท้อนรินย์พลันนิ่งสงบลง หัวใจเขาเงียบกริบแต่ดวงตาร้อนผ่าว
สิ่งที่แปลกคือ อัลลูราไม่เปล่งเสียงใด เสียงขลุ่ยที่ได้ยินก่อนหน้าเลือนหาย รินย์เพิ่งสังเกตเห็นว่า อัลลูรามีแผลเป็นริ้วที่ลำคอและงดงามแต่ขาดเสียง “บางทีเจ้าก็กลัวเหมือนข้า” เขาพึมพำ เซลาจับแขนเขาเบา ๆ “มันร้องไม่ได้ รู้ไหม นั่นคือเหตุที่แสงของโลกหรี่ลงทุกปี…”
ภูเขากระจกสะท้อนเงาอัลลูรา รูปเงาแตกสะบั้นเป็นเศษริ้วแสง รินย์รู้สึกราวกับเงาในหัวใจตนเองถูกกรีดแบ่ง “แล้วข้าช่วยมันได้ยังไง?” เขาถามเสียงสั่น เซลาจิ้มหน้าเขา “บางที การฟัง อาจสำคัญกว่าการร้อง”
ท่ามกลางความเงียบ รินย์นั่งลงข้างอัลลูรา มือแตะขนโปร่งแสง ความเย็นแผ่ซ่าน รินย์นิ่งหลับตา ทบทวนคืนคลุ้มฝันแห่งความผิดพลาด คำพูดที่เคยเผลอทำร้ายเพื่อน ความเสียใจอันหนักอึ้ง เขาปล่อยน้ำตาไหลช้า ๆ ไม่ซ่อนหน้าอีกต่อไป
อัลลูราเริ่มสั่นไหว ปีกแสงงอกใหม่ราวกับรับพลังบางอย่าง เสียงสะอื้นของรินย์หลอมรวมกับสายลมที่พัดผ่านและเสียงกระซิบแผ่วของเซลา บรรยากาศอบอุ่นราวขับไล่ความกลัว
ครู่ต่อมา อัลลูราช้อนตามองรินย์ ก่อนสุ้มเสียงลึกลับก้องในหัว “เจ้าได้ยินเสียงข้าหรือยัง?” ทั้งคู่ตกใจ เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่กังวานในหัวใจ อัลลูรายื่นปีกอ่อนแสงแตะหน้าผากรินย์ “ขอบใจที่กล้ามองบาดแผลข้า”
ภาพสะท้อนในภูเขากระจกเปลี่ยนเป็นสายรุ้งแผ่วจาง รอยแผลที่ข้างแก้มรินย์ค่อย ๆ จางลง เขาเข้าใจเพียงว่าบาดแผลใดในโลก ไม่อาจจางเพราะการหลบหนี แต่จะมีความหมายหากกล้ายอมรับและให้อภัยตนเอง
ทั้งสามเดินออกจากโพรงไม้ ลำแสงแรกของรุ่งอรุณใหม่ทาบทาลงผิวกระจกบนภูเขา สายลมพัดหอบเมฆสีทองเบา ๆ กลับสู่หมู่บ้าน รินย์ไม่เหลือความกลัวเดิมอีกต่อไป
เมื่อทั้งสามเดินถึงเชิงเขา เหล่าสัตว์นกใสปีกพลอยบินวนรอบหัว ร้องประสานเสียงดังกังวาน โลกดูเหมือนสุกใสขึ้นอย่างที่ไม่เคยมี นักเดินทางอีกมากมายเริ่มทยอยขึ้นเขา แว่วเสียงตำนานใหม่ ๆ ถูกแต่งเติมต่อ
ก่อนจากกัน อัลลูราเอียงคอ หมุนปีกแสงเล็กน้อย “เงาไม่เคยหายไปจากโลก เฉกเช่นแสง ความกล้าในการมองเงาตนเองคือเวทมนตร์ที่ลึกที่สุด”
และตั้งแต่นั้นมา ภูเขากระจกไม่มีใครกลัวที่จะมองเงาตัวเองในนั้น ดวงตาทุกคู่ย้อนเงาสะท้อนความจริง อาณาจักรแห่งภูเขากระจกจึงมีตำนานบทใหม่ เติมเต็มผืนฟ้าและหัวใจผู้คนด้วยแสงและเงาอันสมดุลตลอดไป