เสียงเพรียกแห่งเกาะรัตติการ
เสียงลมกระทบผนังบ้านไม้ริมท่าเรือเศร้าสร้อยในคืนฟ้าหม่น พริบตานั้นเอง โทรศัพท์มือถือเก่าของนีรนุชก็ดังขึ้นด้วยเบอร์พ่อที่หายไปนานปี เธอมือสั่น ขณะที่สองน้องชาย—ธรรศกับภวัต—นั่งเงียบตรงข้ามกลางห้องนั่งเล่นที่อึดอัดเกินบรรยาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฮัลโหล…” นีรนุชพูดเสียงสั่น
บนสาย เสียงหอบหายใจของพ่อกับเสียงคลื่นซ้อนทับกัน “ลูก… อย่ามา…เกาะ…”
สายขาด เงียบกริบ
ธรรศจ้องหน้าน้องสาว “จะเอายังไง” น้ำเสียงเรียบ ตาแดงจากเครื่องดื่ม แต่แววกลัวซ่อนอยู่ลึก ๆ
ภวัตหลบตา ลูบแผลเป็นเก่าตรงมือ “ถ้ายังมีทาง เราต้องไป”
นีรนุชกลั้นน้ำตา นิ้วบีบมือถือจนเจ็บ พยักหน้าเบา ๆ “ไป… ไปด้วยกัน”
เช้าวันต่อมา ทั้งสามยืนริมท่าเรือในเสื้อตัวเก่ากระเป๋าเป้ใบเล็ก ธรรศพยายามต่อรองกลับบ้าน แต่นีรนุชชูเสียงขาดคำ “ถ้ากลับหลัง ตอนนี้… ก็เหมือนเราปล่อยพ่อจริง ๆ”
เรือประมงลำเล็กจมอยู่ในหมอก ธรรศฝืนขับ ทั้งสามไม่คุยกัน แต่น้ำเสียงเครื่องยนต์กลบความอึดอัดไม่ได้
คลื่นยามเช้ากระหน่ำ กะทันหันเรือสั่นแรงเหมือนชนของแข็ง เงาลาง ๆ เหมือนโขดหินกลับเป็นร่างคล้ายคน นีรนุชตกใจ ธรรศจ้องตาแข็งก่อนพูดเสียงต่ำ “มันแค่หิน อย่าเพ้อ”
บนเกาะแรกรับ ทั้งสามถอนหายใจ โอบไหล่กันอย่างประหลาดใจ ขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล—ทรายขาวแต่หนาทึบ เงาไม้ยามเช้าเหมือนแขนเหยียดยื่นมารับ
เสียงจั๊กจั่นระงม คลื่นแฉลบหาดนุ่ม ๆ สามพี่น้องมองไปรอบเกาะ ไม่มีร่องรอยผู้คน มีเพียงซากเรือเก่า นีรนุชลากเท้าสำรวจ ริมฝีปากเปียกชื้น ธรรศรั้งท้าย เหงื่อซึมขมับ เขายังไม่ละสายตาจากชายฝั่ง
พวกเขาพบร่องรอยค่ายพัก—ขวดน้ำ เสื้อเชิ้ตพ่อเปรอะฝุ่น และสมุดบันทึกหน้าขาดกระจาย
ภวัตพยายามไขปริศนาด้วยตนเอง “ดูนี่ เหมือนพ่อเขียนข้อความทิ้งไว้…”
ธรรศเดินหนี—เขาเจอนาฬิกาพ่อซ่อนใต้กองทราย สีหน้าชาชา จู่ ๆ ก็เกิดเสียงคล้ายคนกระซิบแผ่วที่ข้างหู ธรรศหันขวับ “ใคร!”
พวกเขาหันหน้าเผชิญหน้าความเงียบกลับกลายเป็นกลุ่มเสียงขานรับในสายลม—เสียงหญิงชราที่จำได้คล้ายยายที่ตายไปเมื่อ 10 ปีก่อน
“กลับบ้าน… ลูกเอ้ย…”
ภวัตหน้าซีด ทันทีที่เสียงจางหาย ใจเขาบีบรัดด้วยความทรงจำในคืนที่พ่อตบหน้าเขาจนล้ม ทั้งที่พยายามปกป้องแม่
นีรนุชปัดมือภวัตเชื่องช้า “ที่นี่…มันไม่ใช่โลกจริง ๆ ใช่ไหม?”
ธรรศกลืนน้ำลาย “แกแค่ประสาทแดกไง” เสียงแข็ง แต่ข้อมือสั่น ภวัตเอื้อมจับ คำพูดขาดห้วง “ถ้า…พ่อยังอยู่…พ่อคงไม่ยอมแพ้ใช่ไหม”
นีรนุชบีบมือสองน้องชาย “เราต้องหาพ่อก่อน…”
แสงแดดจมหาย ทุกอย่างมัวหม่น สามพี่น้องลากซากไม้สร้างที่พักชั่วคราว เมื่อเสียงคลื่นจาง หูทั้งสามได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กโบราณดังจากกำแพงป่า
นีรนุชเดินตามเสียงนั้น พลางน้ำตาซึม ภวัตรีบตาม ธรรศจำใจเดินตาม พร้อมถือมีดพก ท้องทุ่งรกป่าบิดเบี้ยวเหมือนเปลี่ยนรูปไปทุกครั้งที่พวกเขาก้าวเดิน
เสียงเพลงกล่อมเด็กขาดห้วง แล้วกลับกลายเป็นภาพหลอน—ธรรศเห็นตัวเองในวัย 8 ขวบ มองพ่อดื่มเหล้า ทำร้ายแม่และเพื่อนบ้าน
เขาทรุดลงกับพื้น มือกุมขมับ น้ำตาไหล นีรนุชประคองอย่างอ่อนโยน “มันผ่านไปแล้ว เราจะขังตัวเองในอดีตอีกเหรอ”
ภวัตหันไปมองผืนป่า เห็นเงาพ่อเคลื่อนไหว ปากลอยเสียงเบา “ลูก ๆ…ขอโทษ…”
ธรรศยืนขึ้น “ขอโทษแล้วมันช่วยอะไร…” เสียงเขาสั่น นีรนุชมองน้ำตาน้องชาย คล้ายจะร้องไห้ เธอพยักหน้า “บางที การให้อภัยคือวิธีเดียวที่เราจะออกจากที่นี่…”
คืนนั้นพวกเขาหลับหลับ ๆ ตื่น ๆ ทุกทีที่หลับเสียงร้องเพลงปริศนาดังมาจากต้นไม้—เสียงพร่ำซ้ำเรื่องราวความผิดของแต่ละคน
เช้าตรู่ หาดทรายถูกย่ำจนเป็นเส้นลึก ๆ สามพี่น้องเดินสำรวจรอบเกาะ พบรอยเท้าพ่อเจือปนกับของใครอีกคน—รอยเท้าขนาดเล็กแต่อายุเก่า พวกเขาเริ่มลึกเข้าไปในใจกลางเกาะ
เสียงสัตว์ป่ากัมปนกับเสียงคนหัวเราะเบา ๆ เหมือนดูถูก ธรรศกระซิบ “ที่นี่มันบ้า…” ภวัตที่ปกติไม่พูดมากพูดขึ้น “หรือว่า…พ่อไม่ได้อยู่คนเดียว”
กลางทาง พวกเขาพบถ้ำลึก เศษกิ่งไม้กั้น ทางเข้า ภายใต้เงาไม้ มีเสื้อเปื้อนเลือดและภาพครอบครัวฉีกเป็นชิ้น ๆ นีรนุชแตะเบา ๆ น้ำตาซึม
“พ่อ…” เธอพูดเสียงแผ่ว
เสียงขานรับดังในร่างก้อง “ลูก…อย่าหันหลัง…”
ธรรศนิ่งงัน “มันจะเป็นกับดักหรือเปล่า”
ขณะลังเล เสียงลมตีแรง เงาดำตวัดผ่านถ้ำ ภวัตหยิบไฟฉายฉาย พบชายสูงวัยใบหน้าอิดโรย—พ่อซ่อนกายใต้ผ้าเปื้อนฝุ่น
“พ่อ!” นีรนุชโผเข้าไปกอด พ่อผลักออก ดวงตาโบ๋มองพวกเขาด้วยความรู้สึกผิด “ลูกไม่ควรมา… มันจะเรียก…”
ทันใดนั้น เสียงเพรียกของเกาะดังขึ้น พ่อพึมพำตอนเสียสติ “ทุกคืน…เกาะนี้…กินคนตามรอยอดีต”
ธรรศตะโกน “เราต้องออกไป!” พ่อหัวเราะน้ำตาคลอ “ทางเดียวคือต้องให้อภัยกัน มันถึงปล่อย…”
ทั้งสามหันมามองหน้ากัน น้ำตาเอ่อล้น ภวัตเดินมากอดพ่อแน่น พูดสะอึกสะอื้น “ผมให้อภัยพ่อ…แม้ทุกอย่างจะเจ็บที่สุด”
นีรนุชกับธรรศเดินมากอดกันเป็นกลุ่ม เสียงเพรียกค่อย ๆ จางหาย เงาที่เคยมืดกลับพลิกเป็นแสงเช้าอ่อน ๆ ฉาบบนต้นไม้และหาดทราย
ทั้งสี่คนเดินออกจากถ้ำ ฟ้ายามเช้าปลอดโปร่งเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น พ่อเดินนำ แต่สายตาเขาฉายแววสำนึกผิดและเหนื่อยมล้า
ธรรศยื่นมือให้พ่อจับ ความผูกพันที่ขาดสะบั้นหลายปีกลับเริ่มต้นใหม่ ภวัตหันไปมองพื้นทะเล “เมื่อเรายอมรับอดีต และไม่ให้เสียงเกาะนั้นนำทาง เราก็กลับบ้านได้”
เรือแล่นออกจากเกาะ เสียงเพรียกเงียบสนิท อีกฝั่งของผืนน้ำ ท่าเรือตอนค่ำสะท้อนสมาชิกครอบครัวสี่คนยืนเคียงข้าง แม้บาดแผลยังคงอยู่ แต่สายใยถูกเยียวยาด้วยความเข้าใจ