เสียงลมหายใจในหุบเขาเร้นเงา
ลมหายใจไอเย็นล้อมรอบหมู่บ้านแทรกตัวกลางหุบเขา เร้นเงาจากแสงตะวันตั้งแต่รุ่งสางจนราตรี เสียงฝีเท้าของจันทร์หอมเบาเหมือนล่องลอยไปกับหมอก หญิงสาววัยสิบเจ็ดปีนั่งอยู่บนขอนไม้เก่า สายตาเธอมองเหม่อลงลำธารเล็กข้างหมู่ไม้สูง เงาสะท้อนในผิวน้ำคล้ายเคลื่อนไหวตามจังหวะใจที่ว้าวุ่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงใบไม้ไหวคล้ายมีใครแอบมอง เธอสูดลมหายใจลึก ละริมฝีปากเล็กน้อย “พี่จ้อย…พี่อยู่ตรงนี้เหรอ” เสียงเธอสั่น เหมือนหวังอะไรบางอย่างตอบกลับมา แต่มีเพียงเสียงน้ำไหลกับเสียงฝีเท้าหวิวแผ่วตามลม
เด็กชายตัวเล็กในเสื้อขาดวิ่นปรากฏข้างกาย — ไม่มีใครมองเห็นเขานอกจากจันทร์หอม ดวงตาว่างเปล่า เขากระซิบเบา “ไม่ใช่คืนนี้ จันทร์หอม คืนนี้เขาจะมา” แล้วหายวับไปกับสายหมอกที่คลืบคลานใกล้พื้น
เธอสะดุ้ง อ้อมแขนกอดเข่าแน่นขึ้น เด็กสาวไม่รู้จะกลัวหรือดีใจ ความเงียบหลังเสียงนั้นกดทับบรรยากาศ ดวงจันทร์ที่โผล่ขึ้นเหนือยอดสน ฉายแสงจางผ่านหุบเขา สะท้อนแววตาเศร้าและเปลี่ยวเหงาอย่างเปิดเปลือย
บ้านหลังเล็กปรากฏเป็นเงาดำในหมอก กลิ่นใบสนแห้งโชยมาตามลม เธอเดินหวนกลับอย่างเคยชิน หัวใจยังเต้นแรงเสียงเดิมก้องในหัว เธอผลักประตูห้องไม้ดังเอี๊ยดอย่างระมัดระวัง กลิ่นฝุ่นกับกลิ่นผ้าห่มเก่าทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
มือน้อยเปิดกล่องภายใต้เตียง รูปถ่ายใบเก่าใบนั้นคือพ่อแม่ของเธอในวันที่ยังมีความสุข เธอลูบมือที่ขอบกระจก “ถ้ามีหนูอยู่ตรงนั้น…คุณแม่กับคุณพ่อคง…” เสียงเธอเงียบหาย เพดานไม้กรอบแกรบในคลื่นความคิด
เสียงเคาะหน้าต่างดังขึ้นข้างห้อง มันดังแบบไม่ตั้งใจ เหมือนเผลอปัดถูกมากกว่าใครจงใจ เธอเงยหน้าจ้องไกลมองผ่านบานกระจก เห็นเพียงเงาตะคุ่มของต้นสน เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รุ่งเช้า หมอกบางมากขึ้น เสียงชาวบ้านก้องไปทั่วทางเดินดิน จันทร์หอมเดินสวมเสื้อคลุมสีซีดยาวถึงเข่า หัวหดคอเวลาเดินผ่านเงาคน แววตาผู้อยู่อาศัยต่างก็ไม่อาจไว้วางใจเธอเท่าไรนัก คำร่ำลือว่าจันทร์หอมคุยกับคนตาย ทำให้เด็กๆ หลีกเลี่ยงและผู้ใหญ่เอาแต่ระแวง
“ไปทิ้งซากผักหลังโรงเรือนให้แม่ด้วยนะลูก” หญิงสูงวัยร้องเรียกจากอีกฟาก จันทร์หอมพยักหน้า หัวใจวาบวับว่าอย่างน้อยวันนี้ยังมีคนสนใจเธอบ้าง เธอกดเก็บเศษผักลงถังสังกะสีแล้วเดินเลียบแปลงผัก ท้องฟ้าเริ่มฟ้าครึ้มขึ้นอีก
สายตาของใครบางคนจับจ้องมุมตาอยู่ไม่ห่าง เขียนฟ้า — เด็กหนุ่มอายุใกล้เคียงกัน เขานั่งซ้อนหลังรั้วไม้บุบนิดๆ ดวงตาเข้มจัดของเขาเบนลงเมื่อสบกับจันทร์หอม เขาเอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืน ฝันแปลกๆ อีกแล้ว”
“ฝันอะไร” เธอถามพลางวางถังลง
เขาเงียบ จดจ่อคิดเพราะไม่อยากเปลืองคำพูด “ฝันเห็นน้องสาว…เธอร้องไห้อยู่ในป่า มองไม่เห็นหน้า เหมือนกำลังขออะไรบางอย่าง”
เธอค่อยนั่งลงข้างกัน ลมหนาวพัดมา สองคนต่างเงียบครู่หนึ่ง “แล้วเขาบอกไหม ว่าเขาอยากได้อะไร” จันทร์หอมเอื้อมมือแตะหลังมือเขาเบาๆ
เขียนฟ้าสะบัดมือออกอย่างไม่ตั้งใจ ลมหายใจสะอึก “ก็แค่อยากให้ฉัน…ให้อภัยมั้ง” สีหน้าอึดอัดแฝงแววค้างคาเจ็บปวด “แต่จะให้อภัยยังไง ในเมื่อฉันก็ยังกลัว…”
ฟากสายหมอกเคลื่อนบังแสงแดด ทั้งสองนั่งนิ่งในความเงียบ อารมณ์เหลื่อมซ้อนระหว่างความกลัว ความโหยหา และแววแปลกแยกที่ไม่เข้าใครออกใครของเด็กกำพร้าทั้งคู่
เสียงระฆังจากวัดบนเนินดังกังวาน ทั้งสองขยับออกจากกัน จันทร์หอมเอ่ยขึ้นคล้ายระบาย “ฉันว่าคืนนี้มีคนมองอยู่จริงๆ รู้สึกได้” เธอสัมผัสลำคอตนเองเบาๆ กลืนน้ำลายอึกใหญ่
เขียนฟ้าหัวเราะแบบขื่นขม “โลกนี้เต็มผี ก็ดีจะได้เหงาน้อยลงจริงไหม หรือโลกนี้มันเหงาเกินกว่าจะรู้สึกอะไรได้แล้ว”
มุมปากจันทร์หอมกระตุก เธอใจหนึ่งจะต่อปาก แต่กลับกลืนคำไป รู้ว่าลึกๆ เขียนฟ้ากลัวอดีตที่ยังไม่จบไม่ต่างจากเธอ
บ่ายวันนั้น นักเดินทางคนเดียวเดินทางเข้าหมู่บ้าน สะพายเป้ผ้าขาดเผยให้เห็นปลายถุงเท้าตรูมๆ สีหน้าเขาแข็งขืนไม่เปิดเผย เขามีท่าทีระวังตัว จ้องตอบทุกสายตาในหมู่บ้านเหมือนสัตว์ป่า
กลุ่มชาวบ้านนินทาตามกระแส “ใครมาแถวนี้ ไม่เจอดีหรอก” “ปีนี้วิญญาณออกอาละวาดบ่อย”
จันทร์หอมเหลือบตามองนักเดินทาง เธอจับบางอย่างในแววตาเขา — ความสูญเสียที่ค้างคา เธอเดินผ่าน จุดไหล่กับเขาเสี้ยววินาที ฝ่ามือเธอเย็นวาบ เหมือนจับสัมผัสเศษเสี้ยวอารมณ์ปริศนาบางอย่าง
ค่ำวันเดียวกัน จันทร์หอมกับเขียนฟ้าเดินหลบลมหนาวแถวทางหลังวัด เดินเรียบหญ้าเปียก รอยเท้าสลับกันบนดินเปรอะ
“ทำไมพี่เขาไม่คุยกับใครเลยล่ะ” จันทร์หอมถามลอยๆ เสียงจงใจเบาพอได้ยินกันสองคน
เขียนฟ้าจ้องนิ่ง “ไม่เหมือนเรา คนที่ไม่เหลือใครเขาจะ…ปิดตัวเองไว้มิดกว่า”
ดวงตาเขียนฟ้ามองเลยไปยังหมอกที่เคลื่อนไหวผิดปกติ เงาสั่นไหวของกิ่งไผ่ส่องระยิบ เขาอ้อมมือแนบกระเป๋าเก่าแน่น ราวกับกลัวบางอย่างร่วงหาย
จันทร์หอมทอดถอนใจ ดึงแขนเสื้อแน่น สิ่งที่ถูกคุมขังในเงาหมอกหนักแน่นขึ้นในใจเธอเอง