ฝันลึกใต้แสงบรรพกาล
เสียงท้องฟ้าแตกเป็นสายฟ้าฉายวาบกลางความมืดของภูเขาสูง หมอกขาวข้นลอยคลุมหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ฝังรากลึกในหุบเหว วิรันดาดันประตูไม้สีหม่นของบ้านหลังเก่าเข้ามา กลิ่นฝนฉ่ำผสมกลิ่นไม้เปียก เบื้องหน้าคือตู้โชว์รูปถ่ายเก่า และสายตาของแม่—นางจันท์—ที่สั่นระริกด้วยความกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่ยังไม่ได้นอนหรือคะ” วิรันดาเอ่ยเสียงค่อย แววตาผ่านแสงโคมเบลอจาง
“คนแก่ไม่ค่อยหลับหรอกลูก นี่วรินทร์จะไม่ถามเรื่องพ่อเลยเหรอ?” แม่ถอนหายใจยาว นิ้วมือบี้ชายเสื้อ
วิรันดาเงียบ กลืนก้อนสะอื้นลง
“หมอกคืนนี้หนามาก ระวัง…ของเก่าด้วยนะ” แม่พูดเสียงพร่า
เหนือเตียงของพ่อ แขวนเข็มขัดหนังเส้นเก่า นาฬิกาหยุดเดินชี้เลข 11 สายตาวิรันดาไล่ดูเส้นขีดไฟฝังบนหัวเตียง พลันฝันร้ายจากคืนก่อนแทรกเข้ามา—เสียงกรีดร้อง, ความมืด และแสงวูบวาบปริศนา
เช้าวันใหม่ วิรันดาเดินลัดเลาะไปยังตลิ่งบึงหลังบ้าน เจอหนุ่มบ้านตรงข้าม ‘เตวิช’ กำลังลากแหหาปลาพร้อมประโยคหยอกเย้าว่า “กลับมาแล้ว เห็นว่าอยู่เมืองหลวงไม่ใช่หรือ?”
“นี่บ้านฉัน เตวิช” วิรันดาดึงเสียงเข้ม ใช้หลังมือปาดเหงื่อออก
“มีคนเล่าว่าตอนดึก ๆ เหมือนพ่อเธอยังเดินแถวริมน้ำ…” เขาแอบสังเกตสีหน้าวิรันดา—เธออึ้งชั่วขณะ
“อย่าพูดแบบนั้น”
เตวิชก้มหน้าส่งแหอีกรอบ บรรยากาศเงียบลงเหลือเสียงแมลงกลางวัน
กลางคืน วิรันดาลุกขึ้นกลางดึก เสียงฝีเท้านุ่มเบาเหมือนมีใครเดินวนบ้าน พอเปิดประตูออกพบเพียงสายหมอกขาวกับเสียงคล้ายสะอื้นไกล ๆ เธอหยุดนิ่ง ลมหายใจสั่น
รุ่งเช้า เธอสายตาไปยังภาพถ่ายครอบครัวที่มีรอยขีดข่วน เธอย้อนนึกเหตุการณ์—คืนที่ทะเลาะกับพ่อ ปมในใจเริ่มชัด แม่เดินมาแตะไหล่
“สงสัยอาจต้องไปดูที่โรงนาเก่า” แม่เอ่ยเสียงถอน “บางอย่างควรปล่อยให้ตายไป”
วิรันดาข่มใจ เดินไปยังโรงนา พบกับเสียดนตรีเก่า ๆ เครื่องมือการเกษตรเก็บฝุ่น มีสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งสะดุดสายตา หน้าแรกเป็นลายมือพ่อ เขียนถึงฝันประหลาดกับหญิงในเงามืด “ห้ามใครตามออกไปตอนเสียงหมอก”
ในคืนนั้น เตวิชชวนวิรันดาไปนั่งริมน้ำ เขาจุดไฟนั่งเงียบร่วมกันระหว่างเสียงจิ้งหรีด
“คนที่จากไปจริง ๆ ไม่ได้ทิ้งเราไปหรอกใช่ไหม?” เขาถามขึ้นกะทันหัน
วิรันดาไม่ตอบทันที สายตาเธอมองเปลวไฟ กระพริบเบา ๆ “บางทีเขาอาจเป็นเงาในฝันของเราตลอดไป”
รอยยิ้มหดในแสงไฟ ก่อนเตวิชจะเบี่ยงประเด็น เล่าเรื่องที่เคยเห็นวิรันดาร้องไห้ใต้ต้นไม้หลังโรงเรียน เธอหัวเราะกลั้วน้ำตา
ในวันต่อมา ข่าวลือในหมู่บ้านปะทุ คนงานก่อสร้างบอกเห็นชายสูงวัยคล้ายพ่อล่องลอยบนถนนฝั่งตะวันออก วิรันดารู้สึกไม่สบายใจ เธอค้นห้องของพ่ออีกครั้ง เจอรองเท้าโคลนเปื้อนเพิ่งเปียกใหม่อยู่ใต้เตียง
“แม่…ใครแตะของพ่อเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือเปล่า?”
แม่เงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อพูดถึงฟืนไฟในครัวแทน
วิรันดาวิ่งไปหาระหว่างทางเจอ ‘อุทัย’ เพื่อนบ้านสูงวัยที่สับไม้กลางลาน เขายกยิ้มบาง เอ่ยคำพูดหยั่งเชิง “ผู้ใหญ่บางทีไม่เล่าความจริง…เพราะกลัวลูกเจ็บ”
“จริงเหรอคะ?” วิรันดาลังเล
“เราทุกคนมีฝันร้ายเป็นของตัวเอง” เขาตอบพร้อมตบบ่าหนัก ๆ
คืนนั้น ฝันปริศนาโจมตีวิรันดาอีกครั้ง เธออยู่ในหมอกขาว รู้สึกถึงมือเย็นจับแขน เธอขืนตัวตื่นมาในความมืดห้องนอน หัวใจเต้นจนแทบแตกสลาย
เตวิชส่งข้อความมาตอนตีสาม “เธอโอเคไหม? ได้ข่าวเสียงประหลาดแถวบ้านเธอคืนนี้”
วิรันดาไม่ตอบแค่จ้องโทรศัพท์ น้ำตาคลอพลางเงยหน้ามองเพดาน—คำถามเก่ากลับมาอีกครั้ง: “พ่อหายไปไหนกันแน่?”
เช้าวันถัดมา เธอรวบรวมความกล้าไปคุยกับแม่ ถามความจริงตรง ๆ
“แม่…คืนที่พ่อหาย แม่อยู่กับพ่อหรือเปล่า?”
แม่หลบตา น้ำเสียงแผ่วเบา “แม่เผลอหลับ…ตื่นมาก็ไม่เจอแล้ว”
“แม่แน่ใจหรือ? ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ?”
แม่ผ่อนลมหายใจยาว “มีคนเห็นพ่อเดินออกไปที่ป่า—แต่เขาไม่เคยเข้าป่าคนเดียว”
เสียงโทรศัพท์ดังแทรกมา เตวิชรีบมาตาม “วิ มีคนเจอของพ่อเธอที่ชายป่าทางเหนือ!”
ทั้งคู่วิ่งฝ่าฝนลงเนินชายป่า ในหมอกหนาทึบพวกเขาพบรอยเท้าและเศษผ้าเปื้อนเลือด วิรันดาหลั่งน้ำตา เตวิชประคองเธอไว้ ไม่ถามอะไรเพิ่ม
คืนนั้น หมอกปกคลุมหมู่บ้านมากกว่าทุกคืน วิรันดาออกมายืนกลางลาน ความหวาดกลัวแทรกซึม แต่เธอตัดสินใจเดินเข้าป่าในหมอก เตวิชตามไปด้วยโดยไม่ลังเล
กลางหมอกเสียงกรีดร้องดังขึ้น ทั้งสองรีบวิ่งตาม พบ ‘อุทัย’ กำลังนั่งร้องไห้กับต้นไม้อายุร้อยปี “ที่ตรงนี้…เด็ก ๆ เคยหายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน”
“เกี่ยวอะไรกับพ่อของฉัน?” วิรันดาถามเสียงสั่น
อุทัยหยิบซองจดหมายเก่าให้เธอ จ่าหน้าว่า ‘วิรันดา’ ภายในเป็นจดหมายของพ่อ ถึงความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องลูกจากความมืดบางอย่างในป่าและขอให้เธออภัย
ดวงตาวิรันดาท่วมไปด้วยน้ำตา เตวิชจับมือเธอแน่น
เงาดำเคลื่อนผ่านหมอก เผยให้เห็นเงาร่างผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตขาว—“พ่อ!” เธอร้อง แต่เงาวูบหายไปกับสายลม
เช้าวันต่อมา วิรันดาตื่นมากับความอ่อนล้า ทว่าในสายตาเต็มไปด้วยความกล้าท้าทายอดีต เธอกอดจดหมายพ่อแน่น เดินออกปล่อยให้แสงแดดอุ่นอาบตัว มือประสานมือกับเตวิช ทั้งสองมองสบสายตากันโดยไม่พูด
ความสัมพันธ์ค่อย ๆ แนบสนิทเมื่อเผชิญทุกเงามืดเคียงข้าง
ในคืนสุดท้าย วิรันดาไปยืนริมบึง หญิงสาวได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาล่องลอยในสายหมอก ปลดปล่อยความรู้สึกผิด ความเศร้า ความกลัว และให้อภัยตนเองในที่สุด
สายหมอกค่อย ๆ จางหาย ความลับเก่า ๆ ถูกเปิดเผยผ่านน้ำตาและรอยยิ้มใหม่ วิรันดาและแม่ต่างโอบกอดกันไว้ในรุ่งอรุณใหม่ พร้อมเผชิญชีวิตที่เดินหน้าต่อไปโดยไม่ลี้ภัยจากอดีตอีก