เงาบนเขาไร้ชื่อ
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านหุบเขาไร้ชื่อในคืนเดือนมืด บ้านแต่ละหลังปิดไฟเงียบสงบ มีเพียงบ้านหลังหนึ่งที่ยังมีแสงไฟลอดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ซ้อนอยู่ในเงาของต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านเหมือนกรงเล็บทาบลงบนหลังคา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรพิน ยืนอยู่หน้าบ้านด้วยแววตากระวนกระวาย โทรศัพท์ในมือไม่มีสัญญาณ เธอหันกลับเข้าไปในบ้าน เห็นป้ารำไพ นั่งสวดคาถาเบาๆ ข้างเตาไฟที่ลุกวาบล้อมด้วยฟืนเปียก คราบน้ำตาเกาะแก้มทั้งสองข้าง
“ป้า…คืนนี้มันจะผ่านไปเหมือนทุกปีใช่ไหม” อรพินถามเสียงสั่น
ป้ารำไพหยุดสวด เหลือบมองเธออย่างเหนื่อยล้า
“ปีนี้ คนกลับมาเยอะกว่าทุกปี…เงามันคงหิวมากขึ้น”
เสียงประตูไม้ถูกผลักออกดังเอี๊ยด ปรเมศร์ ใส่แจ็กเก็ตเก่า เดินเข้ามาในบ้าน น้ำค้างเกาะผมจนดูเปียกหมาด เขาถือวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กมาในมือ
“ไม่มีสัญญาณเลย เมฆหนาเต็มท้องฟ้า พรุ่งนี้ค่อยลองอีกที” เขาสบตากับอรพิน ก่อนจะกวาดตามองป้ารำไพ อยากถามอะไรบางอย่างแต่เลือกเงียบไว้
สายลมเย็นยะเยือกเอื่อยผ่านหน้าต่าง กลิ่นดินเปียกและกลิ่นไม้เก่าทำให้อรพินขนลุกซู่
“ทุกคน…กินข้าวก่อนนะ ลูกพิน” ป้ารำไพส่งเสียงเรียก
ทว่าในเงามืดหน้าบ้าน มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้อง บรรยากาศปะปนระหว่างความคุ้นเคยและสิ่งผิดปกติที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
รุ่งเช้า แสงแดดแรกพร้อมหมอกจางๆ เคลือบทั่วหมู่บ้าน อรพินตื่นจากฝันร้ายที่เธอจำไม่ได้ ลุกเดินออกหลังบ้าน พบว่าสวนผักที่เคยเขียวชอุ่มเมื่อคืนกลับแห้งเหี่ยว มีรอยเท้าขนาดใหญ่ลากยาวไปทางป่า
“อร พอเถอะ กลับเข้ามาในบ้านก่อน” ปรเมศร์พูดเบาๆ มือคว้าข้อมือเธอไว้
เธอชะงัก มองลึกเข้าไปในป่าที่มีแต่เงาสลัวของต้นไม้สูง ดวงตาเธอสั่นไหวแต่พยายามไม่พูดอะไร
เสียงกลองยาวดังมาจากลานวัดกลางหมู่บ้าน กลุ่มคนแต่งชุดขาวเดินอ้อมวัดอย่างเงียบงัน ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงระฆังแผ่วเบาและสายตาที่เหลียวมองกันอย่างกังวล
พรทิพย์ เพื่อนสนิทของอรพิน กลับจากเมืองหลวงมาเยี่ยมบ้านในรอบหลายปี เธอเดินมาหาอรพินกับปรเมศร์ที่ริมรั้ว สีหน้าเคร่งเครียด
“เมื่อคืน ฉันฝันแปลก ๆ เห็นเงาบางอย่างเดินผ่านหน้าต่างห้อง ยืนอยู่นาน แล้วก็หายไป…แต่ฉันจำหน้ามันไม่ได้เลย”
ปรเมศร์กลืนน้ำลาย แกล้งหัวเราะเบา ๆ
“ฝันก็ฝันสิ ยัยทิพย์ อยู่กรุงเทพฯ คงเครียดเกินไป”
พรทิพย์มองเขาอย่างไม่เชื่อ
“อร…แกเคยฝันอะไรแปลก ๆ ที่บ้านหลังนี้มั้ย?”
อรพินนิ่งไป เหมือนกำลังทบทวน ก่อนจะส่ายหน้า ทั้งที่ใจจริงเธอรู้ว่าคำตอบไม่ใช่
ค่ำวันนั้น ฟ้ายังไม่มืดดี เสียงแมลงกลางคืนเริ่มดังขึ้น แต่ในหมู่บ้านกลับเงียบผิดปกติ พวกเด็ก ๆ ถูกสั่งห้ามออกนอกบ้านหลังพระอาทิตย์ตก แม่ค้าร้านชำลากผ้าม่านปิดหน้าต่างชั้นล่าง ป้ารำไพจุดเทียนไว้ทั่วบ้าน เสียงกระซิบของพิธีกรรมเก่าแก่ดังลอดประตูห้องพระที่เปิดแง้มไว้
ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเข้านอน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินวนรอบบ้าน อรพินใจเต้นแรง เธอแอบมองลอดช่องหน้าต่าง เห็นเงาดำสูงใหญ่ไร้หน้าเดินผ่านไปช้า ๆ
เธอหันไปสบตากับปรเมศร์ที่นั่งนิ่งข้างเธอ ความหวาดกลัวสะท้อนในดวงตาของทั้งคู่ แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงสิ่งที่เห็น
รุ่งเช้า มีเสียงเอะอะจากลานวัด พระในหมู่บ้านหายตัวไปตั้งแต่กลางคืน ทิ้งจีวรเปื้อนดินไว้หน้าศาลา คนในหมู่บ้านเริ่มกระซิบถึงสิ่งที่ไม่ควรถูกพูดถึง
“มันมาเอาคนอีกแล้ว…” ป้ารำไพกระซิบเสียงแผ่ว เมื่อชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันที่ลานวัด
อรพินกับพรทิพย์แลกเปลี่ยนสายตากัน ทั้งกลัวทั้งสับสน ส่วนปรเมศร์ยืนนิ่ง สีหน้าไม่อาจคาดเดาได้
หลังจากนั้น ทุกคืนจะได้ยินเสียงฝีเท้ารอบบ้าน เสียงลมหายใจหนัก ๆ ดังมาจากมุมมืด และเงาสูงใหญ่นั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
พรทิพย์เริ่มมีอาการผิดปกติ เธอมักนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ในเวลากลางวัน ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนอดนอน เธอพูดน้อยลง ทุกคำพูดแฝงความกลัว
อรพินเริ่มสังเกตว่าป้ารำไพพูดกับใครบางคนในห้องพระบ่อยขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ในนั้น
คืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขานั่งรวมกันในครัว ไฟดับลงอย่างกะทันหัน เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจของแต่ละคนเต้นแรง
เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยมาตามลม “อย่าออกไป…เงายังไม่ได้ทั้งหมด…”
ปรเมศร์จุดไฟฉายส่องไปทั่วห้อง เห็นสายลมแกว่งม่านหน้าต่างเบา ๆ แต่มุมหนึ่งเงามืดเคลื่อนไหวอยู่อย่างผิดธรรมชาติ
อรพินกลั้นหายใจ รู้สึกราวกับว่าเงานั้นกำลังเพ่งมองพวกเขาโดยตรง ป้ารำไพหลับตาแน่น มือสั่นเทาแต่ยังสวดมนต์ไม่ขาด
หลังไฟกลับมา พวกเขาตัดสินใจออกไปถามผู้ใหญ่บ้านถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่สมพร นั่งรออยู่ในศาลาหน้าวัด สีหน้าอิดโรย เขาเลี่ยงสายตาทุกครั้งที่มีใครพูดถึงเงานั้น
“มันเป็นคำสาป…ใครที่กลับมาหมู่บ้านในคืนเดือนมืด จะต้องจ่ายค่ากลับบ้าน” ผู้ใหญ่สมพรเอ่ยเสียงแหบแห้ง
อรพินพยายามถามถึงอดีต แต่เขาไม่ตอบ ได้แต่พูดวนซ้ำ ๆ ว่า “อย่าออกจากบ้าน อย่ามองเงา อย่าเรียกชื่อมัน”
กลุ่มวัยรุ่นเริ่มขัดแย้งกัน ปรเมศร์เชื่อว่าต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ พรทิพย์อยากออกไปให้พ้นหมู่บ้าน อรพินลังเล อยากอยู่เพราะต้องดูแลป้ารำไพ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเด็ดขาด
คืนนั้น พรทิพย์หายตัวไป อรพินพบหน้าต่างห้องเปิดทิ้งไว้ เงาดำคล้ายมือใหญ่แตะอยู่ขอบหน้าต่าง
ทั้งหมู่บ้านตื่นตกใจ ตามหาพรทิพย์จนถึงเช้าแต่ไร้ร่องรอย มีเพียงเสียงก้องในป่า ว่า “อีกหนึ่งแล้ว…”
อรพินจมอยู่กับความรู้สึกผิด เธอสำนึกได้ว่าพยายามปิดหูปิดตากับอดีตบางอย่าง เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองหายไปในคืนเดือนมืดเมื่อสิบปีก่อน แต่ไม่เคยพูดกับใคร
ปรเมศร์เริ่มมีอาการผิดแปลก เขาได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อในยามดึก เห็นเงาเดินตามหลังตัวเองในกระจกบ้านพัก แต่ทุกครั้งที่หันกลับไป เงานั้นก็หายไป
ป้ารำไพสารภาพกับอรพินว่า คำสาปนี้เกิดจากพิธีกรรมลับในอดีต คนในหมู่บ้านเคยไล่ฆ่าแขกผู้มาเยือนจนกระทั่งเกิดเงาแห่งการแก้แค้น ไม่ใช่ผี ไม่ใช่คน แต่เป็นความกลัวที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยความเงียบงัน
แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างห้องนอน อรพินนอนฝันเห็นผู้หญิงชุดดำยืนอยู่ปลายเตียง มือเรียวยาวชี้ออกไปที่ป่าทึบ เงามืดคืบคลานเข้าใกล้จนเธอแน่นิ่ง
ตื่นเช้ามา เธอพบปรเมศร์กำลังนั่งกุมขมับอยู่ริมหน้าต่าง เขาสารภาพว่าเคยเห็นเงานี้ตั้งแต่เด็ก และทุกครั้งที่มีคนหาย ตัวเขาจะจำเหตุการณ์คืนนั้นไม่ได้เลย
“ฉันไม่มั่นใจว่า…ฉันเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของมัน” เขากระซิบ
อรพินสั่นสะท้าน เธอเริ่มสงสัยว่าในตัวเองอาจมีบางอย่างผิดแปลกเช่นกัน
คืนต่อมา เงามืดเดินวนรอบบ้านอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักขึ้นกว่าทุกคืน ป้ารำไพจุดธูปหน้าห้องพระ สวดขอขมาต่อเงาอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันมามองอรพินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า
“ถ้าหนูจะรอด…ต้องเผชิญหน้ากับมัน อย่าหนี เพราะเงาจะตามไปทุกที่”
อรพินลังเล แต่ภายในใจรู้ดีว่าเธอไม่อาจหลบซ่อนอีกต่อไป เธอเดินไปยังใจกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางความมืดและเสียงลม เงาสูงใหญ่ปรากฏตัวตรงหน้าวัด ดวงตาว่างเปล่าเหมือนไม่มีชีวิต
“ฉันกลับมาแล้ว เอาตัวฉันไปแทน…” อรพินตะโกนสุดเสียง น้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงลมเงียบลง เงานั้นหยุดนิ่ง ก่อนจะยื่นมือให้อรพินสัมผัส ความกลัวแล่นผ่านร่างเธอจนขยับไม่ได้
ทันใดนั้น ปรเมศร์วิ่งเข้ามา เขาตะโกนห้าม “อย่า! อย่าเลือกแบบนี้!”
แต่เงานั้นหันไปมองปรเมศร์ เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินเข้าไปแทนที่อรพิน
เงาค่อย ๆ ย่อตัวลง ละลายเข้ากับร่างของปรเมศร์ ทิ้งเงาไว้บนดินเป็นรูปร่างของเขาเอง ทันใดนั้นหมอกจางหายไป เสียงลมหายใจหนัก ๆ ก็สิ้นสุด
อรพินทรุดลงกับพื้น ใจเต้นระรัว น้ำตาไหลพราก เธอรู้ว่าทุกอย่างจบลงแล้ว แต่ก็มาพร้อมกับคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบ
เช้าวันถัดมา หมู่บ้านยังเหมือนเดิม ไม่มีใครพูดถึงปรเมศร์ ไม่มีใครพูดถึงพรทิพย์ ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบงันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อรพินเดินออกจากบ้าน เห็นเงาตัวเองทอดยาวบนดิน เธอไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าเงานั้นเป็นของใคร
เสียงกระซิบเบา ๆ แว่วมากับลม “อีกไม่นาน…จะกลับมาอีกครั้ง”