ในระยะห่างระหว่างเรา
เสียงฝนตกพรำในเย็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ อินเดินตากฝนกลับออกจากตึกคณะศิลปศาสตร์ หนังสือสามเล่มข้างขวาเปียกฝน อินถอนหายใจ ก้มหน้าเดินจนถึงใต้ต้นก้ามปูใหญ่ ก่อนจะเจอกับภู—ชายหนุ่มผมยุ่ง ภูมีถุงขนมปังในมือหนึ่ง ส่วนอีกมือถือลังกล่องหนังสือชุด “เรื่องเล่าราตรี” ใบหน้าของเขาเรียบเฉย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หนังสือเปียกหมดเลย” เสียงภูดังแผ่ว ไม่กล้าสบตา อินซ่อนรอยยิ้มไว้หลังล็อกสายตาไว้กับพื้น
“ช่างมันเหอะ เดี๋ยวก็แห้ง” อินตอบอย่างขาดแรงใจ ก่อนจะเห็นว่าภูกำลังยื่นขนมปังให้ตัวเองอย่างเก้ๆ กังๆ “เอาขนมไหม”
สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาของวันแรกเปลี่ยนไปนิดหน่อย อินหยิบขนมจากมือภูโดยยังไม่เงยหน้า
ในวันต่อมา อินพบว่าภูอยู่ในชมรมวรรณกรรมด้วยกัน ทั้งสองไม่ได้สนิท เพียงแค่นั่งใกล้กัน ฝากหัวใจเล็กน้อยผ่านบรรยากาศ การพูดคุยแต่ละครั้งเต็มไปด้วยช่องว่างและความอึดอัด
บทกวีที่ภูเขียนในวันแรกของชมรม มีแต่ความเงียบ ความฝันที่ไม่กล้าเอื้อม อินลองถามเขาทุกครั้งหลังเลิกชมรม ภูก็มักจะผงกหัวหรือแค่พยักหน้าส่งๆ
“นายฝันอยากเป็นอะไรในอนาคต” อินถามเบาๆ หน้าชั้นหนังสือ
ภูนิ่ง ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “อยากเขียนนิยาย…แต่ยังไม่เคยมีใครอ่านเลย”
แววตาภูว่างเปล่า อินเองก็เหมือนเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ครั้งหนึ่ง เธอเคยฝัน เคยผิดหวัง เคยถูกเพื่อนสนิทหักหลัง ทุกอย่างเหมือนถูกฝังในกลีบเมฆฝน
วันนั้น อินกลับบ้านนั่งอ่านต้นฉบับของภูด้วยความตั้งใจ เสียงหัวใจเต้นแผ่วเบา อินเห็นรอยร้าวในระหว่างบรรทัด มันคือความเศร้า เหงา และกลัวถูกทิ้ง
บางวัน อินโทรชวนภูไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ภูเงียบ-รับปากสั้นๆ เดินข้างกันห่างๆ ไม่ค่อยคุย แต่สูดอากาศพร้อมกัน เหมือนใจเรียนรู้จังหวะลมหายใจของอีกฝ่ายไปทีละน้อย
“นายกลัวอะไรที่สุด” อินเอ่ยขณะที่ทั้งคู่หยุดมองปลาคาร์ปในบ่อ
ภูเหม่อมองผิวน้ำ ก่อนตอบ “กลัวคนหายไป…กลัวผูกพันแล้วต้องเสียเขาไปในที่สุด”
“เหมือนกัน” อินหลุบตา ไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่าน้ำตาคลอ เธอกระพริบตาแรงๆ โน้มตัวไปแตะแขนภูเบาๆ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาทิตย์ต่อมา ชมรมวรรณกรรมมีโครงการประกวดเรื่องสั้น อินขอให้ภูร่วมมือกันแต่งเรื่อง ภูลังเล แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะแววตาอินเต็มไปด้วยความจริงใจ
ทั้งสองใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์นั่งท้ายห้องสมุด เขียน ลบ โต้แย้ง เงียบมากกว่าจะคุย บางทีเถียงกันเรื่องตัวละคร ไม่ยอมกันสักฝ่าย อินหัวร้อนง่าย ส่วนภูปิดปากไม่คุย แต่ระหว่างช่วงพักสั้นๆ พวกเขาจะมองตากันแล้วยิ้มนิดๆ เหมือนเข้าใจบางอย่างที่ไม่ต้องออกเสียง
คืนก่อนวันส่งต้นฉบับ อินกับภูทะเลาะกันหนัก อินโวยวายใส่ภูเรื่องประโยคสุดท้ายของเรื่อง ภูนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบ อินฟาดมือกับโต๊ะแล้วเดินหนีออกมาโดยไม่ร่ำลา
คืนวันนั้น อินร้องไห้อยู่ข้างเตียง มือยังถือสมุดต้นฉบับของภู ภาพภูเดินออกจากห้องสมุดอย่างเงียบๆ ยังวนเวียนไม่หายใจออก เธอพยายามคิดว่าจะโทรหาภู แต่กลัวคำตอบสุดท้าย: ความเงียบ
วันรุ่งขึ้น ภูส่งข้อความมาสั้นๆ “ขอโทษ” อินอ่านข้อความแล้ววางโทรศัพท์ หัวใจเต้นเร็ว เธอคืนข้อความ “เราก็ขอโทษเหมือนกัน”
หลังวันนั้น ระยะห่างยังคงมี อิยมักจะเห็นภูในห้องชมรมบ้าง บางวันนั่งเงียบ บางวันวาดรูปหลบตาเธอ เธอลังเลใจว่าจะเริ่มคุยใหม่ไหม
ช่วงเทศกาลรับน้อง อินตกลงรับงานเขียนบทให้กิจกรรมชมรมหนึ่ง ทั้งที่ไม่มั่นใจในฝีมือ ตลอดเวลาต้องวนถามภูคำปรึกษา ภูตอบมาบ้างไม่ตอบบ้าง แต่ทุกครั้งจะทิ้งท้ายด้วยประโยคสั้นๆ ให้กำลังใจ เช่น “ทำได้อยู่แล้ว” หรือ “เชื่อเถอะ”
ระหว่างนั้นมีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับภูจากรุ่นน้องในชมรม ว่าเขาเคยเครียดมากจนห่างเรียนไปเทอมหรือเคยพูดจาขวางโลก อินลังเลกับตัวเองว่า จะถามภูตรงๆ ดีไหม หรือจะเชื่อเรื่องราวที่ลอยมากับลม
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังประชุม อินเอ่ยปากถามภูโดยไม่กล้าสบตา “นายเคย…ลำบากใจเรื่องอะไรมากๆ รึเปล่า ทำไมบางคนพูดถึงนายแปลกๆ”
ภูเงียบไปนานมาก ก่อนพูดเสียงแผ่ว “เคย เหนื่อยมาก อยู่ๆ ก็หมดไฟ เหมือนทำอะไรต่อไปไม่ไหว เลยหยุดไปพัก…แต่ไม่ชอบให้ใครพูดถึง”
อินยืนเงียบ หัวใจแน่น เธอเอื้อมแตะหลังมือภูเบาๆ “แต่ตอนนี้นายก็พยายามอยู่นี่”
ภูเหลือบมองสายตาอินในเชิงถาม แต่ไม่พูดอะไร ความเงียบยืดยาว เกิดความรู้สึกใหม่—ความผูกพันลึกมากขึ้น กั้นด้วยความกลัวบางอย่างที่ไม่ยอมถูกรื้อถอน
เวลาผ่านไป อินเริ่มกล้าโต้ตอบกับคนอื่นมากขึ้น ส่วนภูเองก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองผิดลองถูกกับผลงานเขียนใหม่ๆ อินโทรชวนภูออกไปเดินตลาดนัด บางทีสั้นๆ บางทีก็จงใจปล่อยเสียงเงียบระหว่างทาง ทั้งคู่เคยหัวเราะกับมุกแป้กๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจ ยิ้มให้กันขณะที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงตามร้านเก่าบรรเลงเบาๆ
ช่วงหนึ่ง อินได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทเก่าสมัยม.ปลาย คนที่ครั้งหนึ่งหักหลังเธอ อินลังเลว่าจะรับสายดีไหม สุดท้ายรับ บทสนทนานั้นจบลงด้วยความทรงจำวันเก่าๆ กระตุกน้ำตาอินอีกครั้ง
ในเย็นวันนั้น อินนั่งริมแม่น้ำ ภูเดินเข้ามานั่งข้างกัน แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ภูวางมือบนไหล่เธอเบาๆ อุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“ไม่ต้องกลัวหรอกเรื่องเก่าๆ แต่ก็เข้าใจแหละ มันลืมยาก” ภูเอ่ย
“ขอบคุณ…ขอโทษที่บางทีเรายังกลัวอยู่” อินน้ำเสียงสั่น
“บางครั้งเราก็…กลัวเหมือนกัน” ภูตอบ สายตาอบอุ่นแต่ยังฉายความกังวลไว้เช่นเคย
ใกล้ถึงวันประกาศผลนิยาย ภูกดโทรศัพท์นิ่งๆ ขณะที่อินตื่นเต้นแต่กลัวความผิดหวัง ผลงานของทั้งสองไม่ติดรางวัลใหญ่ มีเพียงคำชมว่า “แตกต่างและสัมผัสใจ”
คืนหลังประกาศผล อินถามภู “เสียดายไหม?”
ภูส่ายหน้า “มันก็แค่รางวัล คนที่ได้อ่านจริงๆ คือเราสองคน”
อินหัวเราะ ปากแข็งแต่ใจนิ่ม “อืม…เราภูมิใจในตัวนาย”
หลังจากนั้น พวกเขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ อินยังคงมีบาดแผลในใจอยู่ แต่ค่อยๆ หายเพราะการได้แชร์ผ่านเรื่องราวและบทสนทนากับภู ภูเองก็เริ่มลองสิ่งใหม่ ๆ แม้จะผิดพลาดบ้างแต่เขาก็มีอินคอยเคียงข้างอยู่ในระยะห่างนั้นเสมอ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินกลับบ้านจากร้านกาแฟ ฝนโปรยปรายอีกครั้ง อินยื่นมือรับละอองฝน หันไปสบตาภู
ภูยิ้ม เขาพูดแผ่ว ๆ “ระยะห่างมันไม่ได้มากขนาดนั้น…ถ้าเรายังเดินไปด้วยกันนะ”
อินนิ่ง หัวใจเต้นระส่ำ เธอรวบรวมความกล้าเอ่ย “ขออยู่ในรัศมีความห่างนี้นานๆ ได้ไหม…”
ภูพยักหน้า ทั้งคู่นิ่ง เงียบ ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำรัก แต่ในระยะห่างบางอย่างที่เคยกลัว กลับอบอุ่นเฉียบจนอยากให้อยู่กับตัวเองมากที่สุดในโลก