ใต้น้ำครวญราตรี
เสียงหัวเราะสดใสของเด็ก ๆ กระเด็นมากับสายลมเค็มขณะเรือโดยสารลำเดียวข้ามทะเลเข้าสู่เกาะศิขรินทร์ นิรุตต์ หนุ่มวัยสามสิบกว่า เจ้าของเรือนร่างผอมสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีซีดกับแว่นตาทรงรี มองชายฝั่งเบื้องหน้าอย่างพินิจ เรือโคลงเคลง เขายังคงนั่งนิ่ง มือกำจดหมายบรรจุจดหมายบรรจุกำหนดการเข้ารับตำแหน่งแพทย์ประจำหมู่บ้านใหม่ เขายังไม่รู้ว่าบททดสอบสำคัญกำลังรออยู่ที่นั่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หญิงร่างสันทัดในชุดผ้าถุงยืนรออยู่แล้วที่ท่าเรือ “หมอนิรุตต์ใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มไม่เต็มใจ เขาก้มเล็กน้อย “ครับ…มาใหม่ ยังงง ๆ อยู่เลยครับ” “เราอยู่ด้วยกันสบายใจได้ ไว้หมอจะปรับตัวได้เอง” เธอแนะนำตัวว่าชื่อป้านงค์ ผู้ช่วยประจำสุขศาลา
สองคนเดินฝ่าเส้นทางทรายเข้าสู่หมู่บ้าน บ้านไม้หลังเล็กเรียงรายท่ามกลางต้นมะพร้าวสูง เสียงคลื่นซัด ทว่าใต้ร่มเงา ไอหนักของความเงียบแปลกประหลาดปกคลุม เด็กชายคนหนึ่งตะโกนแทรกจากซอกบ้าน “ป้านงค์! แม่บอกให้ระวังเสียงคืนนี้ ไม่ให้ออกมา!” ป้านงค์ตอบกลับห้วน ๆ “รู้แล้ว เดี๋ยวโดนตีหรอก!” เธอหรี่เสียงหัวเราะขม ๆ นิรุตต์สังเกตชาวบ้านเริ่มปิดบานหน้าต่าง สนทนารำพึงรำพัน… ดูเหมือนไม่มีใครอยากให้แขกใหม่ถามอะไร
ห้องพักโรงหมอเก่า ทึบทึม ประตูมีรอยสนิม แสงแดดสุดท้ายหายลับ นิรุตต์นั่งคิดถึงบ้าน กลิ่นน้ำทะเลกับความโดดเดี่ยวทำให้คืนนั้นยาวนาน แม้เขาจะรู้สึกไม่คุ้นเคย แต่เสียงครวญประหลาดที่ลอยผ่านหน้าต่างเหมือนสะท้อนจากผืนน้ำ กลับทำให้เขาหลับตาไม่ลง
เช้าแรกที่หมู่บ้าน เขาออกตรวจคนไข้ด้วยอาการระแวดระวัง ชาวบ้านรับหน้าเงียบ ๆ บ้างก็ส่งสายตาไม่ไว้ใจ การสนทนาสั้น ๆ กับหนุ่มชาวประมง เงาประหลาดของบทสนทนายังคงอยู่ “หมอ… อย่าไปเดินเล่นแถวอ่าวกลางคืน”
วันถัดมา หญิงสาววัยสิบหกชื่อ “มะลิ” ถูกแม่มาหาเขาด้วยอาการหวาดผวา แผลถลอกที่ข้อเท้าเล็ก ๆ “น้องลิฝันเห็นเงาดำในน้ำ ร้องไห้ทั้งคืน… หมอช่วยหน่อยนะคะ” นิรุตต์พยายามถามรายละเอียด เธอหลบตา ท่าทีเหมือนปกปิดมากกว่าจะหวาดกลัว เขาให้ยานวดไป และเอ่ยปลอบว่าคืนนี้จะดูแลเป็นพิเศษ
คืนนั้น เขาออกไปปิดหน้าต่างแข็งแรงให้โรงหมอ สังเกตเงาปลาทะเลกระหวัดว่าย กำลังจะกลับเข้าห้อง เขาได้ยินเสียงครวญขาดเป็นห้วง ๆ ลอยแผ่วมา ร่างของมะลินั้นยืนอยู่ริมอ่าว สวมชุดนอนบางพริ้วตามสายลม หันหน้าสู่ผืนน้ำ นัยน์ตาเหม่อลอยก่อนผลุบหายไปกับเงามืด
เช้าตรู่ ข่าวมะลิหายตัวสะเทือนทั้งเกาะ แม่ร่ำไห้สะอื้น วัยรุ่นชายชุดขาดวิ่นชื่อ “แว่น” คำรามเสียงแข็ง “ทุกปี! ทุกหน้าร้อน! เด็กต้องหาย! คือผีทะเลแน่ ๆ!” ผู้เฒ่าร่างงอเงียบงัน ชาวบ้านรวมตัวหน้าศาลากลางนิ่งงง มีเพียงสายตาของผู้ใหญ่บ้านอำนวย ที่มองจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอ… เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่หมอ อย่าเดินพล่าน”
นิรุตต์อดใจไม่ได้ต้องค้นหา เขาดึงป้านงค์เข้าไปปรึกษาแต่ป้านงค์หลบเลี่ยง หญิงสูงวัยสบตาสั่นคลอนก่อนกระซิบว่า “อย่าหา… บางอย่างอยู่ใต้ผิวน้ำ รอเอาชีวิตเอาความฝันคนเรา… ชาวบ้านเคยลองสู้แล้ว ไม่มีใครเหลือ!”
บรรยากาศหมู่บ้านแปรเปลี่ยน อากาศร้อนอบชื้นแปลกประหลาด เด็ก ๆ หายไปจากถนน ไม่มีเสียงหัวเราะติดปลายฟ้า ผู้คนหลีกเลี่ยงกันเอง ทุกค่ำความเงียบหนักอึ้ง ครั้นคืนถัดมา เสียงครวญสะท้อนมาอีก หวีดแหลมเจือด้วยเสียงเด็กผู้หญิง นิรุตต์อดทนไม่ไหว ออกเดินสำรวจ
เขาไปหาวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่นั่งล้อมรอบเปลวไฟ หน้าเศร้าสลด “ในน้ำมีเงาดำ… ใครเจอก็หาย” เด็กหญิงชื่อซุ้มเอ่ยเหนื่อยล้า เสียงสั่น พลันกลุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งปากจัดชื่อ “บาส” ตะคอกใส่ “อย่าพูด! มันฟังอยู่!” หมอจับตาโกหกจากแววตากลุ่มเพื่อน เหมือนทุกคนเก็บงำอดีต
เช้าวันถัดมา นิรุตต์เดินไปบ้านมะลิ ตรวจรอบบ้านพบรอยรองเท้าเด็กเปียกชื้นจนถึงหน้าบ้านแต่หายไปทางทะเล เมื่อเขาเอ่ยปากถามแม่มะลิ แววตาหวาดกลัวซ่อนหัวใจเศร้าเงียบ เธอพูดเบา ๆ “มันจะไม่หยุด… ใคร ๆ ก็ทำได้แค่รอถึงคราวของลูกตัวเอง”
ด้วยความอยากรู้จริง ๆ เขาขอให้ป้านงค์ใช้เรือพาออกอ่าวกลางคืน ป้านงค์ลังเล ก่อนถอนใจ “หมออยากตาย ก็เอาเถอะนะ…” สองคนลอยอยู่บนเรือไม้ ร่างเงาภายใต้ฟ้าที่ไร้ดาว เมื่อเสียงหวีดครวญเริ่มดังขึ้น ป้านงค์พรมน้ำมันเสกลงทะเล เขาถาม “มันคืออะไร ป้าอยากรู้มั้ย” นางเพียงสั่นศีรษะ น้ำตาคลอ
คืนนั้นเอง เรือผาดฝ่าคลื่น เงาดำฉายใต้ผิวน้ำ แม้แต่นิรุตต์ยังต้องกลั้นหายใจ เงานั้นพรวดเฉียดเรือในความมืด ต่อมาเสียงหวีดขาด ๆ แลดูเหมือนเสียงร้องขอความช่วยเหลือ…
ถัดจากนั้น เขาพยายามสอบถามข้อมูลผู้ใหญ่บ้านอำนวย เจอทางตัน ถูกขู่จะตัดขาดายชื่อเมื่อไม่เลิกสอดรู้สอดเห็น นิรุตต์ข่มอารมณ์ ตัดสินใจฝืนคำเตือน ยามค่ำ จึงเดินตัดป่าต้นมะพร้าวถึงชา…