แสงสลายใต้เงาจันทร์
แสงนีออนสีน้ำเงิน สีบิดเบี้ยวลอดผ่านหน้าต่างเทียม ผสมกับเสียงออดอ่อนของข่าวประกาศอากาศจันทร์ประจำวันในเขตศิริขจร เมืองใต้เปลือกเย็นของดวงจันทร์ที่ไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์แม้เพียงครั้งเดียว ภายในอพาร์ตเมนต์แคบ ๆ เด็กหญิงวัยสิบสามปีชื่อคีตา นั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียง สายตาจ้องกระจกเก่า ๆ ที่สะท้อนเงาของตัวเอง ใบหน้าซูบซีดของเด็กที่เติบโตภายใต้แสงเทียมกับแววตาอันแข็งกร้าว ไม่เหมือนเด็กปกติใด ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นที่หน้าประตู คีตาเงยหน้ามองก่อนที่ประตูจะเปิดออก พ่อของเธอ—เมธัส ผู้ชายในวัยสี่สิบกลาง ๆ ดวงตาสอดส่องเหมือนนักปราชญ์ อดีตนักวิศวกรรมชีวโมเลกุลผู้ออกจากอาชีพหลังอุบัติเหตุใหญ่—เดินเข้ามาก่อนถอดเสื้อคลุมแขวนและถอดรองเท้าเงียบ ๆ ไม่มีคำกล่าวสวัสดี มีเพียงเสียงถอนหายใจอ่อนล้าเท่านั้น
"วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง?" เมธัสถามขณะหยิบจานจากโต๊ะจากเศษอาหารเมื่อคืนวาน ดวงตาไม่สบกับคีตา ยังเต็มไปด้วยเงาหมองในใจ
คีตาส่งสายตาเฉยชา "ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครอยากคุยกับหนูอยู่ดี" เธอเบือนหน้าหนีพ่อ ริมฝีปากสั่นไหวไม่เอื้อนเอ่ยความจริงที่อยู่ลึก
เมธัสชะงัก เหลือบตามองก่อนหันหลังให้ ขณะวางจานลงอ่างช้า ๆ "มันจะดีขึ้นเอง … เราเคยผ่านอะไรที่หนักกว่านี้มาแล้ว—"
คีตาหยุดหายใจชั่วขณะ "ไม่เหมือนกันนี่ … ตอนนั้นแม่ยังอยู่กับเรา" เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ความเงียบปกคลุมระหว่างสองพ่อลูก ประกายเย็นของไฟนีออนสะท้อนเงาบนกำแพง เมธัสเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็กลืนคำลงไป ปล่อยให้คำถามค้างคาอยู่ระหว่างพวกเขา
เสียงสัญญาณเตือนจากข้อมือกลายเป็นจังหวะขัดจังหวะบรรยากาศ เมธัสชะงัก มองแจ้งเตือนที่โชว์ข้อความนิรนาม: “จำไว้—แสงไม่มีวันกลบเงาได้” ใบหน้าฉายรอยกังวล ดวงตาประสานกับเงาในห้อง—อดีตไม่เคยปล่อยเขาไป
วันต่อมา คีตานั่งอยู่มุมห้องเรียนขนาดเล็กในอาคารสีเงิน เมฆปลอมฉายบนเพดานกลายเป็นภาพขาวเทา ครูเสียงดุเรียกชื่อลูกศิษย์ โทรุ—เด็กชายผิวคล้ำรุ่นเดียวกันหันมากระซิบ "เธอเห็นพวกนักวิจัยเมื่อวานมั้ย? แต่งตัวเหมือนนักจารกรรม …" เขาเหลือบดูคีตา "เขาว่ากำลังล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่หลบซ่อนในเมืองนะ"
คีตายักไหล่ "ไม่รู้สิ พวกผู้ใหญ่ชอบโกหก" เธอพูดโดยไม่มีแววเชื่อ
เสียงระฆังเลิกเรียน โทรุควักซองจดหมายแปลกในกระเป๋ายื่นให้คีตา "เขาฝากมาให้—ว่าเป็นของแม่เธอ …" เขารีบเดินหนีก่อนครูจะเห็น
คีตาเปิดซอง สีหน้ากังวล สายตาไล่ตัวอักษรที่บอกเพียงประโยคสั้น ๆ "ถ้าอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับแม่ … เจอกันที่ขอบเมืองคืนนี้"
คืนนั้น เมธัสยืนจ้องโพรงใต้ดวงจันทร์เทียม ขยำกระดาษเตือนภัยในมือ มีรอยเท้าเบา ๆ อยู่ด้านหลัง—คีตาในชุดคลุมขาวปะปนละอองฝุ่น เงินแสงพราวในดวงตา "พ่อจะออกไปไหน?"
เมธัสตะลึง ใจเต้นแรง "งานซ่อมระบบไฟ ข้างนอกมันอันตราย เธออยู่บ้าน"
คีตาสบตานิ่ง "แล้วถ้าหนูต้องออกไปล่ะ? จะมีใครตามหามั้ย?"
เมธัสลังเล ตัดสินใจเดินหนีไป ยังไม่พูดอะไรเพิ่ม เงาของสองพ่อลูกซ้อนทับกันยาวใต้แสงจันทร์เทียม โลกภายนอกเงียบงัน—แต่ในใจ ตะโกนด้วยคำถามไร้เสียง
ขอบเมืองยามค่ำคืน ห่างไกลความปลอดภัย คีตาเดินกึ่งวิ่งมาถึงช่องระบายอากาศร้าง ที่นั่น สตรีในชุดคลุมดำปิดหน้าเดินออกมาอย่างเงียบงัน เธอยื่นกล่องเล็ก ๆ ให้คีตา "แม่เธอทิ้งความทรงจำฉบับสุดท้ายไว้ที่นี่"
คีตากำลังจะถาม สตรีกลับก้าวถอยหายไปในเงามืด เธอเปิดกล่อง ภายในมีสายรัดข้อมือและเม็มโมรี่การ์ดสีดำพรุน เธอสั่น คลำหาโทรศัพท์เก่า ๆ ในกระเป๋าเสียบการ์ดเข้าไป—เสียงของแม่ปรากฏ "อย่าไว้ใจใคร แม้แต่พ่อของลูก"
คืนนั้น คีตานอนไม่หลับ ความสับสนก่อตัวขึ้นในใจ ฝ่ายเมธัสนั่งอยู่ตรงระเบียง สายตาเหม่อลอย เจ็บจี๊ดในหัวใจเมื่อคิดถึงอดีต ภาพภรรยานอนแน่นิ่งในห้องทดลอง ภาพเลือดและเสียงกรีดร้องสอดประสานกับไฟวิบวับ ทำไมเขาถึงปล่อยเธอตาย? หรือเขาเป็นต้นเหตุ?
เช้าวันต่อมา อพาร์ตเมนต์ทั้งหลังเงียบผิดปกติ คีตาห่อเหี่ยวแต่คิดหนัก เธอซุกกระเป๋าเป้ เตรียมออกตามหาคำตอบ คำที่แม่ฝากไว้ยังวนอยู่ในใจ "ห้ามไว้ใจใคร …" แม้แต่พ่อ—แต่ถ้าพ่อโกหกจริง เธอจะยังเหลือใคร?
ละอองฝุ่นสีเงินที่ล่องลอยในห้องทดลองลับ เมธัสนั่งโต๊ะทำงานในบริษัทซ่อมบำรุงระบบชีวิต ดวงตาแสดงถึงความเครียดและความกลัว สีหน้าครุ่นคิดถึงทางเลือกที่แสนเปราะบางเมื่อหัวหน้าส่งหน้าจอข้อมูลลับมาให้ "มันคือรหัสทดลองยีน X-7 ห้ามให้ใครล่วงรู้"
เมธัสมือสั่น "ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา … ภรรยาผมจะต้องตายฟรีจริง ๆ เหรอ?"
หัวหน้าหรี่ตามอง "นายรู้ขีดจำกัดตัวเองไหมเมธัส? หรือว่านายก็เหมือนพวกเขา—ที่จะยอมทุกอย่างเพื่อรักษาความลับ?"
เสียงหัวเราะแผ่วจาง หายไปในเสียงเครื่องจักร เมธัสไม่ตอบ เขากำกระดาษแน่นจนยับ เสียงหัวใจดังรัวขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน คีตาตามเบาะแสสู่ห้องสมุดกลางเมือง ค่อย ๆ สืบหาข้อมูลจากฐานข้อมูลเก่า เธอสังเกตวิดีโอ CCTV คืนที่แม่หายตัว มีภาพชายคนหนึ่งสวมแหวนพิเศษเหมือนของพ่อเธอผ่านหน้ากล้อง … เด็กหญิงกลืนน้ำลาย ขอยืมคอมของบรรณารักษ์เพื่อค้นหารายละเอียดมากขึ้น
บรรณารักษ์สาวจ้องมอง "เธอไปยุ่งเรื่องอะไรที่ผู้ใหญ่ยังกลัว? ระวังเถอะ เดี๋ยวไว้ใจใครผิด ชีวิตไม่เหมือนเดิม"
คีตาตาแข็ง "บางทีแค่ความจริง สักครั้งในชีวิตจริง ๆ—แม้ว่าจะเจ็บ" เธอยืนเต็มความสูง ลมหายใจสั้น ๆ คล้ายเด็กหญิงเริ่มกลายเป็นผู้ใหญ่ทีละน้อย
เลิกงาน เมธัสเดินหงอยเหงากลับบ้าน พบลูกสาวคอยอยู่หน้าห้อง ประจันหน้ากันโดยไม่มีใครพูดก่อน คีตายื่นสายรัดข้อมือของแม่ให้พ่อ—แววตาเด็ดเดี่ยว
เมธัสรับไว้ พยายามซ่อนสีหน้า "นี่เธอไปเจอมาจากไหน—"
คีตาสวน "ความทรงจำที่แม้แค่เศษเสี้ยว ก็สำคัญกว่าคำโกหกสิบปี" น้ำตาคลอตาแต่ไม่ยอมร้อง
เมธัสเงียบ ดวงตารวดร้าว เขาทรุดลงนั่งบนพื้น คำสัญญาเก่าคล้ายผุดกลับมา เขาเอ่ยเสียงสั่น "มันไม่เรียบง่าย … มีแต่ความผิดพลาดกับความกลัว เธอยังอยากฟังความจริงอยู่มั้ย?"
คีตานิ่งอยู่ชั่วครู่ "ถ้าไม่ใช่ตอนนี้—พ่อก็จะไม่มีโอกาสไหน"
เมธัสกลืนก้อนสะอื้น เหม่อมองสายรัดข้อมือ "แม่ของหนู … เธออาสาเข้าโครงการทดลองหยุดยีนเสื่อมสภาพ ฉันช่วยเธอ—แต่วันสุดท้าย ข้อมูลรั่วไหล มีใครบางคนลอบฆ่าเธอ … ฉันเองเป็นคนให้เธอเข้าไป"
เสียงสะอื้นแผ่วดังก้องห้อง คีตาตัวสั่น "เพราะความกลัว พ่อเลยโกหกฉันกับตัวเองใช่มั้ย?"
เมธัสไม่ตอบ กอดลูกสาวไว้แน่น วินาทีนั้น น้ำตาทั้งคู่รินไหล ก่อนผลักตัวเองออกมองหน้ากัน ความจริงแม้จะเจ็บ ยังดีกว่าความมืดที่ปิดไว้แสนนาน
คืนนั้นในเมืองศิริขจร ฝนเทียมหลั่งปลิวจากท่อไอน้ำ เงาพ่อกับลูกเดินเคียงกันออกนอกอาคาร ไม่ต้องซ่อนเบื้องหลังแสงไฟปลอมอีกต่อไป โลกใบเดิมของทั้งสองเปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล—เพราะความจริง กล้าแกร่งยิ่งกว่าแสงใดบนดวงจันทร์