ปริศนาสีชาดในเมืองใต้ดิน
เสียงน้ำหยดก้องกังวานในอุโมงค์ใต้ดิน อากาศเย็นจัดไหลฉิวจี้ผิวหนังท่ามกลางแสงโคมไฟสีส้มสลัว รุจารี มือสั่นกุมกระเป๋าเอกสารแน่น ข้อเท้าขยับอย่างกังวลในรองเท้าบูทกันน้ำคู่เก่า หญิงสาวยืนชิดผนังอิฐ ร่างจมในเสื้อโค้ทหนา ทุกครั้งที่สายลมแทรกเข้ามาตามรูรั่วของหลังคาทางเดินใต้ดิน หัวใจเธอจะเต้นแรงขึ้นอีกเล็กน้อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องจากปลายอุโมงค์ รุจารีกวาดสายตามอง เธอก้าวถอยเล็กน้อย แต่มือขวายังจับด้ามไฟฉายไว้แน่น
“อย่าเพิ่ง—อย่าขยับ ฉัน…ฉันไม่ใช่คนไม่ดี” เสียงชายคนหนึ่งแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและประหม่า ชายหนุ่มร่างสูงผอม สวมเสื้อมอมแมม เปียกน้ำจนดูหนักกว่าเดิมก้าวออกมาจากเงามืด เขายกมือสองข้างขึ้นช้า ๆ
“คุณเป็นใคร…” รุจารีถาม น้ำเสียงสั่น เสียงสะท้อนกระแทกกับผนังเบา ๆ
“ผม…ชื่อเมศา ผมแค่ออกจากที่พักมาหาน้ำร้อน ดึกไปหน่อย คืนนี้มันหนาวกว่าทุกวัน” เขาเสว่า ดวงตาไม่กล้าสบ เงามืดคล้อยกรอบใบหน้า เขาไม่ได้ยิ้มแต่ก็ไม่ได้ดูขู่เข็ญ
รุจารีสูดลมหายใจ ค่อย ๆ ลดไฟฉายลง แม้ลึกๆ ยังคงหวาดระแวง
เสียงลิฟต์เก่าหอนรับแขกทุกครั้งที่มันขึ้นจากเมืองหลัก ชั้นเหนือสุดมีป้ายไม้กะเทาะสี: “ถนนสันติ ชุมชนเมืองใต้ดินชั้น 3” ผนังอิฐถูกเขียนด้วยถ้อยคำประหลาดและรูปวาดลึกลับตั้งแต่ยุคก่อตั้งใกล้ร้อยปี แสงไฟฟ้าเพียงพอสำหรับคนเดินผ่าน แต่ไม่เพียงพอสำหรับปัดเป่าเงาที่ยืนเฝ้าอยู่ในซอกหลืบ
รุจารีเดินออกจากลิฟต์ มือยังจมในกระเป๋าเสื้อ กำลังจะเดินผ่านร้านขายข้าวต้มหัวมุม จู่ ๆ มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งชนเธอเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ! ป้าหนูแค่วิ่งเล่น!” เด็กหญิงตาโตผมยุ่งรีบกล่าวพลางหัวเราะแหะ ๆ ใบหน้ากระจ่างไสวขึ้นกว่าภาวะรอบข้างมากมาย รุจารีหัวเราะตอบบางเบา แม้จะยังระวังตัว
ภายในชั้นพักอาศัยของรุจารี ดูคล้ายห้องทดลองขนาดย่อม โต๊ะไม้เก่ากองเอกสารชุดใหญ่ ท่ามกลางแสงไฟนีออนสีนวล เธอเปิดสมุดบันทึก อยากจะบอกตัวเองให้หยุดคิดถึงอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน วันที่เธอสูญเสียน้องสาวเพราะความดันทุรังเกินไป การกลับมาทำงานที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ คืองานบำบัดใจ—หรืออาจเป็นการทรมานตัวเองซ้ำ ๆ
ไม่นาน เธอนั่งลงตรงโต๊ะ มือเปิดแฟ้มเคสปริศนา “ผู้ป่วยสาหัส: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เจ็บหัวประหลาด เห็นเงาดำก่อนอาการกำเริบ” มีลายมือแพทย์อีกคน: “รายที่ 5 สัปดาห์นี้” เสียงเครื่องทำความร้อนเริ่มทำงาน รุจารีจิบกาแฟเย็นชา เปลือกตาหนักอึ้ง ทว่าใจกลับตื่นเต็มที่
รุ่งเช้า ร้านชากลางทางเดินใต้ดินผู้คนคลาคล่ำกว่าปกติ เมศา—ชายคนเมื่อคืน—ยืนสั่งขนมปังปิ้ง เขาหันมาเจอรุจารี ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่งก่อนที่เมศาจะแกล้งมองผ่าน เสียงเพื่อนร้านข้าง ๆ เย้าแหย่พอให้เมศากระอักกระอ่วน
“คุณนักวิจัยมาทำอะไรถึงโลกชั้นล่างนี่ครับ” เจ้าของร้านถามเสียงดัง
รุจารียิ้มแห้ง ๆ เอ่ยดังที่สุดที่กล้าทำ “สำรวจอาการแปลก ๆ ในชุมชนค่ะ เห็นว่ามีคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุหลายราย…คุณพอทราบไหมว่ามีใครเห็นอะไรผิดปกติบ้าง”
คนในร้านหันมองกันเงียบ ๆ มีแต่เด็กสาวเมื่อวานที่กล้าเอ่ย “แม่บอกว่าชั้นล่างสุดมีปีศาจเฝ้าอยู่ ใครเดินไปตอนกลางคืนจะถูกตาม…แต่หนูไม่เชื่อหรอกค่ะ” ทุกคนหัวเราะแผ่ว เมศาอมยิ้มเบา ๆ
รุจารีเห็นแววตาแปลก ๆ บนใบหน้าเมศาก่อนเขาจะเดินออกไป เธอรีบจ่ายเงินและตามเขาออกมา “ขอคุยด้วยได้ไหมวันนี้”
เมศาเดินเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินเสียงรองเท้าบูทตามหลังกลับรั้งฝีเท้าลง “คุณจะถามเรื่องคนป่วยใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่มีข้อมูลมากกว่าคุณเลย” เขาตอบเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูเหมือนปิดบังบางอย่าง
“แต่คุณอยู่มานาน—คนแถวนี้ไว้ใจ คุณช่วยพาฉันลงไปสำรวจหน่อยได้ไหม ทั้งเมืองนี้เหมือนปิดเรื่องนี้เงียบหมดเลย”
เมศาก้มหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “มันอันตราย ที่นั่น…ถ้าคุณกลัว ผมไม่อยากให้ไป”
รุจารีเม้มปาก สะกดอารมณ์ ทุกคืนเธอมักละเมอถึงน้องสาวคร่ำครวญในความมืด นี่คือโอกาสชดเชย: “ฉันไม่กลัว…แต่คุณล่ะ กลัวอะไรอยู่”
เมศาเงียบ ดวงตาเห็นเศษเสี้ยวอดีต ไหล่ตก แวววิตกผุดขึ้นมาในน้ำเสียง “ผมเคยเห็น…ผมไม่อยากเจออีก”
คำสารภาพนั้นทำให้รุจารีนิ่งไปชั่วขณะ เธอเดินเคียงข้าง หยุ่น ๆ กับเหตุผลภายในใจของทั้งสองคน ถนนใต้ดินยืดยาว มีกลุ่มช่างไฟกำลังซ่อมไฟซีกหนึ่งของชุมชน รุจารีเหลียวมองเห็นรอยเลือดจาง ๆ ที่พื้นห้องน้ำรวม เธอหยุดยืนใกล้ ๆ ร่องรอยนั้นพลางหันหาคำอธิบาย
“คนล่าสุด…โดนพบตรงนี้” เมศาตอบเสียงแผ่ว
หญิงสาวนั่งลง ยกกล้องจุลทรรศน์มือถือขึ้นส่องคราบเลือด พบเส้นใยบางสีชาดคล้ายเส้นใยเห็ดราบางชนิดปะปนอยู่ “นี่ไม่ใช่เลือดปกติ มีอะไรปะปนมาด้วย…” เธอพึมพำ
จู่ ๆ ไฟในชั้นนั้นดับพรึ่บ มวงไฟสีแดงกะพริบ เสียงหวีดลมปะทะผนังเหมือนกรีดร้อง ทั้งสองเงียบกริบ หายใจหนัก รุจารีจับแขนเมศาแน่น เขาตอบรับด้วยการขยับร่างมาใกล้ ท่ามกลางหมอกจาง ๆ ที่จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน
เสียงแปลก ๆ ดังมาจากซอยฟากหนึ่ง เงามืดเคลื่อนไหว 스ม่ำเสมอ เมศาสบตารุจารี “มันมาอีกแล้ว…” เขากระซิบ เสียงสั่น กลิ่นสนิมเข้มข้นขึ้นจนรู้สึกในลำคอ
ทั้งสองตัดสินใจวิ่งย้อนกลับมาทางเดิม แต่หมอกขาวปกคลุมทางเดินหนาแน่น กลายเป็นกับดักลวงตา เมศาพลั้งเท้าลื่นไปตรงทางแยก รุจารีคว้าข้อมือเขาทันพอดี
“เมศา! อย่า—” เธอตะโกน ร่างเขาเกือบหล่นพื้นราวไม่มีที่สิ้นสุด เสียงกระซิบในหมอกขาวดังก้องขึ้นมา “กลับไป…อย่าค้นหา…อย่าทำเหมือนเดิมอีก…”
สองชีวิตนิ่งงัน รุจารีฝืนความกลัวดึงเมศาขึ้นมาด้วยแรงทั้งหมด หมอกจางลงชั่วครู่เผยช่องทางเดินเก่า ๆ สายตาเธอจับโฟกัสบางอย่างในกำแพง เงาเด็กผู้หญิงในชุดชั้นในโรงพยาบาลปรากฏแวบหนึ่ง ก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
เมศาสั่น หายใจแรง “ผม…คุณเห็นใช่ไหม ผมไม่ได้บ้าใช่ไหม”
รุจารีพูดทั้งค้างคาและหวาดหวั่น “ฉันก็เห็น…แต่—เธอเหมือนน้องฉันมาก”
ทั้งสองวิ่งหลบทางกลับขึ้นลิฟต์ เสียงลิฟต์ดังแกรกกรากชวนขวัญผวา เมื่อประตูเปิด ทั้งคู่กอดเข่าหอบเหนื่อย รุจารีหยิบบันทึกมาเขียนทันทีก่อนความทรงจำจะเลือนหาย
ค่ำคืนนั้น รุ่นจารีนั่งพึมพำกับตัวเอง “เราพลาดอะไรไป…ทำไมมีเงาเด็กตรงนั้น แล้วเสียงเตือนคืออะไร”
เช้าวันถัดมา คนไข้รายใหม่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเมืองใต้ดิน ร่างหญิงสาวสั่น ริมฝีปากแตก มือกุมจมูกเปื้อนเลือด เธอบ่นว่าเจอเด็กผู้หญิงให้ไปตามรุจารี รุจารีเดินไปหาและเริ่มพูดคุย สายตาหญิงป่วยจ้องลึกลงในดวงตาเธอ
“เขาบอกฉันให้เตือน…อย่าไล่ตาม อย่าทำผิดซ้ำ ฉันไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร” ผู้ป่วยร้องไห้สะอึกสะอื้น
รุจารีกุมมือหญิงคนนั้น น้ำตาซึม หัวใจหนักอึ้ง ความผิดในอดีตหลอกหลอน ภาพน้องสาวขาดอากาศหายใจในห้องทดลองซ้อนทับกับเงาในหมอกขาวนั้น
คืนนั้น เธอฝันถึงน้องสาว เสียงเหมือนดังจากที่ไกลมาก “อย่าโทษตัวเอง…ช่วยคนอื่นแทนฉัน”
รุจารีสะดุ้งตื่น หอบหายใจ ปาดเหงื่อ เธอคว้าสมุดมาเขียนบันทึก: “วันนี้ฉันจะรวมทีมลงสำรวจชั้นล่างสุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องพบความจริงให้ได้”
ณ ห้องประชุมเล็กในเมืองใต้ดิน เธอเรียกเมศา เด็กสาวมะลิ และช่างไฟอีกสองคน พูดคุยแผนการเดินหน้าสำรวจ มะลิเห็นท่าทางอ่อนโยนของรุจารีแววตางง ๆ ถามเสียงสั่น: “ถ้าจะลงไปจริง ๆ หนูจะเอาอะไรไปป้องกันดีคะ”
เมศาชำเลืองมองรุจารี เธอตอบ: “แค่ต้องอยู่ด้วยกัน ห้ามแยก อย่าฟังเสียงในหัว…แล้วกลัวได้ แต่อย่าหยุดเดิน”
ทีมสำรวจแต่ละคนจัดเตรียมไฟฉาย น้ำดื่ม ผ้าคลุมปาก และเข็มขัดนิรภัย ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ทุกสายตาเต็มไปด้วยความกลัวแต่แฝงความตั้งใจแน่วแน่ เสียงลิฟต์โบราณค่อย ๆ หย่อนพาทุกคนลงลึกสู่วังวนมืดมิด
เมื่อประตูลิฟต์เปิด กลิ่นอับชื้นและสนิมแรงอบอวล เงามืดคลานไหลตามผิวผนัง รุจารีหรี่ตา สำรวจผนังเก่า เป็นรอยขีดเขียนประโยคซ้ำ ๆ: “ความผิดคือโซ่ตรวน” เมศาน้ำเสียงเบาหวิว: “บางทีที่นี่อาจสร้างขึ้นเพื่อขังใครบางคนมากกว่าปกป้อง”
เสียงฝีเท้าแต่ละคนสะท้อนในทางเดินยาว ทีมหยุดตรวจสอบประตูเหล็กบานหนึ่ง พบกลีบเลือดสด ๆ เป็นวง รูรั่วขนาดใหญ่เผยเงาวูบวาบเป็นเงาเด็ก รุจารีสั่นแต่ยังพยายามถ่ายภาพเก็บหลักฐาน ขณะที่มะลิสะอื้นกลั้นกลัว “อยากกลับบ้านแล้ว…หนูได้กลิ่นแปลก ๆ เหมือนขื่อเลือด”
ทันใด เงามืดทยานเข้าสิงร่างเด็กสาว รุจารีตะโกนให้ช่างไฟจับเธอไว้ เงาดำนั้นพูดผ่านร่างมะลิ น้ำเสียงเย็นเฉียบ “ถ้าไม่หยุดค้นหา เมืองนี้จะไม่ปลอดภัยอีก”