ในเงาสะท้อนของความกล้า
เสียงลมเย็นยามเช้าพัดผ่านสนามหญ้ามหาวิทยาลัย กลิ่นหอมของดอกปีบนวลตลบเหนือเส้นทางเดิน ฟ้าใสเดินก้มหน้า มือยังกำหนังสือแน่น พยายามเก็บเสียงหัวใจตัวเองไม่ให้เต้นแรงเกินไป ขณะเดินสวนกับกลุ่มเพื่อนที่คุยกันเสียงดัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เดินเร็วจังเลยอ่ะ ฟ้า! รอด้วย!” เสียงแพรวดังมาตามหลัง ฟ้าใสหันขวับ ตอบกลับเบา ๆ พร้อมแต่ยิ้มบาง “เรารีบ…ขอโทษนะ” ก่อนเร่งฝีเท้าเข้าอาคารเรียนอย่างลังเล แต่มุมปากยังฝืนหัวเราะ เงาของความกลัวการเผชิญหน้าในที่สังคมยังเกาะกินหัวใจ
ที่ใกล้หอประชุม อัสนีกำลังซ้อมกีตาร์อยู่กับกลุ่มกิจกรรมใบหน้าเปิดเผย ท่าทางมั่นใจเกินเด็กปริญญาตรีปีสอง ผมสีน้ำตาลเข้มชี้ฟู เขายิ้มกว้างขณะเพื่อนตบบ่า “คืนนี้เจอกันนะเว้ย อัส!”
“เออ ๆ ไม่ลืมหรอกๆ เดี๋ยวจัดเต็ม” ดวงตามีประกายเหมือนคนไม่แบกอะไรไว้ แต่ในใจซ่อนร่องรอยของใครอีกคนที่จากไปไม่มีวันกลับ เขาหันมาเห็นฟ้าใสผ่านสายตา แต่แค่มองโดยไม่ได้สนใจมากนัก
เย็นวันนั้น ในห้องสมุด ฟ้าใสนั่งหน้ากระดาษขาว บนโต๊ะไม้เก่า ลายมือเล็กเขียนอะไรบางอย่างอย่างเงียบ ๆ เสียงเก้าอี้ถูกดึง ฟ้าใสตกใจ สบกับสายตาของอัสนีที่นั่งลงเยื้องไปอีกมุม
อัสนีเปิดหนังสืออ่านแต่แอบมองฟ้าใสเป็นพัก ๆ มีเสียงสูดหายใจแว่ว ๆ จากอีกคนนึง ฟ้าใสเก็บของ เดินก้มหน้าผ่านโต๊ะอัสนี เธอสะดุดขาตัวเอง หนังสือหล่นเสียงดัง อัสนีรีบลุกขึ้นช่วยเก็บ
“เอ้า ใจเย็น ๆ ไม่เป็นไรใช่ไหม?” อัสนีส่งยิ้ม ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นนิดเดียว เสียงตะกุกตะกัก “ขะ ขอบคุณค่ะ…” ก่อนรีบเดินออกไป อัสนียิ้มขำ ๆ มองตามหลัง
หลังโดนแซวจากเพื่อนว่า “ทำเป็นเท่ใส่สาว” อัสนีกลั้นยิ้มแล้วหันไปตอบเบา ๆ ว่า “เฮ้ย เธอเขินเองป้ะวะ ดูดิ” เพื่อนหัวเราะเสียงดัง ฝ่ายฟ้าใสนอกห้องสมุดยืนหายใจลึก หลังเหตุการณ์นั้นเอง เธอนั่งรถกลับหอพักด้วยความคิดค้างคาในหัวใจว่าคนอย่างเขาคงไม่หันมาสนใจคนเงียบ ๆ อย่างเรา
วันศุกร์ที่ประชุมชมรม อาจารย์ประจำชมรมประกาศรายชื่อกลุ่มทำงานใหม่ ฟ้าใสถูกจับคู่กับอัสนี สายตาเธอเบิกโพลง สะกดกลั้นลมหายใจ แพรวกระซิบเบา ๆ “ไหวป่ะ คนละโลกเลยนะนั่น” ฟ้าใสได้แต่พยักหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ
การนัดทำงานวันแรก ฟ้าใสมาถึงร้านคาเฟ่ก่อนเวลา เธอมองนาฬิกาทุกสองนาที มือสั่นเกร็ง อัสนีมาถึงด้วยรอยยิ้ม ตรงสไตล์เจ้าตัว “ขอโทษทีรถติด แต่อย่าเพิ่งเบื่อเรานะ” ฟ้าใสเงียบไปครู่ ก่อนตอบเสียงแผ่ว “ไม่ค่ะ…ไม่เบื่อ”
การทำงานวันนั้นเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน อัสนีพยายามชวนคุยเรื่องหนังสือ ดนตรี แต่ฟ้าใสตอบสั้น ๆ สายตาไม่ค่อยสบ อัสนีตีหน้ามุ่ยแล้วแกล้งพูด “เรายากขนาดนั้นเลยเหรอ? ดูเหมือนพูดยากนะ” ฟ้าใสหลุดอมยิ้ม “ไม่ใช่ค่ะ…แค่…เราไม่ค่อยเก่งคุยกับคนแปลกหน้า” ความเงียบวาบขึ้นมาชั่วครู่ ก่อนที่อัสนีจะหัวเราะเบา ๆ “ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ ว่าเราก็แอบเกร็งเหมือนกัน”
การพบกันถัดไป เริ่มมีคำถามเล็ก ๆ ถูกแลกเปลี่ยน ฟ้าใสสนใจความชอบเรื่องเพลงของอัสนี แม้จะพูดน้อยแต่แอบจดข้อมูลจากคำพูดเขาด้วยความตั้งใจ ขณะเดียวกัน อัสนีใส่ใจงานของเธอมากขึ้น เขาพยายามชวนเธอดูเวิร์กช็อปดนตรี “ไปฟังมั๊ย? ดนตรีสดที่คณะเราเอง” เธอลังเลแต่ก็พยักหน้า
ระหว่างนั่งฟังเพลง อัสนีหันมองเธอบ่อย ฟ้าใสจับสังเกตได้แต่ทำเฉย เสียงดนตรีเคล้ากับบรรยากาศทำให้ทั้งคู่ผ่อนคลาย ฟ้าใสมองมือกุมแก้วน้ำแน่น อัสนีโน้มตัวมากระซิบ “ถ้าตื่นเต้น…ให้หลับตาดู เชื่อเรา” ฟ้าใสลองทำ ไม่ทันรู้ตัวรอยยิ้มบาง ๆ ก็มุมปากติดอยู่นาน
หลังวันนั้น ฟ้าใสเริ่มเปิดใจคุยกับอัสนีมากขึ้น เธอเล่าเรื่องฝันอยากเป็นนักเขียน อัสนีฟังเงียบ ๆ ก่อนเปรยอย่างซื่อ “น่าจะเขียนเก่งนะ…เราเองก็เคยฝันจะเป็นนักดนตรีใหญ่ แต่กลัวจะเสียใจเหมือน…คนที่เราเคยรู้จัก” เงียบไปชั่ววูบ ฟ้าใสสังเกตได้แต่ไม่ได้ซัก
อัสนีชวนฟ้าใสเดินตลาดนัดกลางคืนระหว่างไปหาข้อมูลงาน ฟ้าใสลังเล ท้ายที่สุดลองก้าวเดินเคียงข้าง เขาซื้อสร้อยลูกปัดราคาไม่แพงให้แล้วพูดติดตลก “ถึงจะไม่เท่ห์แต่ก็เลือกมาให้โดยเฉพาะนะ” ฟ้าใสรับไว้พร้อมยิ้มอาย ๆ
เมื่อใกล้วันส่งงาน แรงกดดันเพิ่มขึ้น คู่ของพวกเขาถกเถียงเกี่ยวกับไอเดียหลักแรงขึ้น อัสนีหัวเสียเรื่องรายละเอียด ฟ้าใสรู้สึกผิด เครียดจนเสียงสั่น “หรือเราจะไม่ทำก็ได้…ถ้ามันลำบากใจ” อัสนีรีบขอโทษ “ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ …เวลาเครียดเราหงุดหงิดง่าย บางทีก็พูดแรงไป” ทั้งสองคนต่างน้ำเสียงอ่อนลงอย่างรู้สึกผิดและสำนึก
เริ่มมีช่วงห่างกันไป ฟ้าใสใช้อีกสองวันเงียบ ๆ ในห้องพัก โดยไม่กล้าทักเขาก่อน อัสนีเองก็ยังรู้สึกผิด ขลุกกับงานดนตรี ไม่ติดต่อ ยิ่งรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายฟ้าใสส่งข้อความไปหา “เราโอเคมั๊ยคะ?” เพียงสั้น ๆ อัสนีอ่านข้อความแล้วถอนหายใจยาวก่อนจะพิมพ์ตอบ “เราโอเค ถ้ายังไม่โกรธกันก็…ออกไปเดินเล่นด้วยกันมั๊ย”
ในวันเดินเล่น ริมบึงน้ำยามเย็น ฟ้าใสลังเลจะพูดบางสิ่ง อัสนีหยุดเดิน หันมามองเต็มตา “เราจะย้ายบ้านหลังเรียนจบปีนี้…ที่บ้านอยากให้ไปดูแลกิจการต่างจังหวัด” เขาเงียบไปครู่ ฟ้าใสฉุกคิดและถามช้า ๆ “แล้วดนตรีล่ะ?” อัสนียิ้มจืด “นั่นสิ…เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกลัวอะไรกันแน่ กลัวทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง หรือกลัวผิดหวังเองกันแน่”
ทั้งคู่เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น ต่างเรียนรู้ด้านลึกของกันและกัน ฟ้าใสเปิดเผยความกลัวการถูกปฏิเสธ อัสนีเริ่มเผยบาดแผลในใจจากอดีต ที่สูญเสียพ่อซึ่งคาดหวังสูง อัสนีมองตาเธอ นิ่งงันไปชั่ววูบ ก่อนเอ่ย “เวลาเราอยู่กับเธอ เรากล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดกับใคร”
ความสัมพันธ์ค่อย ๆ แน่นแฟ้นขึ้น ฟ้าใสเรียนรู้ที่จะตั้งใจฟังและกล้าพูดมากขึ้น ส่วนอัสนีหัดขอโทษและยอมรับว่าความมั่นใจของเขาเป็นเพียงเครื่องปกป้องหัวใจเปราะบาง
จังหวะที่งานกลุ่มใกล้เสร็จ ฟ้าใสเห็นอัสนีกำลังนั่งกดโทรศัพท์เงียบ ๆ คล้ายกำลังร้องไห้ เธอตัดสินใจเดินไปนั่งข้าง ๆ แม้เงียบ ๆ แต่ยื่นทิชชู่ให้ อัสนีค่อย ๆ รับไปพลางบอกเสียงสั่น “บางที…เราน่าจะถามตัวเองจริง ๆ ซะที ว่าเราอยากมีชีวิตแบบไหน” เขาเงยหน้ามองฟ้าใส แววตามีทั้งความลังเลและหวาดกลัว ฟ้าใสพึมพำเบา ๆ “ไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่เจ็บ…แต่ถ้าเลือกตามใจตัวเอง มันอาจจะมีความสุขได้บ้าง”
คืนก่อนงานกลุ่มส่ง ฟ้าใสกลั้นใจโทรหาพ่อแม่ เปิดใจถึงความฝันอยากเป็นนักเขียน แม้ถูกตั้งคำถาม เธอก็ยืนหยัดตอบเสียงสั่น มือสั่นสะท้านเมื่อได้ฟังว่า “บ้านเรายังอยากให้หนูหางานมั่นคงนะ” ฟ้าใสบอกกับตัวเองว่าอย่างน้อย เธอก็กล้าทำในสิ่งที่กลัว
วันที่นำเสนองานคู่ในห้องประชุม อัสนีแสดงดนตรีประกอบ ไมค์ลื่นหล่นมือกลางเวที แต่ฟ้าใสช่วยหยิบขึ้น แล้วส่งต่อให้ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะจากเพื่อน ๆ อัสนีหายใจเข้าออกลึก รวบรวมสติ ก่อนกล่าวต่อหน้าอาจารย์และเพื่อน ๆ อีกครั้งอย่างมั่นใจ งานผ่านไปด้วยดี ได้รับเสียงชมและคำแนะนำอบอุ่น
หลังจบงาน ฟ้าใสกับอัสนีเดินกลับพร้อมกัน อัสนีลังเลจะพูด ก่อนเอ่ยช้า ๆ “เรายังไม่รู้ทางข้างหน้าหรอก…แต่เราขอบคุณที่เธออยู่ข้าง ๆ เสมอ”
ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ “เราดีใจที่ได้เจอกัน…แม้มันจะไม่ได้ง่ายเลยนะ”
วันนั้นต่างแยกย้ายกลับบ้าน อัสนีตัดสินใจขอคุยกับพ่อแม่ เรื่องอยากเรียนต่อด้านดนตรี แม้ครอบครัวจะยังลังเล แต่ก็รับฟังอย่างจริงจัง
ฟ้าใสเริ่มส่งต้นฉบับนิยายเรื่องแรกไปยังสำนักพิมพ์ แม้ไม่รู้ว่าจะมีใครรับหรือเปล่า แต่ก็เลือกจะลงมือ
หลายวันต่อมา อัสนีกับฟ้าใสนัดเจอกันที่คาเฟ่เก่า ต่างคนต่างเล่าเรื่องสิ่งที่เพิ่งกล้าทำ ท่ามกลางแววตาตื่นเต้นและความหวังใหม่ ๆ อัสนีจับมือฟ้าใสไว้เบา ๆ “เรายังไม่กล้าสัญญาอะไร แต่…พร้อมจะเดินไปด้วยกัน ถ้าเธอไม่รำคาญเสียงหัวใจของเรา”
ฟ้าใสยิ้ม ร่องรอยความหวาดกลัวในสายตาลดลง เธอพยักหน้า แต่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ทุกอย่างชัดเจนพอในความเงียบ
แสงแดดเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างคาเฟ่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ แม้ข้างหน้าไม่มีอะไรแน่นอน แต่อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ ทั้งสองคนก็เรียนรู้จะกล้าที่จะรัก และกล้าที่จะเป็นตัวเอง