นกแก้วเปลี่ยนสี
เสียงรองเท้าย่ำดังกังวานบนบันไดไม้เก่าของหอพักศิลา เมธีลากกระเป๋าเดินตามป้ายห้อยหมายเลขห้อง กลิ่นอับกับฝุ่นลอยกรุ่น เมธีมองใบประตูเก่า เสียงขูดกรงเล็บกระจกแว่วขึ้นจากระเบียง มือเย็นเฉียบของเขาวางกับลูกบิด ก่อนจะผลักเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ดาริน นั่งไขว่ห้างอ่านข้อความในสมุดบันทึกเล็ก ๆ เธอปรายตามองเมธีผ่านกรอบแว่น พลางหัวเราะเบา ๆ “มาช้าจังนะ คิดว่าไม่กล้ามาเสียอีก” เมธีฝืนยิ้ม พยายามคุมเสียงให้มั่น “ขอโทษนะ รถติดน่ะ” ก้องชะโงกหน้าจากอีกมุม “ถ้าขอแชร์ปลั๊ก ก็บอกกันตรง ๆ ล่ะ นายไม่ใช่คนแรกที่จะอลักขโมยไฟฟ้าหรอก” เขาวางแล็ปท็อปลง ส่งสายตาหยามเมธีทันที
บีม เด็กหนุ่มร่างผอมสูงในชุดเสื้อยืดเปื้อนสี เปิดผ้าม่านรับลม มองฝนที่ตั้งเค้าจะตกโดยไม่พูดจาอะไร เมธีกลืนน้ำลาย รอยแผลจาง ๆ ที่ข้อมือถูกซ่อนไว้หลังแขนเสื้อ เขารู้สึกถึงบรรยากาศตึง ๆ ของห้อง
คืนนั้น เมธีล้มตัวบนเตียงเก่า ขณะที่เสียงนกประหลาดกรีดร้องดังขึ้นบริเวณหน้าต่าง “ใครเอานกมาเลี้ยงแถวนี้หรือเปล่า” เขาพึมพำ ดารินตอบ “ได้ยินทุกคืน อยู่มาตั้งแต่ปีแรกแล้ว…แต่ไม่มีใครเคยเห็นตัวมันหรอก” การสนทนาหยุดชะงัก ต่างคนต่างจมหายไปในเงาภายในห้อง
เช้าวันต่อมา ก้องถือแก้วกาแฟเดินเร็วผ่านโถง เมธีสะดุดชนกันจนกาแฟหกใส่โต๊ะไม้เก่า ๆ ก้องหน้าตึง “มีสมาธิหน่อยซิ!” เมธีพูดเสียงแผ่ว “ขอโทษจริง ๆ นะ” ก้องถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ดารินนั่งอยู่ริมระเบียง วาดภาพลายเส้นต้นไม้ล้อมรอบนกสีรุ้ง เธอหันไปสบตาเมธีที่เดินผ่าน “ดูสิ ฉันวาดจากเสียงเมื่อคืน” เมธีจ้องภาพเหมือนกำลังสังเกตรายละเอียดบางอย่าง ดารินผงกหัวแล้วก้มลงขีดเส้นต่อ
บีมวางถาดสีแล้วเดินเข้ามานั่งข้างดาริน สายตาเหม่อลอย “นายคิดว่านกตัวนั้นอยากบอกอะไรพวกเราหรือเปล่า” เมธีถอนหายใจ “บางทีเราอาจเป็นแค่คนที่ผ่านไปมาเท่านั้นเอง” บีมเงียบ ไม่ตอบ
คืนถัดมา เสียงนกแก้วดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เมธีลุกขึ้นไปเดินส่องดูนอกหน้าต่าง เงาทะมึนขนาดใหญ่กระพือปีกลอดผ่านหน้าต่างแล้ววูบหายไป เมธีถอยหลังไปติดผนัง หัวใจเต้นแรง ก้องเดินออกมาเห็นเข้า “นายโอเวอร์ไปเองน่า คืนนี้อย่าปิดหน้าต่าง พรุ่งนี้เช้ามันจะหายไปเอง” เมธีมองก้องอย่างไม่ไว้ใจ แต่ยอมนั่งลงข้างเตียง
วันต่อมา มีข่าวว่านิสิตหญิงห้องข้าง ๆ ย้ายออกกระทันหัน เหลือแต่ของใช้วางทิ้งไว้ในห้อง ดารินเดินวนรอบห้องเงียบ ๆ แล้วสะกิดเมธี “เมื่อคืนเธอบ่นว่าเหมือนมีใครมองอยู่ตลอดเวลา” เมธีนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยความคิด
ทุกวันต่อมา เมธีเริ่มฝันเห็นนกสีรุ้งคลานเข้ามาในห้อง แว่วเสียงกระซิบว่า “ช่วยปลดปล่อย” เสียงหัวเราะประหลาดปนสะอื้น เมธีสะดุ้งตื่นเหงื่อชุ่มตัว
ดารินและบีมชวนเมธีให้นั่งคุยกันตรงระเบียง “นายเชื่อเรื่องผีไหม” บีมถาม เมธีนิ่ง “ไม่แน่ใจ…แต่ที่บ้านฉันเคยเจอเรื่องที่อธิบายลำบาก” ดารินก้มหน้ามีรอยยิ้มเศร้า “บางอย่างมันหลอกหลอนคนที่ยังหนีอดีตตัวเอง” บีมหน้าซีด ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
กลางวันหนึ่ง ดารินชวนทั้งสามไปค้นห้องเก็บของใต้บันได พวกเขาพบกล่องเก็บของเก่าขึ้นรา ในกล่องมีสมุดบันทึกปกแข็ง สันหนังเก่าสีจาง จารึกชื่อซูซานไว้ด้านใน
ก้องเปิดอ่าน บันทึกทั้งเล่มพูดถึงความรู้สึกโดดเดี่ยว การถูกเข้าใจผิดในหอพักแห่งนี้ ซูซานบรรยายถึงเสียงนกแก้วที่คอยเตือนเธอให้ระวังบางอย่าง บีมอ่านน้ำเสียงเครือ “นี่…เหมือนเธอขอความช่วยเหลือ” ก้องขมวดคิ้ว “มันก็แค่เรื่องเพ้อของเด็กเก่า จะจริงจังอะไรขนาดนั้น” เมธีตาแดงด้วยอะไรบางอย่างในใจ
คืนนั้นเสียงนกแก้วดังกว่าทุกคืน ประตูหน้าต่างสั่นสะเทือน ในเงามืด นกแก้วสีรุ้งบินถลาลงกลางห้อง มองทุกคนด้วยดวงตาสีทองเปล่งประกาย แต่ไม่มีใครพูดถึง เจตนาเหมือนชวนค้นหาอะไรซักอย่าง เมธีกล้าเดินเข้าหานก “ต้องการอะไร” เสียงเงียบสนิทรอบห้อง นกจิกขาเมธีจนเลือดซึม เขาตัวสั่น
ก้องกระชากเมธีถอย “อย่ายุ่งกับมัน!” บีมพูดเสียงเบา “มันไม่ใช่นกธรรมดา…” ดารินขยับเข้ามาหยิบสมุดซูซาน สะท้อนเงานกสีรุ้งในหน้ากระจกแตก เมธีหมุนตัวคว้าสมุด เอ่ยเสียงแผ่ว “ขอโทษ…ถ้าฉันทำอะไรผิดไป…” เสียงนกเงียบวูบ ทุกอย่างตกเข้าสู่ความสงัด
รุ่งเช้า ดารินพบว่าข้อความในสมุดเพิ่มขึ้น เป็นลายมือใหม่ เขียนว่า “ขอบใจที่ปล่อยฉันเป็นอิสระ” สี่คนสบตากันอย่างหวาดระแวง เมธีหมุนอ่านแต่ละหน้า “หรือว่า…ใจคนเองที่ต้องปลดปล่อย” ก้องนิ่งเงียบ ก่อนเดินหนีออกนอกห้อง แววตาเจ็บปวดสะท้อนอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครรู้
เวลาในหอพักดำเนินต่อ บรรยากาศเคร่งขรึมปรี่เข้าแทนความสนุกคึกคัก กลุ่มเพื่อนเริ่มห่างเหิน ต่างคนต่างซึมลง ดารินถามบีม “นายโอเคไหม” บีมพยักหน้าช้า ๆ “ฉัน…กลัวจะถูกทอดทิ้ง แต่ก็อยากเป็นตัวเอง” ดารินลูบหลังเขา เมธีเหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่ก็เก็บไว้
เย็นวันหนึ่ง เมธีรวบรวมความกล้า เผยมือตัวเองให้ดารินเห็นแผลจาง ๆ “ฉันเคยคิดสั้น…แต่รอดมาได้ เพราะเสียงนกในความฝัน ฉันกลัวอดีต กลัวจะทำคนผิดหวังอีก…” ดารินจับมือเขาแน่น “ไม่มีใครในนี้ไม่เจ็บหรอก เราก็แกว่งสีไปตามแสงเหมือนนกแก้ว”
ใกล้สิ้นเดือน หอพักสั่นสะเทือนกลางดึก ไฟดับลง เสียงนกแก้วดังโหยหวน เมธีกอดอก ก้องวิ่งไปหาห้องไฟฟ้า พบสายไฟถูกกัดขาด บีมกลัวจนร้องไห้ ดารินวิ่งเข้าไปกอดบีม ก้องตะโกน “นายสองคนกลับห้องไป เดี๋ยวฉันจัดการเอง!” แต่ดารินไม่ยอม “พวกเราคนเดียวสู้ไม่ได้” ในความมืด แสงส่องจากระเบียง เงานกสีรุ้งโฉบผ่าน
เสียงสมุดซูซานหล่นพื้น ดารินหยิบมาถือ เมธีคว้าแขนก้อง “นายไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใครหรอก” ก้องสะบัดออก “นายจะรู้อะไร ความผิดพลาดนายแค่อดีตฉันมันทั้งชีวิต!” ก้องร้องไห้ในความมืด แสงกรงเล็บนกฉายบนหน้าต่าง
สุดท้ายในคืนปั่นป่วน ทุกคนรวมตัวกลางห้อง เมธีตั้งสติ เดินออกไประเบียง เชิญนกแก้วเข้ามา “นายจะเอาอะไรไปก็ตามใจ แต่มิตรภาพกับความเจ็บของฉัน ฉันขอเก็บไว้เอง” นกสีรุ้งค่อย ๆ บินเข้าใกล้ สายตานุ่มลึก ก่อนสยายปีกเป็นแสงหายวับ
รุ่งสาง กลุ่มกลับมายังห้องเงียบ ๆ หอพักดูสงบลง ก้องเดินเข้ามานั่งข้างเมธี “ขอโทษ…ฉันกลัวจะไม่ดีพอเหมือนกัน” บีมก้มหน้า “เรา…จะพยายามเป็นตัวเองให้ได้” ดารินยิ้ม น้ำตาคลอ
วันปิดเทอม หอพักยังคงเงียบสงัด เสียงนกแก้วไม่มีอีกแล้ว แต่ความรู้สึกหนัก ๆ ในใจทุกคนกลับเบาลง เมธียืนริมระเบียง เงาสะท้อนเขาเองในกระจกใหม่ กล้าสบตากับตัวเองเป็นครั้งแรก เขาค่อย ๆ ยิ้ม ดารินวางมือบนไหล่ บีมและก้องหัวเราะเบา ๆ ตะโกนบอกลาห้องพักพร้อมกัน
เสียงนกสีรุ้งคล้ายสายลมหวิวเบาในความทรงจำ ทั้งสี่คนหันมายิ้มให้กัน พลันแสงแดดยามเช้าทะลุกระจก เปลี่ยนสีหอเก่าให้เป็นปีกนกแก้ว สดใส ซ้อนทับภายในใจทุกคนไม่จางหาย