คืนหนึ่งที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงแปรงขูดไปบนผืนผ้าใบ ผสมเสียงหัวเราะเบาๆ ของกลุ่มนิสิตห้าคนในสตูดิโอศิลปะกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ทั้งเก่าและแสนจริงจัง ยามเย็นของวันศุกร์ปลายฤดูร้อน ความร้อนระอุหลบซ่อนอยู่ใต้เพดานสูงขณะที่แสงสีส้มจากโคมไฟเก่ากระพริบเล็กน้อยเหนือหัวทุกคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ผืนนี้ถ้าไม่เสร็จ tonight นะ ฉันไม่รู้ละ” มะลิ ถอนหายใจพลางยิ้มเผล่ ทาแป้งเปื้อนจมูกขาวจางๆ เธอขยับแว่นตากลมบนใบหน้ารูปไข่ พลางเหล่มองภาพวาดเพื่อนข้าง ๆ
“ใจเย็นๆ ดิมะลิ ดึกๆ แบบนี้ inspiration อาจจะมาเอง” เเสง แกล้งถอนหายใจเสียงดัง เขายกมือปาดสีจากแก้มเพื่อนพลางขยี้หัวมะลิจนยุ่ง มะลิหัวเราะพลางเบือนหน้าหนี
“ก็กลัวไม่ทันนิทรรศการอาจารย์แก้วอ่ะ” ส้มโอสูงโปร่งพูดเสียงเบาถึงงานใหญ่ หล่อนเอื้อมหยิบสมุดร่างลายเส้น ยิ้มจาง ๆ ดวงตาเศร้าลึกจนเหมือนมีอะไรในใจ แต่ไม่มีใครกล้าถาม
“ฉันว่าทุกคนควรพักก่อนนะ” นัท ผู้ชายร่างเล็กพูดเสียงแผ่ว นัทชอบเงียบนั่งคนเดียวมากกว่าเข้ากลุ่ม แต่คืนนี้เขาก็หัวเราะกับเพื่อนมากกว่าปกติ
“จะพักได้ยังไงล่ะ งานนี้ถ้าพลาด ฉันคงไม่มีหน้าอยู่ในวงการศิลปะอีก” เมษา ลุกพลางขยับกระโปรงสีกากี เธอเป็นประธานชมรม ขยัน จริงจัง และกลัวผิดพลาดสุดหัวใจ
จู่ ๆ เสียงประตูเหล็กด้านหน้าก็ส่งเสียงดังเหมือนมีคนเปิด คนทั้งห้าสะดุ้ง เหลียวมองหน้ากันอย่างตกใจ มีแค่เสียงโชยลมผ่านกับเงาบางอย่างลอดช่องกระจก
“เฮ้ย ใครวะ!” เเสงตะโกนใส่เงานั้น ไม่มีเสียงตอบกลับ ประตูยังคงปิดเหมือนเดิม
ทุกคนหันไปสบตา เมษาพยายามกลบความกลัว “ช่างมันเถอะ รปภ. หรือเปล่า เดี๋ยวฉันไปดูเอง” เธอหยิบไฟฉายแล้วก้าวออกไป ทุกคนลังเลแต่อดไม่ได้ต้องเดินตาม เงายาวฉายสะท้อนอยู่บนผนังแตกลาย สายตาทุกคู่จ้องประตู—แต่ละก้าวเหมือนหนักขึ้นทุกที
เมื่อผลักประตูออก สำรวจไร้ร่องรอยคนแปลกหน้า มีแต่ความเงียบและกลิ่นอับปนสีน้ำมัน มะลิลูบแขนตัวเอง เสียงส้มโอเอ่ยเบา “ที่นี่…เคยมีเรื่องไม่ดีใช่ไหม”
เเสงกลืนน้ำลาย “อย่าพูดแบบนี้ดิ”
“มันก็แค่ที่เก่าหน่อยน่า อย่าเพิ่งจินตนาการกันไปเอง” เมษา พยายามปลอบ แต่เสียงเธอแผ่วลงอย่างชัดเจน
ทั้งห้าเดินกลับเข้าไปในห้อง สลับกับสายตาลอบมองหน้าต่าง มะลิมองเมษา “แก… ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวถ้าเสร็จงานพวกเราก็จะได้จบสักที”
เมษาหัวเราะแห้ง เอื้อมมือขยับผ้าใบของตัวเอง แต่จู่ๆ ไฟในห้องก็กระพริบดับ ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยความมืดที่เจือความเงียบแบบประหลาด
เสียงเท้ากระทบพื้นดังขึ้นใกล้ๆ เหมือนมีใครเดินเข้าใกล้ พอไฟกลับมาเปิด—ส้มโอกลับไม่อยู่ตรงนั้น ทุกคนหันมองหากันจ้าละหวั่น ชื่อส้มโอถูกเรียกกว่าเจ็ดครั้งในห้องแคบๆ ไม่มีเสียงขานรับกลับมา
“เธอไปไหน!” เมษา ถามพลางหันหาเเสง เเสงใจเสียแต่พยายามปลอบ “บางทีคงออกไปโทรศัพท์ข้างนอกมั้ง เดี๋ยวก็กลับมา”
“ไม่จริง…ส้มโอไม่กล้าเดินออกไปคนเดียวหรอก” นัทมองหน้าเพื่อนอย่างกังวล
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า ไม่มีเสียงใดนอกจากลมที่ลอดช่องหน้าต่างและเสียงหัวใจเต้น อยู่ ๆ รูปวาดของส้มโอก็หล่นจากชั้นวาง แตกกระจาย ทิ้งรอยเลือดสีแดงจาง ๆ เป็นเส้นลากลงพื้น ทุกคนหน้าซีด มือจับแขนกันแน่น
เมษาคว้าไฟฉายก้าวออกไปก่อนใคร ลมหายใจสะดุด นัทขอเดินตาม เงาและแสงกระพริบสลับกันชวนให้ตื่นกลัว มะลิกระซิบเสียงสั่น “ฉันยังอยากกลับบ้านอยู่เลยนะ…”
เสียงประหลาดแทรกเข้ามาในความเงียบ เสียงเหมือนใครกระซิบข้างหู และอากาศเย็นวูบผ่าน เเสงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เดินหนี
“เราต้องหาส้มโอให้เจอ” เมษาตัดสินใจแน่วแน่ กลางเวิ้งห้องที่ภาพเขียนประดับฝาผนังอยู่เต็ม เธอสำรวจทุกมุม เงาในกระจกสะท้อนเป็นรูปร่างของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดขาวคล้ายในอดีต ทุกคนหยุดชะงัก
ขณะที่พวกเขาหันกลับ เสียงประตูที่ควรจะล็อกแน่นกลับเปิดออกเอง กระดาษแผ่นเก่า ๆ หล่นลงมาจากชั้นบนสุดของตู้เก็บของ
“อะไรเนี่ย…” นัทหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมา ถัดมาเสียงเมษาพูดแผ่ว “มันมีข้อความ…เขียนด้วยลายมือเด็ก…”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บนกระดาษเขียนว่า “อย่าเชื่อในทุกสิ่งที่เห็น คืนนี้พวกเธอจะได้รู้ความจริง”
ทุกคนหน้าซีดลง ต่างตัดสินใจแยกย้ายไปค้นหาส้มโอในแต่ละห้อง เมษากับมะลิไปสำรวจห้องเก็บอุปกรณ์ เเสงกับนัทไปที่ชั้นใต้ดินอับชื้น
ในห้องเก็บของ เมษาเห็นภาพวาดเด็กหญิงยืนอยู่ข้างหน้าต่างมืดมิด รูปนั้นมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด มะลิถามเบา ๆ “จำได้ไหมว่าใครเป็นคนวาด” เมษาลูบคาง พลางนึกถึงอดีตที่เธอไม่กล้าพูดถึง
ตัดภาพไปที่ชั้นใต้ดิน เเสงใช้ไฟฉายส่องไปตามผนังดิบ เงาวูบไหวผ่านสายตา แล้วเขาเห็นรอยเลือดลากไปจนถึงมุมลึก นัทกลืนน้ำลาย มือสั่น “อย่าเข้าไปเลยมั้ง…”
เสียงกรีดร้องแหลม ๆ ดังขึ้น ทุกคนพุ่งตัวกลับไปที่ห้องโถง ส้มโอนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกำแพง ผมกระเซิง หน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ทุกคนต่างตะลึงและโล่งใจในเวลาเดียวกัน
“เธอหายไปไหนมา!” มะลิโผเข้ากอด ส้มโอหน้าตาซีดขาว เอ่ยเสียงสั่น “มีอะไรบางอย่าง…จับแขนฉันไว้ ฉัน…ฉันเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้น”
“ไม่มีเด็กในนี้ มีแค่พวกเรา” เเสงพยายามพูดเสียงแข็ง แต่ประตูหน้ากลับล็อกแน่น ท่ามกลางความตระหนก เสียงก้าวเดินสายยาวดังขึ้นในเงามืด
พวกเขาพยายามทุบประตูแต่ไม่ขยับ มะลิน้ำตาซึม “มันจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา…”
เวลาผ่านไปทีละนาที อากาศข้างในเย็นวูบอย่างผิดปกติ เมษาเริ่มมั่นใจว่ามันมีบางอย่างในตึกนี้ที่ยังไม่จบสิ้น
ท่ามกลางความมืด ทั้งห้าคนล้อมวงกลางห้อง แต่ละคนเผยความกลัวผ่านดวงตาและเสียงหอบเหนื่อย เสียงหัวใจเต้นประสานเป็นจังหวะเดียวกัน เหมือนรอการตัดสินจากอดีตที่ยังหลอกหลอน
นัทพูดเสียงแผ่ว “ถ้ามีคำสาปจริง…เราทำอะไรผิดในอดีตรึเปล่า”
เมษากำมือแน่น ความคิดหวาดกลัวกับสิ่งที่เคยทำผิดในอดีตผุดขึ้นมา ทุกคนเงียบ นอกจากเสียงลมหายใจและเข็มนาฬิกาเคลื่อนไหวช้า ๆ
จากกลุ่มที่เคยหัวเราะสนุกสนาน บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจต่อกัน คนบางคนเริ่มเหล่มองกันเอง หวาดระแวงว่าใครเป็นต้นเหตุของสิ่งประหลาดนี้
“หรือใครในนี้ทำอะไรกับตึกนี้ไว้กันแน่…” เเสงเอ่ยเสียงเบา
เมษาหันไปสบตาเพื่อนทีละคน ยอมรับว่าเธอเองเคยปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตเมื่อยังเป็นนิสิตปีหนึ่ง เธอลั่นเสียงสะอื้นเล็ก ๆ “ถ้ามันเป็นเพราะฉัน…ขอโทษจริง ๆ…” ทุกคนนิ่งงัน
แต่แล้วเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากมุมห้อง เสียงของเด็กผู้หญิงในชุดขาว ท่ามกลางแสงไฟอ่อนจาง ผนังห้องค่อย ๆ เผยให้เห็นภาพวาดลายเด็ก ๆ กำลังเล่นกันอยู่ในสวน
ส้มโอเหมือนจะจำบางอย่างได้ เธอเดินไปลูบภาพวาดนั้น มือของเธอสัมผัสคล้ายความอบอุ่นผ่านผนัง เย็นวาบจากปลายนิ้ว ทุกคนมองตามเงียบ ๆ
“เขาไม่ได้จ้องจะทำร้ายเรา…เขาอยากให้เรายอมรับ เผชิญหน้าความจริง” ส้มโอพูดพลางน้ำตาไหล
นัทสูดลมหายใจ เขาเล่าออกมาว่าครั้งหนึ่งสมัยเด็ก เขาทำผิดกับเพื่อนในชั้นเรียน ไม่เคยกล้ายอมรับจนทุกวันนี้ ครั้งแรกที่นัทเปิดใจ พวกเขาทุกคนต่างถ่ายทอดบาดแผลในอดีตของตัวเอง
เมษาน้ำตาอาบแก้ม เงาของเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินออกมาจากภาพวาด กล่าวเบา ๆ “พวกพี่รับความจริงได้แล้ว…ทุกอย่างจะจบ”
เมื่อทุกคนยอมรับ เงานั้นค่อย ๆ จางหาย ประตูค่อย ๆ เปิดเอง ลมเย็นพัดผ่านห้อง สะกดความเงียบ ความกลัวเปลี่ยนเป็นความสงบ
ทั้งห้ายืนอยู่กลางสตูดิโอ หัวใจอ่อนแรงแต่รู้สึกในอกเหมือนถูกปลดปล่อย เมษาหันไปมองเพื่อนทีละคน และตั้งสติ “พรุ่งนี้…เราจะเริ่มต้นใหม่ จะไม่เอาความผิดของตัวเองไปซ่อนในเงาอีกแล้ว”
ส้มโออมยิ้ม ลูบรอยน้ำตาบนแก้มมะลิ เเสงจับมือเพื่อนแน่นกว่าที่เคย นัทเงยหน้าสบตา ท่ามกลางแสงเช้าจากกระจกสูงที่เพิ่งเผยตัว
รอยเปื้อนเลือดบนผืนผ้าใบหายไป ภาพวาดสะอาดสดใส เหมือนรอการเริ่มต้นนิยายใหม่ในชีวิตเด็กหนุ่ม-สาวกลุ่มนี้อีกครั้ง