พายุกลางคฤหาสน์ริมทะเล
เสียงคลื่นกระแทกโขดหินดังสาดซัดเข้าหูทันทีที่ประตูหน้าเปิดออก ใบหน้าของจิม อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าเผชิญกับลมแรงซึ่งตีกันกับคลื่นในค่ำคืนมืดสนิท คฤหาสน์ริมทะเลในอำเภอชายฝั่งเปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยวราวถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แสงไฟนวลในห้องโถงสว่างอยู่ลิบๆ แต่แทนความอบอุ่น กลับรู้สึกเย็นเยียบแปลกประหลาด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จิมเดินนำเพื่อนอีกสามคนเข้าไป ทุกคนหยุดนิ่งเมื่อเห็นโต๊ะทานข้าวที่วางรูปในกรอบไม้ของณัชชา เพื่อนรักที่หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย ดวงตาของแก๊ปที่เดินตามมาข้างหลังดูวูบไหว ลมหายใจแผ่ว พิม หญิงสาวผู้มักเก็บความในใจได้ดีที่สุด เสมองเพดานขณะพูดเสียงเบา “จิม เราจะเจอจริงเหรอ…”
จิมหันกลับมามองพิม ไม่มีถ้อยคำปลอบโยน แค่เดินต่อไป หัวใจหนักอึ้ง คำถามของพิมก้าวข้ามหัวใจ เขาเองก็ไม่แน่ใจ แม้ภายนอกจะแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง
คืนเย็นจัด สายฟ้าแลบวาบ ฉายเงาแปลกตาไปทั่วเฉลียง ม่อน เพื่อนสายขี้เล่นของกลุ่มเป็นคนเดียวที่ทำลายความตึงเครียด “นี่ ใครกล้าขึ้นไปห้องณัชชาก่อนอ่ะ วัดใจดิ!” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย ใครก็เห็น แม้เขาจะพยายามปกปิด ทันใดนั้นเสียงกุกกักดังขึ้นเหนือหัว ทั้งกลุ่มหันมองกันด้วยสายตาตื่นตกใจ
กลุ่มสี่คนเข้าประชิดกันใต้บันได จิมชูไฟฉายโทรศัพท์ขึ้นส่อง โคมไฟระย้าเหนือศีรษะสั่นเบา ๆ แก๊ปกลืนน้ำลาย เสียงพายุยังถาโถมจากด้านนอกหนาแน่น “ณัชชา?” แก๊ปพึมพำเบา ๆ
ความเงียบคล้ายมีตัวตน พิมขยับตัวเข้าไปหาแก๊ป แล้วเสียงโทรศัพท์ของจิมก็ดังขึ้นเรียบง่าย กลายเป็นศูนย์กลางของทั้งกลุ่ม หน้าจอขึ้นว่า ‘เบอร์แปลก’ จิมสบตาพิม เงียบ ทุกอย่างหยุดนิ่งเหมือนเวลาแข็งค้าง จิมตัดสินใจกดรับ
เสียงฟ้าที่ปลายสายแหบพร่า ฟังไม่ออก แต่คล้ายเสียงผู้หญิง ทุกอย่างตัดจบเร็วเหมือนถูกปลดปล่อย อึดใจนั้นพิมกระซิบ “ต้องใช้ทางลับณัชชา มันอยู่ใต้พื้นกระเบื้องตรงห้องรับแขก…”
จิมแทบไม่เชื่อหู “เธอรู้ได้ไง?” พิมไม่ตอบ แค่เบนสายตาหลีกเลี่ยงความจริง ม่อนเข้าไปหยิบค้อนออกมาส่งให้จิม “เอ้า ถ้าเอาจริง… ก็ลองเลย” ม่อนพูดแกมหัวเราะฝืด ๆ
จิมค่อย ๆ งัดกระเบื้อง ตรงมุมห้องรับแขก มือสั่นเล็กน้อย ใต้พื้นมีช่องไม้เล็ก ๆ เมื่อเขายกขึ้นพบบันไดแคบ ๆ ลงไปสู่ห้องใต้ดิน กลิ่นอับโชยทันที “แก๊ป นายลงก่อน” ม่อนพูดดักหน้า ทำทีเข้มแข็งแต่มือสั่น
แก๊ปถอนหายใจ “ไรวะ กูกลัวผีมากกก” ตัวสั่นแต่กลั้นใจลงเป็นคนแรก เพื่อนแต่ละคนตามลงไป ช่องบันไดมืด กลิ่นฝุ่นอับแสบจมูก เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้สกปรกดังก้อง
ห้องใต้ดินไม่มีอะไรนอกจากลังกระดาษและโต๊ะไม้เก่า ในที่สุดแก๊ปก็เจอสมุดปกหนังเก่าสีกระดำ จิมหยิบขึ้นมาเปิดดู หน้าแรกมีข้อความจากณัชชาเขียนด้วยลายมือหวัดว่า ‘ถ้าพวกนายเห็นเล่มนี้ แปลว่าฉันหาทางรอดไม่ได้’
ม่อนเบิกตากว้าง “เล่นอะไรของณัชชาเนี่ย…” กลุ่มเงียบกริบ เสียงลมหายใจพร่า พิมจำใจเอ่ย “ณัชชาไม่ได้เล่น เธอทิ้งอะไรไว้แน่” เสียงพิมเบาติ่งน้ำตาไหลยังไม่รู้ตัว
จิมอ่านต่อไป บันทึกเต็มไปด้วยร่องรอยความกลัว ความระแวง มีบางหน้าขีดข่วนอักษรซ้อนกันว่า ‘อย่าไว้ใจใคร’ ด้วยลายมือสั่นพิลึก พิมมองจิมสบตานาน แล้วพูดหัวเราะเบากดดัน “นาย… อย่าอ่านตรงนั้นต่อเลย”
แต่จิมไม่ฟัง เขาเปิดหน้าต่อ ข้อความสุดท้ายเขียนว่า ‘ใครบางคนในกลุ่มนี้โกหก’ ห้องใต้ดินมืดสนิทราวอากาศหยุดไหล เสียงพายุข้างนอกแว่วเบาลงราวให้ความสนใจพวกเขาโดยเฉพาะ
ทุกคนหยุดหายใจชั่วขณะ ม่อนพูดลอยๆ ราวแก้เขิน “มีใครกลัวแล้วเงียบมั่งวะ… ขอให้เป็นผีณัชชาก็ยังดี ขอแค่ไม่ใช่ไอ้พวกโกหกกันเอง” แก๊ปเงียบกริบ พิมสายตานิ่ง
จิมวางสมุดปิดลง “มันต้องมีอะไรอีก” เสียงเขาสะท้อนความลังเลกับกลัว กลุ่มรีบออกจากใต้ดิน กลับสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ อากาศในบ้านอึดอัด
ไฟในห้องโถงกระพริบ พายุข้างนอกยังโหมจัด แก๊ปเดินแยกไปที่หน้าต่าง เท้าสะดุดกับวัตถุบางอย่าง ใต้ผ้าเก่า ๆ มีกรงนกขนาดใหญ่ขังไว้ด้วยกุญแจสนิมเขรอะ ข้างในมีโพยจดหมายฉบับเล็ก ๆ ติดชื่อ ‘จิม’
จิมรับมันมาเปิดอ่านทันที จดหมายนั้นเป็นลายมือณัชชา เล่าเหตุการณ์คืนเธอหาย เธอเขียนว่า “ฉันได้ยินเสียงแปลก ๆ จากห้องใต้บันได เหมือนใครสักคนคอยจับตาดูอยู่ตลอด ทุกอย่างในบ้านนี้ไม่ปลอดภัย”
ม่อนเริ่มหน้าเสีย “ถ้าฉันอ่านต่อ ฉันจะกล้าวิ่งออกนอกบ้านท่ามกลางพายุมั้ย”
พิมส่ายหน้าเอามือปิดปาก “นี่มันเกินกว่าข้อพิสูจน์ไอ้ณัชชาเล่นตลกแล้ว…”
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ท่ามกลางพายุลม ฝีเท้าที่หนักแน่นก้าวขึ้นเฉลียง ทุกคนหยุดชะงัก ลมหายใจกลั้นคา นาทีนั้นโทนสีโลกทั้งใบดูจางลง
ใครคนหนึ่งตะโกนออกมา “อย่าพึ่งเปิด!” สายลมโหยหวนมากระแทกหน้าต่าง ใบหน้าจิมตึงเครียด แก๊ปมือสั่นเผลอกอดตัวเอง
ม่อนค่อย ๆ ย่องไปชะโงกดูหลังผ้าม่าน จู่ ๆ เงาคนปรากฏบนกระจกข้างประตู เพียงชั่ววินาทีที่สายฟ้าฟาด ท่ามกลางเสียงประตูเคาะถี่รุนแรง จิมสูดลมหายใจเปิดประตูออก ด้วยใจสั่นสะท้าน
ตรงหน้าคือหญิงสาวเปียกปอนตัวสั่น หลับตาแน่น เสียงร้องไห้สะอื้น พิมเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกอด “ณัชชา!” แต่ท่าทีเธอแตกต่างจากณัชชาที่ทุกคนจำได้ เธอไม่มองหน้าใคร นิ่งงัน ริมฝีปากสั่นพูดคำเดิมซ้ำ ๆ “เขากำลังมา เขากำลังมา…”
ม่อนกระโจนเข้าหลังกลุ่ม “นี่มันหนังผีไปแล้วเหรอวะ…” แต่เสียงหัวเราะฝืนหายไปกลางคอ พิมจับไหล่ณัชชาเขย่าเบา ๆ ใบหน้าเคร่งเครียด “ใคร… ใครกำลังมา ณัชชา!”
ณัชชาสะบัดไหล่หลุด พูดเสียงต่ำ ๆ “ใครบางคนในนี้ไม่ใช่คนเดิม” ดวงตาเธอว่างเปล่า ทันใด เสียงกระจกแตกร้าวมากลางห้องรับแขก ทุกคนหันขวับ เห็นเงาดำรูปร่างประหลาดต่ำทะมึนเคลื่อนช้า ๆ จากด้านใน เงานั้นค่อย ๆ ขยาย สายไฟกระพริบปริบ ๆ บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด
จิมขยับก้าวถอยหลัง แก๊ปหลับตาแน่น จนม่อนตะโกนลั่น “ออกไป! ไม่ว่ามึงคือใคร!” เงามืดกลืนกินแสงรอบบ้าน ณัชชากรีดร้องหายใจไม่ทัน จิมตัดสินใจคว้าถือสมุดบันทึกใหม่ไว้แน่น
พิมกระซิบเสียงสั่น “จิม นายต้องเลือก ระหว่างเชื่อณัชชาหรือเชื่อนายน่ะ” สายตาเต็มไปด้วยรอยแผลในอดีต กำแพงความไว้ใจระหว่างเพื่อนถูกกระชากออกทีละชั้น
ม่อนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “นายก็ช่วยพูดหน่อยดิ จิม เราทิ้งกันไม่ได้!” จิมนิ่งไป ทำอะไรไม่ถูก จนผลักตัวเองแทรกกลางวงด้วยอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่
ณัชชาทรุดลงพื้น พิมนั่งข้าง ๆ ร่ำไห้เบา ๆ เสียงลมหายใจดังอยู่ในห้องใหญ่ ม่อนพึมพำ “ถ้ายอมรับ มันจะจบมั้ย…”
จิมเลือกเดินไปหาเงานั้น ยื่นสมุดไปข้างหน้า พึมพำ “ถ้านี่คือความผิด ฉันจะรับผิด” เงาดำหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เลือนหายทิ้งความเย็นเฉียบไว้ล้อมตัวทุกคน บ้านทั้งหลังพลันกลับสู่ความสงบชั่ววูบ เสียงทะเลกลับมาอีกครั้ง
ณัชชาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น หายใจลึกแล้วมองเพื่อนทั้งสามคน เสียงตะวันเช้าลอดผ่านม่านหน้าต่าง เงาเย็นของค่ำคืนหายไป พิมพูดเสียงเบาในความเงียบ “เราจะเชื่อใครได้อีกเหรอ”
จิมถอนหายใจ มือสั่นยกบันทึกคืนให้ณัชชา เธอดึงมันออกไป น้ำตาไหลอาบแก้ม “เราแค่กลัว กลัวจะเสียกันไปมากกว่าเดิม”
ม่อนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป โผเข้ากอดทุกคนเป็นกลุ่ม “ถึงจะกลัว แต่ขอให้วันนี้ยังได้กอดก็พอ…”
พวกเขานั่งอยู่หน้าหน้ากันในห้องโถงที่แสงเช้าเริ่มสาดส่อง ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยรอยแผลและกำแพงแห่งความหวาดกลัว ความไว้ใจแตกร้าวและซ่อมแซมในคืนเดียว จิมพูดในที่สุด “เราจะเริ่มใหม่ ตั้งแต่ตรงนี้เลย”
สายลมเช้ากรุ่นเหนือมหาสมุทร คฤหาสน์กลายเป็นหลังพยานเงียบต่อการให้อภัยอันยากจะลืม เสียงหัวใจที่เปราะบางกลับเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง สะท้อนกับแสงสว่างใหม่ในทุกสายตา