กระจกเงา… บ้านหลังเก่า
สายฝนโปรยปรายลงบนหลังคาบ้านไม้เก่าแก่หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมป่าในอำเภอเล็ก ๆ ที่ห่างไกลแสงสีเมืองใหญ่ แก้วตา เหลียวมองประตูรั้วเหล็กสนิมจับแน่นอีกครั้งก่อนก้าวลงจากรถ เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก เธอฝืนใจมาเยือนบ้านหลังนี้หลังแม่เสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงจดหมายสั้น ๆ ที่กำชับว่าต้องมาดูแลบ้านให้ดี “อย่าให้กระจกแตกเป็นอันขาด” ข้อความไร้เหตุผลวนเวียนอยู่ในหัวเธอตั้งแต่ได้รับจดหมายนั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงล้อกระเป๋าเดินทางกึกกักบนพื้นไม้ดังสะท้อนในโถงบ้านว่างเปล่า กลิ่นอับชื้น ผสมกลิ่นน้ำมันยาทาไม้เก่าทำเอาแก้วตานึกขยะแขยง เธอสอดสายตาสำรวจรอบตัว เฟอร์นิเจอร์โบราณ ตั้งเรียงราย มีฝุ่นจับหนา แต่ที่สะดุดตาสุดคือกระจกเงาบานมหึมาในห้องรับแขก กรอบไม้งามแกะสลักลวดลายเหมือนมีแววตาคู่หนึ่งจ้องมองเธอจากมุมมืด เหมือนเธอเห็นเงาขาววูบหนึ่งแทรกอยู่ในกรอบกระจก…
แก้วตาหยุดยืนจ้องกระจกนาน หัวใจเต้นแรงขึ้น เธอขยับตัวถอยห่าง พลันจู่ ๆ กระเป๋าเดินทางล้มลง เสียงดังสนั่นจนเธอตกใจสะดุ้ง ที่จับกระเป๋าหัก เธอถอนหายใจยาว ตำหนิตัวเองว่าอ่อนไหวไป กระจกบานนั้นสะท้อนเพียงเงาเธอ ไม่มีใครอื่น
เสียงรถยนต์คันเล็กแล่นมาจอดหน้าบ้าน ป่าน เพื่อนสนิทกับก้อง แฟนหนุ่มของเธอ เดินลงมา ทั้งสองถือถุงข้าวของมากมาย ก้องมองบ้านอย่างระแวดระวัง “บ้านนี้ดู…แปลก ๆ เนอะ”
ป่านหัวเราะกลบเกลื่อน “กลัวผีเหรอ? ฉันว่าแค่อับเฉย ๆ”
แก้วตาพยายามแย้มยิ้ม “ขอบใจนะที่มาช่วย คืนนี้น่าจะเหนื่อยหน่อย”
ท้องฟ้ายามค่ำคืนปกคลุมบรรยากาศด้วยความเงียบเชียบ เสียงแมลงกลางคืนดังระงม ป่านเดินสำรวจรอบบ้าน ส่วนก้องช่วยแก้วตาจัดของในห้องครัว
“แม่เธอไม่เคยพูดถึงบ้านนี้เลยเหรอ” ก้องเอ่ยเสียงเบา ขณะยกข้าวของขึ้นวางบนโต๊ะ
“ไม่เคยเลย… ฉันเองก็จำอะไรไม่ค่อยได้” แก้วตานิ่ง เธอรู้เพียงว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นของตระกูล แต่มีบางอย่างขาดหายไปในความทรงจำ
ป่านเดินกลับมา ชะเง้อมองกระจกบานใหญ่ “กระจกนี่สวยดีแต่…เหมือนมีรอยมือเต็มไปหมด”
ก้องขยับเข้าไปใกล้ หรี่ตามอง “มันสะท้อนประหลาด ๆ เหมือนมีเงาคนยืนอยู่ข้างหลัง…”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน เงาในกระจกบิดเบี้ยวเล็กน้อยราวกับคลื่นน้ำก่อนกลับมาเป็นปกติ ทุกคนยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก้องหัวเราะแห้ง ๆ “สงสัยเหนื่อยจัด มองอะไรก็หลอน”
แก้วตาเบือนหน้าหนี พยายามไล่ความรู้สึกไม่สบายใจออกไป เธอบอกตัวเองว่าเป็นแค่ภาพหลอน
คืนนั้นฝนยังตกไม่หยุด แก้วตานอนพลิกไปพลิกมาในห้องนอนเก่า เสียงหยดน้ำดังติ๋ง ๆ จากหลังคารั่ว เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปในความมืด เห็นเพียงป่าสนชื้นและเงาของบ้านตัวเองในกระจกหน้าต่าง
เสียงฝีเท้าดังแผ่ว ๆ จากทางเดิน เธอขนลุก รีบเดินกลับไปที่เตียง ป่านเพิ่งเดินเข้ามา “ยังไม่นอนเหรอ?”
“นอนไม่หลับ” แก้วตาตอบเบา ๆ
ป่านหยิบโทรศัพท์มานั่งข้าง ๆ “ฉันก็เหมือนกัน… ฝันว่ามีใครมานั่งข้างเตียง”
“บ้านนี้มัน…แปลกจริง ๆ” แก้วตาพึมพำ
“เราจะอยู่แค่คืนเดียวใช่ไหม?” ป่านถามเสียงกลัว ๆ
“แค่คืนเดียว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะจัดการทุกอย่างให้เสร็จ”
เสียงลมหายใจทั้งสองสาวผสมเสียงฝน เงียบงันก่อนป่านล้มตัวลงนอนข้างๆ เงียบอยู่นาน ก่อนป่านจะเอ่ยขึ้น “แก้ว… เธอคิดถึงแม่มั้ย?”
แก้วตาเงียบไปชั่วอึดใจ “ฉันคิดถึง แต่ฉัน…จำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนในหัวมันโล่ง ๆ”
“ฉันขอโทษนะ” ป่านกระซิบ แก้วตาหลับตาลง น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว
รุ่งเช้า อากาศยังชื้น กลิ่นไม้เปียกอวลไปทั้งบ้าน ขณะกำลังรับประทานอาหารเช้าง่าย ๆ ด้วยกัน ก้องเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงเหมือนมีใครเดินในห้องรับแขก”
ป่านชะงัก “ฉันก็ได้ยิน…เหมือนเสียงคนลากเท้า”
แก้วตาหน้าเสีย “ฉันไม่ได้ฝันใช่ไหม?”
ทุกคนเงียบงันไปชั่วครู่ ต่างหลบสายตากันเอง
เสียงก๊อกน้ำในครัวหยุดเองทั้งที่ไม่มีใครแตะต้อง ก้องลุกไปตรวจดู “คงแค่ก๊อกน้ำเก่า”
แต่จู่ ๆ เสียงคล้ายกรีดร้องแผ่ว ๆ ดังแว่วมาจากห้องรับแขก ทุกคนหันขวับ ก้องเดินนำหน้า ทั้งสามคนเดินไปที่ห้องรับแขก เห็นว่ากระจกบานใหญ่มีฝ้าไอน้ำคลุมอยู่ราง ๆ
ป่านเอื้อมมือจะเช็ด แต่ทันใดนั้น เงาเลือนรางปรากฏในกระจก เงานั้นยืนอยู่ข้างหลังป่าน ก้องเบิกตากว้าง “ป่าน อย่า!”
ป่านชะงักนิ่ง “มัน…เหมือนมีใครยืนข้างหลังฉันใช่ไหม?” เธอถามเสียงสั่น
แก้วตาพยายามกลั้นใจ “เรา…อย่าแตะกระจก”
จู่ ๆ ประตูห้องรับแขกก็ปิดเองดังปัง เสียงลมหวีดแทรกเข้ามา ทุกคนตะลึงงันอยู่พักหนึ่งก่อนพากันออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ
ทั้งวันนั้นสามคนพยายามจัดข้าวของในบ้านแต่บรรยากาศอึดอัด ก้องเดินวนรอบบ้านราวกับหาอะไรบางอย่าง ขณะที่ป่านนั่งจ้องสมุดบันทึกเก่า ๆ เล่มหนึ่งที่พบในลิ้นชัก
“แก้ว…สมุดนี่ของแม่เธอรึเปล่า?” ป่านยื่นสมุดบันทึกมาให้
แก้วตารับมาเปิดดู ลายมือหวัด ๆ ของแม่ เธออ่านออกแค่บางคำ “อย่าเข้าใกล้…กระจก…ห้ามส่องในคืนเดือนดับ” หน้าอื่น ๆ ขาดหายไป
ก้องเอ่ยขึ้น “คืนนี้เป็นคืนเดือนดับพอดี”
ป่านเงียบครู่หนึ่ง “เธอจำอะไรได้บ้างไหม…เกี่ยวกับที่นี่”
แก้วตาส่ายหน้า “ไม่เลย…มันเหมือนมีหมอกบาง ๆ ในหัว”
ขณะที่กำลังพูด จู่ ๆ เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น ทุกคนชะงัก ก้องเดินไปเปิดพบหญิงชราแปลกหน้า ยิ้มละไมแต่แววตาเย็นเยียบ
“สวัสดีจ้ะ หนูคือแก้วตาใช่ไหม? ป้าชื่นเอง บ้านอยู่ข้าง ๆ เห็นมีคนมาอยู่ ป้าเลยเอาของมาฝาก” หญิงชราวางถุงขนมไทยไว้บนโต๊ะ
“ขอบคุณค่ะป้า” แก้วตาตอบอย่างเกรงใจ
ป้าชื่นเหลือบมองกระจกเงา “กระจกนั่น…ระวังเอาไว้นะลูก มัน…ของโบราณ”
ป่านเอ่ยถาม “กระจกนี้มีอะไรเหรอคะ?”
ป้าชื่นนิ่งไปนาน “แม่หนู…สั่งไว้ไม่ให้แตะต้องมันใช่ไหม? ฟังไว้ดี ๆ บางอย่าง…ต้องไม่ถูกเปิดเผยนะลูก” สายตาป้าชื่นพร่าเลือนคล้ายจะร้องไห้ก่อนเธอขอตัวกลับ
หลังป้าชื่นกลับ ทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างหนักใจ
คืนนั้นบรรยากาศหนักอึ้ง เสียงลมหวีดหวิวลอดผนังไม้ กระจกเงาในห้องรับแขกดูเหมือนจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แสงจันทร์ไม่มีแม้แต่เสี้ยว
ป่านนอนไม่หลับอีก เธอลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำผ่านห้องรับแขก เงาในกระจกขยับไหวราวกับมีคนเดินสวนไปอีกทาง เธอหยุดชะงัก เหงื่อซึมเต็มหลัง
ทันใดนั้นเสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้น “ช่วย…ด้วย…” ป่านสะดุ้งโหยง หันไปมองรอบตัว เห็นว่าในกระจกมีเงาหญิงสาวหน้าซีดนั่งกอดเข่าอยู่ในมุมหนึ่ง เงานั้นกะพริบตา…ช้า ๆ
ป่านรีบวิ่งกลับห้อง ร้องปลุกแก้วตา “แก้ว…ฉันเห็น! มีคนอยู่ในกระจก!”
แก้วตาตื่นตระหนก ก้องลุกมาด้วย “ป่าน เธอฝันไปหรือเปล่า?”
“ไม่! ฉันตื่นอยู่ ฉันเห็นจริง ๆ!”
ก้องกัดฟันแน่น “ถ้างั้น…เราไปดูด้วยกัน”
ทั้งสามเดินกลับไปที่ห้องรับแขกด้วยกัน กระจกเงาสะท้อนภาพทั้งสามแต่ในมุมหนึ่งมีเงาผู้หญิงนั่งกอดเข่าเหมือนเดิม แก้วตาขยับเข้าไปใกล้ รู้สึกเหมือนความทรงจำบางอย่างค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา
“ฉัน…ฉันเคยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก ๆ” เธอพูดเสียงแผ่ว
ป่านจับมือแก้วตา “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ขณะนั้น เงาในกระจกค่อย ๆ เงยหน้ามองทุกคน ใบหน้าขาวซีด ไร้แววตา เสียงกระซิบดังก้องในหัวแก้วตา “อย่า…ให้…กระจก…แตก…”
เสียงประตูห้องรับแขกปิดลงเองอีกครั้ง ทั้งสามคนติดอยู่ในห้อง เงาในกระจกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนจะกลืนทุกอย่างเข้าไปภายใน
ก้องพยายามหาทางเปิดประตูแต่ดึงยังไงก็ไม่ขยับ ป่านร้องไห้ ขณะที่แก้วตายืนนิ่ง รู้สึกเหมือนมีเงาอีกมากมายวนเวียนอยู่รอบตัว
ทันใดนั้นรอยร้าวบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนกระจก เสียงกระซิบแผ่วเบากลายเป็นเสียงกรีดร้อง เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจหนัก ๆ ปะปนกันไปทั่วห้อง
“แก้ว! เราต้องทำอะไรสักอย่าง!” ก้องตะโกน
แก้วตาคว้าสมุดบันทึกของแม่ เปิดหน้าที่เขียนว่า “คำขอสุดท้าย…อย่าให้เงาหลุดออกมา”
“มัน…ต้องมีอะไรซ่อนอยู่” ป่านร้องเสียงสั่น
แก้วตาหันไปมองกระจก เงานั้นยืนขึ้นอย่างช้า ๆ “แม่…แม่อยู่ในนั้นใช่ไหม?”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นรอบห้อง เงาในกระจกขยายกลืนร่างแก้วตาเข้าไปชั่วขณะ เธอเห็นภาพตัวเองตอนเด็ก กำลังยืนร้องไห้หน้ากระจก แม่กรีดร้องห้ามไม่ให้เข้าใกล้ ก่อนที่ประตูจะปิดตัวเองและไฟดับวูบ
ทันใดนั้นทุกอย่างเงียบงัน แก้วตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องรับแขก กระจกกลับมาเป็นปกติ รอยร้าวหายไป ทุกคนยืนหมดเรี่ยวแรง เหงื่อท่วมตัว ก้องปลดกลอนประตูออกได้อีกครั้ง
วันต่อมา ทั้งสามคนเงียบขรึม ป้าชื่นกลับมาอีกครั้ง เธอมองหน้าแก้วตาด้วยสายตาเศร้า “ลูก…เธอช่วยแม่ไว้ เงานั้นจะกลับมาไม่ได้อีกแล้ว”
แก้วตาน้ำตาคลอ “แม่…อยู่ข้างในนั้นจริง ๆ เหรอคะ?”
ป้าชื่นพยักหน้าช้า ๆ “แม่เธอเคย…ทำผิดพลาด เธอขังความผิดของตนไว้ในกระจก”
“แล้วฉันล่ะ…?” แก้วตาถามเสียงเบา
“ลูก…ได้ปล่อยตัวเองจากอดีตแล้ว”
ป่านและก้องกอดแก้วตา บรรยากาศในบ้านโล่งขึ้นแต่เงาในกระจกยังคงสะท้อนเงาลาง ๆ ของหญิงสาวไร้หน้าอยู่เสมอ…