เงาแห่งดวงจันทร์สีนิล
เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านแนวสนสูง ริมหมู่บ้านเล็กใต้ภูเขา ชายป่าสีเทาอึมครึมปกคลุมบ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง ไฟในบ้านดับสนิท มีเพียงแสงจันทร์เย็นเฉียบที่ส่องเข้าไปตามช่องไม้ ฝุ่นเกาะแกะอ้อยอิ่ง พื้นเรือนไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามแรงเดินของฟ้าคำรณ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟ้าคำรณ เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ หน้าตาคล้ำหม่น ผมสั้นรุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่น มือข้างหนึ่งกำกระเป๋าผ้าเก่า ๆ อีกข้างหิ้วไฟฉาย หน้าตาเกเรแต่แววตาเต็มไปด้วยความกลัวปะปนความดื้อรั้น เดินวนห้อง หยุดฟังเสียงแม่ทะเลาะกับตา
“มึงอย่าไปเชื่อหมอนั่น!” เสียงแม่ตะโกน น้ำเสียงแข็งขืนแต่สั่นสะท้าน “มันไม่มีอะไรเฮี้ยน มันก็แค่เด็ก…!”
“แต่เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงมัน ละเมอเหมือนคนโดนผีหลอก ไม่เคยมีเด็กบ้านไหนในหมู่บ้านเราทำตัวแปลกเท่านี้!” ตาเสียงดัง ฟ้าคำรณกำมือแน่น เงียบ น้ำตาซึมโดยไม่มีใครยินยอมให้หลุดออกมา
“ก็พ่อมันหายหัวไปตั้งแต่ฟ้ามันยังจำความไม่ได้ จะให้มันเป็นคนปกติได้ยังไง!” แม่โพล่ง สีหน้ากดดัน ฟ้าคำรณเดินออกมานั่งที่บันได ก้มหน้ามองถุงผ้าขาดรุ่งริ่งที่บรรจุของเล่นแค่สองชิ้นกับสมุดเก่า ๆ
เสียงนกร้องโหยหวนตัดกับความเงียบ ฟ้าคำรณเงยหน้าออกไปยังมืดหมอกนอกบ้าน ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า…แปลกตา มันมีเงาสีดำเคลื่อนผ่านหน้าดวงจันทร์ รูปทรงแปรปรวนราวกับจะหลุดออกมานอกขอบฟ้า
คืนเดียวกันนี้เอง บริเวณทุ่งหลังบ้าน หมอกดำจัดหนาแน่นผิดปกติ ฟ้าคำรณเดินฝ่าหมอกมาถึงแนวป่า เงาไม้โยกไหว ฟ้าคำรณยืนมึนงง รู้สึกตัวเองเหมือนถูกพลังเย็นโอบรัดข้อมือ
“อย่าเข้าป่าเวลากลางคืน!” เสียงเด็กหญิงแว่วออกมาจากต้นสนด้านหลัง ฟ้าคำรณหันขวับ พบกล้า เด็กหญิงข้างบ้านนั่งกอดเข่าใต้ต้นสน ดูเหมือนมารออยู่ก่อน เธอมองฟ้าคำรณนิ่ง ๆ แล้วถอนหายใจ “แม่บอกว่าคืนนี้ เงาจะกินคน”
ฟ้าคำรณไม่ตอบ เขายักไหล่ “งั้นก็กินไปสิ ฉันเองก็อยากหายไปเหมือนกัน” เสียงขื่นขมปนประชดกลบความโศกเศร้า กล้ายิ้มบาง ก้มหน้าคล้ายเข้าใจแต่ไม่ตอบ
ทั้งสองนั่งชิดกัน ถนนสายหมู่บ้านเงียบ ไม่มีใครกล้าเดินออกมาตอนดึก ฟ้าคำรณเหม่อมองดวงจันทร์ที่เผยแสงนิลเจือเลือด เขายื่นไฟฉายให้กล้าก่อนจะเดินหายเข้าไปในป่า ฝีเท้าเร่งร้อนด้วยความรู้สึกวูบไหวภายใน
เสียงกรอบแกรบดังขึ้น ข้างหลังเขา เงาดำใหญ่โตค่อย ๆ เคลื่อนผ่านต้นไม้ พริบตานั้น ฟ้าคำรณหยุดหายใจ เงามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ไร้หน้า…มันยืนอยู่ในเงามืด ลมหายใจแผ่วเบา ฟ้าคำรณก้าวถอย กระเป๋าผ้าหล่นลงพื้น
ฟ้าคำรณแทบร้อง เหงื่อเย็นชุ่มร่าง หมอกป่าเย็นจัดผิดปกติ เงานั้นเดินเข้ามาใกล้ ๆ เสียงกรีดยาวแหลมลอดออกมาจากรอยปากล่องหน ฟ้าคำรณรีบวิ่งหนี สะดุดล้มกลิ้งลงตลิ่ง ข้อมือถลอกเลือดซิบ เขาหลับตาแน่น ทันใด…เงาหายไป
เขาหายใจระรัว ละสายตากลับไปที่ดวงจันทร์สีนิล มันยังลอยนิ่ง สะท้อนภาพเงาลาง ๆ เหนือต้นสน
รุ่งเช้า อาการขวัญเสียของฟ้าคำรณปกปิดไม่มิด ระหว่างทานข้าว แม่พยายามถาม “เมื่อคืนไปไหนมา? ตานายบอกว่าได้ยินเสียง” ฟ้าคำรณไม่ตอบ ห่อไหล่ เก็บสมุดยื่นให้ตา ในสมุดมีแต่รอยขีดเขียนซ้อนทับกันจนอ่านไม่ออก ยกเว้นประโยคเดียว “ดวงจันทร์กับเงา”
ตาหรี่ตา ดูเหมือนไม่เชื่อ “เจ้าเด็กคนนี้ แกต้องการอะไร? ทำไมถึงไม่พูดกับข้า?”
ฟ้าคำรณส่ายหน้า ไร้เสียงตอบ โต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบตึงเครียด แม่ถอนหายใจยาว “ถ้าแกกลัวอะไร ก็บอกแม่เถอะ”
กล้ายังคงวนเวียนมาเล่นกับฟ้าคำรณทุกเย็น แม้จะพูดน้อยแต่สีหน้าคอยจับตาทุกคำตอบ “นายมีอะไรบางอย่างในตัว” เธอพูดวันหนึ่งอย่างมั่นใจ “ฉันฝันเห็นนายถูกดึงเข้าไปในเงามืด” ฟ้าคำรณหัวเราะเบา สีหน้าไม่แน่ใจ “หรือว่าเงาพวกนั้นเป็นพ่อฉัน?”
กล้านิ่ง ก่อนจะวางมือลงบนรอยถลอกที่ข้อมือฟ้าคำรณ “เลือดนาย…เหมือนจะมีอะไรอยู่ข้างใน”
ทุกคืน เงาใต้จันทร์สีนิลดูเหมือนจะเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้น คนแก่ในหมู่บ้านเริ่มพูดถึงผีป่า บางคนฝันร้าย บิดามารดากล้องหน้าตื่น บ้านเรือนล็อกประตูแน่นขึ้น
ฟ้าคำรณเริ่มได้ยินเสียงกระซิบในความมืด…เสียงเรียกที่ไม่ใช่มนุษย์ “กลับมา…กลับมา…”
เด็กชายเดินไปยังบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน คืนหนึ่งที่แม่เผลอหลับ เขาใช้เศษกุญแจเก่าไขประตูเข้า คนในหมู่บ้านเชื่อว่าบ้านนี้ถูกทิ้งร้างเพราะเจ้าของตายด้วยเหตุลึกลับ เขายืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นและเงามืด หัวใจเต้นแรง
มีเสี้ยวความทรงจำ ผุดขึ้นมา—เสียงร้องไห้ของผู้ชายคนหนึ่ง ลมหายใจขาดห้วง มือชายปริศนาลูบศีรษะเด็ก แล้วทุกอย่างจบลงด้วยคำว่า “ให้อภัย…”
เสียงประหลาดดังขึ้น ฟ้าคำรณรีบหลบในตู้ไม้ เงาดำอวลอยู่ในห้องกลาง แสงจันทร์ส่องกระทบเงานั้น เผยให้เห็นลวดลายเขม่าดำซ้อนทับผิวหนัง ก่อนมันจะค่อย ๆ หายไปในฝาผนัง…
ฟ้าคำรณออกมาจากตู้ เดินช้า ๆ ไปยังห้องในสุด ประตูโยกเบา ๆ เขาผงะเมื่อเห็นรูปเก่าที่ติดผนัง รูปผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าเหมือนเขาอย่างน่าประหลาด ใต้รูปเขียนชื่อ “แสนไกร” และวันที่เสียชีวิตตรงกับคืนเดือนมืดเมื่อสิบสามปีก่อน
มือที่สั่นเทาของฟ้าคำรณวางบนกรอบรูป เสียงกระซิบในหัวแว่วเบา “ห้ามลืม…ลูก…”
ในคืนต่อมา จังหวะที่จันทร์สีนิลกลืนเงามากขึ้น คนในหมู่บ้านเริ่มหายตัว ฟ้าคำรณรู้โดยสัญชาตญาณว่าความมืดนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัวตน เขาตัดสินใจไปที่ชายป่ากับกล้า พยายามพูดถึงเรื่องพ่อที่ไม่เคยกล้าถามแม่
“ฉันฝันถึงพ่อ…แต่หน้าพ่อเบลอบิดเบี้ยว ไม่เหมือนใคร เหมือนกำลังจะกลายเป็นคนอื่น…” เสียงฟ้าคำรณสั่น กล้ายื่นมือมากุมมือเขา “นายยังมีฉัน” เธอยิ้มจาง เสียงร้องไห้ของทั้งสองเบาราวกับสายลมพัดปลิว
กลางป่า ฟ้าคำรณต้องเผชิญหน้ากับร่างเงาดำตัวใหญ่ ราวกับปีศาจในเงา มันยังคงรอเขาอยู่ที่นั่น มือนั้นยื่นมาหา “ลูก…ให้อภัย…” ฟ้าคำรณร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย
เขาตัดสินใจยืนอยู่ต่อหน้าเงานั้น เอื้อมมือไปแตะมือเย็นเฉียบของมัน “พ่อ ถ้าเป็นพ่อ…ฉันให้อภัย…” ร่างเงาสีดำเริ่มสั่น ใบหน้าที่เคยไร้เค้าคล้ายจะเปลี่ยนเป็นรอยเศร้า ผิวหนังลอกกลายเป็นผิวปกติแวบเดียว ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าดำร่วงหล่น
ความเงียบสงัดล่องลอยละลายไปพร้อมไอหมอก ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ดวงจันทร์ดำซีดลง
ฟ้าคำรณทรุดลง กล้ากอดเขาแน่น จากนั้นต้นสนรอบตัวเหมือนจะถอนลมหายใจ
รุ่งเช้า มีคนในหมู่บ้านกลับมา สีหน้างุนงง ความกลัวเจือจางลงอย่างประหลาด ฟ้าคำรณนั่งอยู่กับแม่ตรงบันไดบ้าน แม่มองหน้าลูกชาย น้ำตาซึม “แม่ขอโทษ…แม่กลัวจะเสียลูกไปเหมือนพ่อ” ฟ้าคำรณยิ้มบาง “ผมอยู่แล้ว แม่…ไม่ไปไหนแล้ว”
ไฟฉายที่กล้าเคยถือ ถูกวางทิ้งไว้หน้าบ้านร้าง…ใต้แสงแดดเช้านั้น สิ่งที่เคยเป็นเงากลับกลายเป็นแค่ฝุ่นสีทองบนดิน