ผีประจำสถานีรถไฟกับบทสรุปของใจที่หายไป
ฝนตกหนักกระหน่ำผืนป่าเส้นทางรถไฟ โคมไฟที่สถานีร้างนามว่า ‘สายไหม’ สว่างริบหรี่ใต้ฟ้าเปรี้ยงปร้าง ขบวนรถด่วนสายกลางคืนหยุดลงกระทันหัน เสียงประกาศที่ดังผ่านลำโพงเก่าดูเหมือนไม่มีต้นกำเนิด “สถานีนี้เกิดเหตุทางเทคนิค ขอให้ทุกท่านอดทนรอ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อาโป เด็กหญิงอายุสิบสามในชุดนักเรียนเปียกปอน ลากกระเป๋าใบเล็กเดินตามแม่ มณฑาทิพย์ ผู้หญิงผอมสูงใบหน้าคล้ำซีด เธอจับมือลูกสาวแน่น แววตาลอกล้าเหมือนกลัวถูกจู่โจม
คนบนขบวนต่างพึมพำ เสียงเบาๆ ตัดกับเสียงฟ้าผ่า อาโปเหลียวมองไปรอบสถานี โลหะขึ้นสนิม ป้ายชื่อซีด รอยเปื้อนดำเหมือนคราบน้ำตา ภาพน้ำฝนซึมลอดหลังคาทะลาย
“แม่… ที่นี่คือที่ไหน?” เด็กหญิงถามเสียงแผ่ว
มณฑาทิพย์หลบสายตา น้ำเสียงแข็ง “ที่ที่คนลืม อย่าถามเยอะ คนอื่นเขาไม่ชอบ” เธอลากอาโปเข้าไปใต้ชายคา รอเจ้าหน้าที่ซ่อมรถไฟ ใบหน้าเธอเครียด ไม่มองลูก
เสียงรองเท้าเหยียบโคลนดังใกล้เข้ามา สายตาอาโปจับจ้องที่ประตูห้องควบคุม “หนูว่า มีใครอยู่ในนั้น…”
แม่เม้มปากแน่น เงียบไปนาน “ไม่มีใคร ทุกคนออกไปเมื่อสิบปีก่อน”
เจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนเดินผ่านมา แววตาสอดส่องในเงามืด “ไฟตกเพราะสายฟ้า ไม่ต้องตกใจ พวกเราจะซ่อมให้” เขายิ้มแห้ง สายตามีเงาดำอยู่ข้างใน
อาโปเดินออกห่างแม่ไป สังเกตเห็นรอยเท้าเปื้อนโคลนสายหนึ่งติดตามไปที่ห้องพักพนักงาน ประตูถูกล่ามโซ่สนิม ใต้ประตูมีหยดน้ำสีดำไหลซึม
“อาโป อย่าไปไกล!” มณฑาทิพย์ตะโกน สีหน้าร้อนรน
เสียบบัตรเบ่งของแม่หล่นลงพื้น เด็กหญิงก้มลงเก็บ เห็นภาพสะท้อนในแอ่งน้ำมีเด็กผู้หญิงผมเปียอีกคนมองกลับมายิ้มเศร้า ก่อนจะหายไปตามรอยเท้าเปื้อนโคลนนั้น
“แม่ หนูเห็นเด็กคนหนึ่ง เขาเหมือนจะร้องไห้”
แม่เงียบ ใจเต้นแรง เธอกัดริมฝีปาก “ไม่มีอะไร อย่าคลุกกับของสกปรก” โทนเสียงเธอเข้มขึ้นผิดปกติ
เสียงหวีดผ่านลมฝน อาโปรู้สึกเหมือนมีมือเย็นแตะข้อมือ ท่ามกลางสายฝนกึกๆ หญิงชราสวมเสื้อกันฝนขาดๆ เดินออกมาจากหลังสถานี เธอกวักมือเรียกอาโป
“ไปกับยาย ไฟฟ้ามันสั่น เดี๋ยวโดนดูดตาย” เสียงแหบพร่า
แม่จ้องหญิงชราอย่างระแวง “ขอบคุณ เราจะรอในนี้ ไม่เดินไปไหนหรอกค่ะ”
หญิงชราไม่พูดอีก หันไปสบตากับอาโป สายตานั้นเต็มไปด้วยความโหยหาแปลกประหลาด
อาโปลังเลชั่วครู่ ก่อนจะกระซิบกับแม่ “ที่นี่มีคนหายใช่มั้ย?”
แม่สั่นหัวอย่างหนัก สีหน้าวาปโรย “คิดมาก เดี๋ยวเช้า ทุกอย่างจะจบ” เธอกอดลูกแน่นพลางเหม่อมองฟ้า
เสียงหัวเราะของเด็กหญิงดังขึ้นแว่วในความมืด อาโปสะดุ้ง มณฑาทิพย์หน้าเสีย หญิงชราเดินหายไปในความฝันฝนเหมือนไม่มีตัวตน
ฝนหนักยิ่งกว่าเดิม อาโปเดินไปตามรอยเท้าเปื้อนโคลน สัมผัสข้างกำแพงเต็มไปด้วยรอยจารึกชื่อที่ถูกขูดขีด “หนูอยากรู้ ว่าใครเป็นใคร…ทำไมมีชื่อหายไป?” เธอโพล่งถาม
แม่มองภาพนั้น น้ำตาคลอ หายใจไม่ทั่วท้อง “บางทีคนก็…เลือกที่จะลืม” เสียงเบาหวิว
ท่ามกลางบทสนทนา เจ้าหน้าที่ชายเดินกลับมา ส่งข้าวสารถุงเล็กให้ “ไว้หุงเผื่อหิว จะได้รออย่างสงบ” สีหน้าเขาดูผิดสังเกต เหมือนบีบยิ้มให้อย่างฝืนใจ
อาโปรับถุงข้าวมา ก้มเห็นฝุ่นดำๆ ติดอยู่ “ทำไมห้องครัวถึงมีฝุ่นเยอะขนาดนั้นคะ?”
เจ้าหน้าที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้าๆ “ตอนก่อนจะปิดสถานี มีเรื่องเงียบงันเกิดขึ้น…หลังจากนั้น คนไม่อยากกลับไปทำความสะอาด”
อาโปหันไปหยิบไฟแช็ค เดินเข้ามุมมืดใต้โถง รู้สึกเจ็บจี๊ดที่นิ้ว ราวกับถูกกระซิบ “อย่าล้ำเส้น…”
มณฑาทิพย์ดึงแขนลูกแรง “พอเถอะ เราต้องกลับรถไฟ” น้ำเสียงสั่น ร่างกายเกร็ง
ไฟในสถานีสว่างวาบ หญิงชรายืนอยู่ตรงโถงกลาง เธอมองไปที่ห้องพนักงานแล้วพูดเสียงเนิบ “ที่แห่งนี้มีเด็กคนหนึ่งฝากหัวใจเอาไว้…แต่ไม่มีใครคืนให้”
อาโปขมวดคิ้ว “เด็กคนนั้นคือใคร?”
หญิงชรามองอาโป นิ่งนาน สายตาสั่นแต่มุ่ง