คืนฝนเทียมบนชั้นฟ้า
เสียงก่นด่าดังขึ้นคล้ายฟ้าร้องกลางย่านตลาดใต้อาคาร ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สั่นไหวและกลิ่นน้ำเน่าที่ลอยฟุ้งในอากาศ “เรน! เคลื่อนไหวแล้ว เดี๋ยวโดนแย่งของหมด!” เสียงของป้ากิมเจ้าของซุ้มของเก่าแผดขึ้นมา ขณะที่หญิงสาวรูปร่างเล็กเร่งมือแยกเศษชิ้นส่วนโลหะออกจากกองขยะบนลังไม้ เธอสวมแว่นนิรภัยที่เป็นรอยขูดขีด มองอีกชั้นของโลกผ่านเลนส์ขุ่นมัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เรน – เด็กสาววัยยี่สิบต้น เธอเจนจัดกับการขุดค้นขยะ ดูเหมือนตาไวมือไวแปลกจนน่ารำคาญ เรนก้มหน้าทำงาน แม้นิ้วจะเป็นรอยบาดกี่รอยก็ไม่เคยบ่น “แค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอกค่ะ แม่ป้า” เธอยิ้มแห้ง ๆ จากก้นบึ้งใจ อาศัยเศษส่วนแต่ละชิ้นแลกเป็นข้าวของ จำต้องแกร่งเพราะไม่มีพื้นที่ให้ความอ่อนแอในเมืองที่ใช้ชีวิตแทบไม่ถึงพื้นผิวโลก
ฝนเทียมซัดกระทบชายคาไหลรินลงพื้นดินคล้ายม่านน้ำเหล็ก เรนหยุดมองสายฝนชั่วอึดใจ “วันนี้มันมังกรฟ้ามาตรวจอีกแล้วนะ” ป้ากิมกระซิบเสียงเบา “เขาว่าคืนที่มีฝนแรงขนาดนี้ จะต้องมีบางอย่างผิดปกติ” เรนเพียงพยักหน้า ปรับไหล่รับกับข้อสงสัยเก่า ๆ ที่เธอไม่มีวันตอบได้
ขณะกำลังเดินกลับห้องพักแคบ ๆ อยู่บนคานเหล็กใต้ชั้นลอยฟ้า เงาของใครบางคนโผล่มาทางเสากฎหมายฝั่งซ้าย ดูเหมือนจะหกล้มแต่ก็ลุกขึ้นอย่างเร็ว เรนขมวดคิ้ว ก้าวเร็วโดยไม่รู้ตัว เธอมักชินกับเสียงลับ ๆ ล่อ ๆ ของเมืองนี้ แต่คืนฝนหนักดูเหมือนมีอะไรแฝงซ่อนมากกว่าปกติ
เสียงร้องครางเบา ๆ ทำให้เธอหยุด ร่างชายหนุ่มชุดโค้ตดำถูกรถเข็นขยะเคลื่อนไปชนพอดี เลือดซึมที่ข้างขมับและดวงตาเปล่งประกายแปลกตา “เธอ… ช่วยฉันหน่อย… ได้ไหม?” กระซิบอ่อนแรง เรนลังเลเพียงชั่ววินาที แต่สัญชาตญาณบางอย่างในแววตาชายคนนั้นทำให้เธอประคองร่างเขาขึ้นมา
เสียงฝนกั้นระหว่างความวุ่นวายกับความลับ ราวกับตึกสูงข้างบนคอยมองดูชะตากรรมมนุษย์เบื้องล่าง เมื่อเรนลากเขาไปหลบในซอกมืดใต้สะพาน เธอสังเกตเลือดไหลซึม “ตกลงนายชื่ออะไร” “ริว…” น้ำเสียงเข้มปนเจ็บ “ขอบใจนะ แต่… เดี๋ยว… มีใครตามฉันมารึเปล่า”
ดวงตาคมกริบของริวกวาดมองถนนสายเปียกฝนด้วยความหวาดระแวง ก่อนถอนหายใจ “ไม่มีใครตามหรอก ไม่มีใครกล้ามาที่นี่กลางฝนเทียมหรอก” เรนพูดขำ ๆ แล้วหยิบผ้าพันแผลเทียมออกมา ซับเลือดให้เขาอย่างคล่องแคล่ว
ฝนยังสาดซัด เมื่อเวลาผ่านไป ริวเริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น เขาสังเกตนาฬิกาเทียมสวมข้อมือ “เวลาเดินช้ากว่าข้างบนเสมอ…” เสียงนั้นคล้ายกับคนที่ไม่ใช่ของที่นี่ “นายมาจากข้างบนหรือไง?” เรนถามกระแทกเสียง ริวชะงัก คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ “…เคยอยู่ที่ชั้นห้า” เขาหลีกเลี่ยงสายตา
จังหวะฝนเริ่มช้าลงเรื่อย ๆ เรนดึงตัวเองออกห่าง “แค่ใครสักคนข้างบนคิดกดปุ่ม ก็ทำโลกข้างล่างป่วยไข้เหมือนเรา” เธอว่าเสียงเบา “ขอโทษ ฉันคุยมากไป” เธอเปลี่ยนเรื่องทันที มองเขาด้วยดวงตาสับสนปนสงสัย
คืนต่อมา ริวพักอยู่กับเรนที่ห้องร้างตรงคานลอย เมืองอนาคตไม่เคยเงียบ ริวลืมตาอย่างพะวง “เธอไม่กลัวว่า ฉันอาจลุกมาฆ่าเธอตอนไหนก็ได้เหรอ” “กลัวสิ” เรนตอบในความมืด “แต่ฉันเคยกลัวตัวเองมากกว่า ก็เลยไม่ค่อยกลัวอะไรอีก”
เสียงหายใจช้า ๆ สองคนลอยอยู่ท่ามกลางฝนเทียมที่ไม่มีวันจาง เรนเริ่มเปิดใจถาม “นายหนีอะไรมา?” ริวถอนหายใจเงียบ ๆ “ฉันหนีบางอย่างที่แม้แต่ความตายก็ลบไม่หมด” เขากัดฟัน ขยับตัวไกลขึ้น
เรนเงียบไป ก่อนเสียงฝนกระทบหลังคาจะดังขึ้นแทน “ถ้าเราเปลี่ยนฝนเทียมได้ นายว่าเมืองนี้จะดีขึ้นมั้ย” คำถามล่องลอยในอากาศ ห่างไกล และยังไม่ต้องการคำตอบ
รุ่งเช้า เรนออกไปรับจ้างเก็บขยะตามเดิม ริวเดินตามห่างๆ เสื้อโค้ตเก่า ๆ สะพายปืนไฟที่ดูไม่สมฐานะ ใบหน้าของเขามีรอยแผลและรอยหมองเศร้า “เราไม่ควรเดินด้วยกัน ให้ดีนะเรน” “กลัวคนลือหรอ?” เธอยิ้มมุมปาก “ฉันทนได้ถ้าใครจะคิด แต่ถ้านายอยากหลบ ก็ตามใจ”
ระหว่างที่สาวเดินผ่านร้านข้าวแห้ง ๆ เด็กชายตัวผอมล้วงมือลับ ๆ อยู่ข้างซอย เรนหยุดขยับถุงขยะให้ เขาถอนหายใจยาว “ไอ้เด็กพวกนี้ จะรอดได้อีกปีไหมนะ” ริวเงียบ แววตาปวดร้าวแลบมา “ทุกคนต่างต้องเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง”
ใต้ตึกสูง เมฆหมอกแห่งอดีตยังลอยเวียนอยู่ เรนเดินหยุดชะงักเมื่อเด็กหญิงผมฟูวิ่งมาหลบหลัง ขณะตำรวจลับตรวจตราเดินมาใกล้ “อย่ามองตาเขา” ริวเตือน ราวกับมีประสบการณ์มากกว่าใคร เรนทำตาม
ตำรวจในชุดฆาตกรรมนิ่ง ๆ พูดเสียงเรียบ “เห็นคนแปลกหน้าไหม” เรนส่ายหน้า เด็กหญิงกระชับผ้าห่ม “ถ้ามีอะไรผิดปกติ แจ้งรายงานด้วย” เสียงนั้นฟังดูไม่ไว้ใจใคร แล้วเขาก็เดินจากไป
เด็กหญิงค่อย ๆ เงยหน้าตาโต “ชื่อโคโน กำพร้าเหมือนกันพี่” เธอยิ้มเศร้า เรนมองริว “พาโคโนไปด้วยได้มั้ย” ริวลังเลนิดเดียว แต่พยักหน้าเสียงเบา
สามชีวิตแปลกหน้าเดินเคียงกัน รอยน้ำนองคล้ายการเดินทางบนอีกขั้วของชีวิต เสียงฝนเทียมยังไม่หยุดหยาด เรนกระซิบ “ฉันไม่รักเมืองนี้ แต่ไม่เคยเกลียดมันจริง ๆ”
ในคืนที่อากาศอึมครึม ริวนั่งมองฝนตกจากระเบียงคานลอยกับเรน “เธอเห็นอะไรเวลามองฝนพวกนี้” เรนเงียบไปนาน “เหมือนน้ำตา—ที่ไหลลงมาแล้วไม่มีทางขัดขวางอะไรได้”
ริวนิ่งเงียบถาวร “ฉันเคยฆ่าคน” เสียงเขาเย็นชา “แต่คนคนนั้น—ฉันก็รักเช่นกัน” จังหวะฝนกระทบพื้นดังชัดเจน เรนบีบกำหมัด “ถ้าเลือกได้ นายจะลืมหรือจำ”
ริวหันมาสบตาเธอ “ความผิดพลาดมันลบไม่ได้ แต่บางที… บางอย่างก็บังคับให้ต้องเดินหน้า”
คืนต่อมา ขณะทั้งสามแอบขึ้นไปด้านบนอย่างลับ ๆ เพื่อขโมยอุปกรณ์ซ่อมฝนเทียม ตู้คอนโทรลขนาดใหญ่สาดแสงฟ้ามาในความมืด ริวจับมือเรนแน่น “ไหวไหม” “ไม่เคยไหวแต่ก็ต้องลอง”
เสียงไซเรนดังขึ้น ร่องรอยความกลัวปรากฏในดวงตาเรน เธอพยายามถอดสายไฟชุดหนึ่งแต่มือสั่น “รีบ เรน!” ริวเร่ง พวกเจ้าหน้าที่กำลังจะมาถึง
โคโนยื่นมือมาจับแขน “เดี๋ยวพี่ ทำได้แน่” เสียงจากใต้ฝุ่นฝังฝังใจถึงเรน เธอตัดสินใจกัดฟัน—ปล่อยสายไฟ รหัสไฟกระพริบ ทันใดนั้น แสงระเบิดกลางอากาศ ฝนเทียมหยุดฉับพลัน
ความเงียบงันแผ่ซ่านทั่วเมือง
เสียงตำรวจวิ่งกรูเข้ามา ริวผลักเรนกับโคโนหลบทาง “เดี๋ยวฉันถ่วงเวลาเอง!” สายตาเขาจ้องลึก ปนลาจาก
เจ้าหน้าที่จับตัวริว เขายิ้ม – แววตาเหมือนได้ปลดปล่อย เมื่อฝนหยุด เมืองทั้งเมืองต่างตื่นตระหนก
โคโนร้องไห้ เรนขบกรามแน่น เธอต้องเลือก จะหนีหรือต่อสู้ เรนดึงโคโนพาวิ่งฝ่าออกไป เสียงขู่ไล่หลัง พวกเขามุดหัวลอดถังขยะ กอดกันในเงา ใจเต้นแรง เจ็บปวดด้วยความสูญเสียแต่ไม่อาจร่ำไห้ให้
เมืองกระซิบ – เรื่องราวการหยุดฝนลือสะพัด คนเริ่มกลัว คนเริ่มหวัง
สามวันต่อมา เรนกับโคโนซ่อนตัวในซอกหลืบเสาใต้ดิน แว่วคำจากวิทยุ “ชายไร้บ้านหนึ่งคนถูกจับ ฐานก่อวินาศกรรมฝนเทียม… ไม่มีการเปิดเผยชื่อ…”
เรนสบตาโคโน ดวงตาเด็กน้อยมีแววกลัวปนเชื่อมั่น “แล้วเราจะไปไหนต่อ”
เรนถอนใจ อาการเคร่งเครียดจางลงนิดหน่อย “ขึ้นไปชั้นฟ้าสักวัน—ถ้ามีโอกาส” เธอยิ้มกระอักกระอ่วน “แต่คืนนี้ เราจะไม่ลืมผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อเรา”
ขณะเสียงฝนจริงๆ เริ่มโปรยลงจากเมฆเทียมอีกครั้ง โลกใหม่กำลังเริ่มขึ้นอย่างเงียบงัน ไม่มีใครรับประกันว่ามันจะดีกว่า แต่ผู้คนเบื้องล่างมีความหวังใหม่
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากโคโนแทรกมา “หนูจะเดินต่อ พี่เรน หนูจะไม่กลัว”
เรนมองเด็กน้อย นัยน์ตาเต็มไปด้วยแสงจากอนาคตที่ยังอึมครึม—แต่ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
และเสียงฝนเทียมยังคงหยาดลงมา เสียงนั้นเย็นชา ราวน้ำตาที่แบ่งโลกออกเป็นสองฝั่ง ระหว่างความจริงและความฝัน — ระหว่างอดีตที่ไม่มีใครยอมลืม กับอนาคตที่ยังไม่มีใครกล้าไขว่คว้า…