ตำนานแห่งแคว้นลอยฟ้าและนางอรินันท์
ไกลเหนืออาณาจักรใด บนแผ่นฟ้าที่ไร้ขอบเขต มีแคว้นปรากฏเหนือกลุ่มเมฆชื่อว่า “ระรวงฟ้า” เมืองนี้อยู่สูงเกินกว่าที่นกจะโบยบินถึง สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดสร้างจากเกลียวหยาดน้ำค้างที่แข็งตัว มันเปล่งประกายเมื่อแสงตะวันส่องผ่านราวกับเมืองในฝัน ผู้คนในแคว้นนี้เชื่อว่า พลังชีวิตทั้งหมดในเมืองกำเนิดจาก “ขุนวายุ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้อยู่เหนือสายลม มีเพียงเสียงเพลงที่ไพเราะที่สุดเท่านั้นที่จะปลุกขุนวายุในเวลาที่เมืองเกิดความปั่นป่วน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรินันท์ เด็กหญิงวัยสิบห้าปี นั่งเคียงหน้าต่างกลางห้องใต้หลังคาบ้านไม้ไผ่สูง เธอหมอบดูท้องฟ้าอันไร้ขอบอย่างเงียบงัน ข้างกายมี “ซึริ” สัตว์ประหลาดขนฟูขนาดเท่าแมว กลวงโปร่งเหมือนมนตร์หมอก แต่มีเขางุ้มโค้งเหมือนกิ่งไม้ ซึริคือน้องร่วมรังคล้ายเพื่อนคู่ใจคนเดียวในชีวิตจริง ตั้งแต่จำความได้อรินันท์อยากรู้ว่าทำไมในยามค่ำคืน ซึริถึงมีประกายไฟสีนิลในดวงตาและร้องเพลงที่ไม่มีมนุษย์ใดเข้าใจ
เช้านี้ ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง อรินันท์สวมผ้าคลุมสีคราม เจาะรูสำหรับสายลมตามคติประจำหมู่บ้าน เธอเดินออกจากบันไดไม้ไผ่ ก้าวผ่านแผ่นดินเหนียวผสมน้ำค้าง กวาดตามองเห็นเมฆขาวลอยต่ำ เตรียมตัวไปยัง “พลับพลาสายลม” ศูนย์กลางวัฒนธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของระรวงฟ้า
เด็กหญิงเดินผ่านตลาดเล็ก ๆ เสียงเพลงจากกระบอกลมดังก้อง เหล่าผู้คนขายผ้าโปร่ง เครื่องรางปั้นจากน้ำค้างและดอกไม้ฟ้าสด พระภูมิประจำเมืองในรูปสัตว์วิเศษสลักจากแก้วน้ำฟ้า ทุกบ้านมีเครื่องแขวนสีรุ้งและรูปปั้น “ขุนวายุ” ท่ามกลางเสียงขับขานเพลงปลุกฟ้า ผู้คนต่างซาบซึ้งต่อวิถีนี้แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด
ขณะที่อรินันท์เข้าแถวเพื่อถวายเพลงหน้าพลับพลาสายลม จู่ ๆ ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านก็เกิดเงาเคลื่อนคล้อย เสียงดีดเปลือกเมฆดังสบัด สายลมหมุนวนจนปั้น “วิวาโย” สัตว์วิเศษร่างยาวโปร่งแสงคล้ายปลาแต่บินในอากาศเหนือเมฆ พวกมันเปล่งเสียงแหลมยาว ใครต่อใครต่างหยุดนิ่งด้วยความประหลาดใจและกังวล
หัวหน้าหมู่บ้านนายอากาศทยอยออกหน้ามา อรินันท์สังเกตว่า สีหน้าของเขาไม่ปกติ “วิวาโยคงต้องการจะเตือนบางสิ่ง…” ผู้ใหญ่วัยกลางคนกระซิบ
ทุกคนต่างเฝ้าตั้งตาดูวิวาโยแต่ไม่มีใครเข้าใจ สัตว์วิเศษเหินวนเหนือพลับพลาแล้วหายเข้าสู่กลุ่มเมฆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงซุบซิบ แม่ของอรินันท์โอบไหล่ลูกสาว “เจ้าอย่าได้ไปยุ่งกับพวกสัตว์วิเศษ… หากเข้าใจผิดจะเป็นภัยแก่แคว้นได้”
แต่ภายในใจอรินันท์กลับเต็มไปด้วยความสงสัย เด็กหญิงอยากรู้ว่าเหตุใดวิวาโยจึงยิ้มเศร้า ๆ ให้ใครบางคน เธอจึงตัดสินใจจะออกตามหาคำตอบด้วยตนเองและซึริ ท่ามกลางความคลุมเครือและข้อห้ามมากมาย
ในยามค่ำคืน อรินันท์ปีนลงบันไดเชือก ค่อย ๆ หลบสายตาหมู่บ้านและเสียงลม ผ่านกลุ่มเมฆหนา เธอเดินไปยัง “ทุ่งดาวลอย” ดินแดนที่ว่ากันว่าจะมีวิวาโยมากที่สุด ทั้งหมดเคลื่อนไหวในจังหวะของท้องฟ้า
กลางทุ่งนั้นเงียบสงัด อรินันท์ก้าวระวัง เธอได้ยินเสียงร้องคล้ายดนตรีแปลกประหลาดแว่วมา ซึริขนแตกฟูหางกระดิกเบา เด็กหญิงเอื้อมมือจับหัวมันซึมซับความอบอุ่นไว้ ไม่ทันไร ข้างหน้าปรากฏเงามัวเฉกเช่นวิวาโยตัวหนึ่ง กำลังมองดูเธอด้วยสายตาเปล่งแสงสีเงินอมฟ้า
วิวาโยนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหา ดวงตาฉายแววอ่อนโยนแต่แฝงความทุกข์ ท่าทางระแวดระวัง อรินันท์เอื้อมออกไป มือสั่นน้อย ๆ แต่ซึริกลับร้องเสียงต่ำ ปกติเป็นสัตว์สงบแต่ครั้งนี้เหมือนเตือนให้ระวัง อรินันท์จึงชะงักอยู่ห่าง ๆ “เจ้ามาจากไหน” เธอกล่าวเสียงแผ่ว
วิวาโยลอยขึ้นเหนือหัวเธอ เปล่งเสียงลากยาวกลมกลืนกับสายลม เหมือนกระซิบบางถ้อยคำที่ไม่มีมนุษย์คนใดจะเข้าใจ อรินันท์ใจเต้นแรง เธอหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาเป่าทำนองที่เคยได้ยินในฝัน ปรากฏว่าวิวาโยโน้มตัวลงเหมือนได้รับฟัง
จากนั้นภูมิอากาศเริ่มแปรเปลี่ยน กลางทุ่งปรากฏเงาทะมึน เหล่าชาวบ้านจุดไฟทำแสงวูบวาบ รีบวิ่งมาตะโกน “กลับบ้านเดี๋ยวนี้ มันอันตราย!” เธอและซึริหลบหลีกจนรอดมาได้ แต่ภายในใจยิ่งถูกเติมเชื้อไฟแห่งความกระหายรู้
วันต่อมา ในหมู่บ้านเริ่มมีการซุบซิบถึง “คำสาปขุนวายุ” กล่าวว่าสัตว์วิเศษมาเตือนชาวแคว้นว่า หากมนุษย์ลืมรากเหง้าของเสียงเพลง จะเกิดลมแรงทำลายทุกสิ่ง เด็กหญิงไม่อาจทนต่อสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ เธอจึงขอร้องให้แม่อธิบายความจริงเกี่ยวกับตำนานนี้
แม่ของเธอส่ายหน้า เงียบเฉย คล้ายมีบางสิ่งคั่งค้างในอดีต “ข้ายอมตอบคำถามเจ้าบางข้อ… แต่บางอย่างเจ้ายังไม่ควรรู้” เธอกระซิบ “เสียงเพลงคือภาษาของเจ้าฟ้า หากขาดมัน…เราจะไม่อาจอยู่ร่วมกับโลกเหนือเมฆนี้ได้”
อรินันท์ถอยไปนั่งกับซึริ น้ำตาคลอเบ้า เธออยากรู้ว่าเสียงดนตรีมีความหมายอันใด ขณะนั้นเอง ซึริกระโดดขึ้นตักเปล่งเสียงครางแผ่ว คล้ายจะขอโทษที่ไม่อาจพูดออกมาเหมือนมนุษย์ เธอจึงโอบสัตว์น้อยไว้
คืนนั้นอรินันท์ฝันถึงอดีตอันเลือนราง ในนั้นเธอเห็น “ขุนวายุ” ร่างยาวโปร่งเกินกว่าจะพรรณนา ล้อมรอบด้วยเหล่าวิวาโยและซึริ ท้องฟ้าส่องสว่าง เสียงเพลงก้องทั่วหล้า ขุนวายุส่งสายตาเศร้าและกล่าวว่า “เจ้าต้องเลือก ระหว่างการปกป้องหรือการครอบครอง”
เมื่อเธอตื่นขึ้น รู้สึกถึงแรงบันดาลใจประหลาด อรินันท์ตัดสินใจเดินทางออกนอกแคว้นลอยฟ้า เพื่อตามหา “รากเสียงดนตรี” ในตำนานที่ว่าซ่อนอยู่ใน “หอคอยไร้เงา” สถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่าง โดยมีซึริร่วมเดินทางไปด้วย
การเดินทางไปยังหอคอยไร้เงาไม่ง่ายเลย ต้องผ่านพายุสายฟ้า ข้ามสะพานหมอกซึ่งเคลื่อนที่ได้เอง วิวาโยตัวหนึ่งลอยมาช่วยนำทาง แน่นอนว่ามันเองก็หวาดระแวง ชอบหลบในกลุ่มเมฆดำ อรินันท์เรียนรู้วิธีฟังเสียงสายลมเพื่อปลอบสัตว์วิเศษ เธอเริ่มเข้าใจความกลัวและข้อจำกัดของวิวาโยว่ามันกลัวเสียงที่ไม่มีจังหวะธรรมชาติ
ในระหว่างทาง คู่ผจญภัยพบ “รัตติกาลหลงฝูง” คือลูกพายุสีดำที่เดินบนขาโปร่งและร้องคล้ายวังวนลม รัตติกาลหลงฝูงสร้างม่านหมอกแปรปรวน พรากเสียงหัวเราะของอรินันท์ไป ซึริส่งเสียงร้องเฉพาะที่ใช้ได้ผลกับลูกพายุเท่านั้น พวกมันจึงถอยกลับสู่กลุ่มเมฆทึบ
การเดินทางยาวไกล เธอเริ่มท้อแท้ อดอาหารหลายมื้อ ซึริรวบรวมดอกไม้ฟ้าส่งกลิ่นหอมให้กำลังใจ วิวาโยแสดงภาษากายโดยบินวนรอบศีรษะช้า ๆ สำหรับอรินันท์ นี่คือการเรียนรู้วิธีเข้าใจโดยไม่ใช้คำพูด
เมื่อถึงหอคอยไร้เงา ประตูบานใหญ่เกิดจากเศษแก้วน้ำฟ้า ไม่มีเงาสะท้อนเมื่อแสงตกกระทบ อรินันท์และซึริผลักประตูเข้าไป พบบันไดวนล่องลอย ทุกย่างก้าวมีเสียงดนตรีประหลาดดังขึ้น เธอเฝ้าระวังด้วยหัวใจอันหวาดกลัวแต่เปี่ยมหวัง ปลายบันไดมีแท่นหินสลักลวดลายฝูงวิวาโยกำลังขับขาน
บนแท่นนั้นมี “ลูกแก้วสายลม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวที่กล่าวขานกันว่าบรรจุ “รากเสียงเพลง” อรินันท์เอื้อมมือหยิบ แต่แทบในทันที เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เหล่าวิวาโยมารวมตัวกัน มองเธอด้วยสายตาทะลุถึงความปรารถนาในใจเด็กหญิง
ในวินาทีนั้น เธอเข้าใจว่าทุกคนรวมถึงสัตว์วิเศษมีความกลัวถูกพลัดพรากเท่า ๆ กัน เธอยอมคืนลูกแก้วนั้น “เสียงของข้าไม่สมบูรณ์หากไร้เสียงของเจ้า” เธอกล่าว น้ำตาไหลอาบแก้ม
วิวาโยทั้งฝูงส่งเสียงขับขานรับกัน ท้องฟ้าเหนือหอคอยเปล่งประกายเป็นสีรุ้ง หมอกจางหาย อรินันท์และซึริถูกโอบล้อมด้วยสายลมที่อบอุ่น รู้สึกได้ถึงเสียงเพลงที่รวมทุกชีวิตเข้าด้วยกัน
ขณะเดินทางกลับแคว้น ระรวงฟ้ากลับคืนความสงบ เพลงของเหล่ามนุษย์และสัตว์วิเศษก้องกังวานข้ามยอดเมฆ อรินันท์กลายเป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงและความหมายใหม่แก่หมู่บ้าน ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับเสียงมนุษย์ต้องเกื้อกูล ไม่ใช่ครอบครอง
เธอเติบโต ไม่ใช่ด้วยการได้ในสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่ด้วยการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง และฟังเสียงผู้อื่น
ซึริยังอยู่เคียงข้าง คอยเตือนให้ไม่ลืมฟังหัวใจตัวเอง วิวาโยโผล่มาร่วมร้องเพลงในยามรุ่งเช้า และทุกคนในแคว้นเรียนรู้ที่จะเคารพเสียงเพลงในหัวใจของตนเอง
ตำนานนี้จึงยังถูกขับขานเป็นระลอกจากฟ้าสู่เมฆว่า ไม่มีเสียงใดงดงามเท่าเสียงที่แตกต่างรวมกัน ในโลกเหนือเมฆที่ปล่อยให้ทุกชีวิตขับขานบทเพลงของตนเอง