แสงสุดท้ายแห่งวารีนคร
เสียงน้ำเซาะแพลอยยามเช้าปะทะแท่นไม้ดังแผ่ว ลมจากผืนน้ำทำให้เส้นผมยาวของรินปลิวกระจาย เธอยืนจ้องรูปที่อยู่ในกระเป๋าเงิน เป็นรูปครอบครัวถ่ายเมื่อสิบแปดปีก่อน แม่หัวเราะ พ่อกุมมือดวงตาเศร้า เธอยังเด็กเกินจะเข้าใจสายตานั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงแรกสาดผ่านม่านเมฆ รินเพ่งภาพสะท้อนเมืองลอยน้ำอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเดินข้ามสะพานไม้เล็กข้ามไปยังสำนักงานข่าวท้องถิ่น อาคารไม้สูงต่ำต่อกันอย่างกลมกลืนกับพื้นน้ำ เธอหยิบกระดาษโน้ตที่มีข้อความว่ามี “เด็กชายหาย” วางอยู่บนโต๊ะเรื่องด่วน
“ริน…ข่าวนี้เธอไปเลยนะ เร็วเข้า” เสียงบรรณาธิการสาวรุ่นพี่เอ่ยอย่างเร่งรีบ
รินพยักหน้า ดวงตายังเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและลังเล “บ้านนั้นอยู่ฝั่งไหน?”
“ทิศตะวันตก ใกล้วัดน้ำแสงจันทร์” คนในออฟฟิศชะโงกหน้ามาช่วยตอบ สีหน้าเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็กลืนเงียบลงไปดื้อ ๆ
รินเก็บกล้องและสมุดจดพร้อมเดินลัดเลาะผ่านชุมชนลอยน้ำ ฝ่ากลุ่มเรือลำเล็กที่จอดอยู่ใต้บ้านหลายหลัง หญิงชราในผ้าซิ่นลายเก่า ๆ มองตามอย่างระแวดระวัง
เมื่อเธอมาถึงบ้านไม้ที่ถูกระบุ คนในบ้านดูเหน็ดเหนื่อยและหวาดหวั่น พ่อเด็กชายชื่อธนู นั่งกุมมือแน่น เห็นรินก็ชะงัก “คุณจะช่วยผมหาเขาจริงไหม?”
“ฉันเป็นนักข่าว ไม่ใช่ตำรวจค่ะ แต่ฉันจะทำทุกอย่างที่ทำได้” รินเอ่ยอย่างสงบ กล้องแขวนคอไหวเบา ๆ
เสียงน้ำกระทบพื้นท้องบ้านดังขึ้นเป็นจังหวะ รินซักถามรายละเอียดจนตกค่ำ เธอเดินกลับบนสะพานไม้ เสียงกระซิบระหว่างบ้าน รอยเท้าเด็กเปียกน้ำจาง ๆ แล่นผ่านสายตาอย่างแวบเดียว
เช้าวันต่อมา รินนั่งเท้าคางอยู่หน้าบ้านตัวเอง พ่อยกกาแฟร้อนมาให้ “เมื่อคืนหลับบ้างไหมลูก?”
“ยังนึกถึงเด็กคนนั้นอยู่ค่ะ พ่อ…ถ้าเราเคยสูญเสียจะรู้สึกยังไง?” เธอพูดอ้อมแอ้ม พ่อทำหน้าอึ้งแต่รวบรวมใจตอบ “มันเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง เหมือนรออะไรที่ไม่มีวันกลับ”
รินลูบแก้วกาแฟ มองพ่อด้วยสายตาบางอย่างที่ยังไม่กล้าเปิดเผย ทุกครั้งที่คุยเรื่องแม่ พ่อจะนิ่งเงียบราวกับบางอย่างใหญ่มหาศาลกำลังถ่วงอยู่กลางอก
รินสังเกตคำใบ้จากตำรวจท้องถิ่น เรื่อง “เงาใต้จันทร์” ที่เด็ก ๆ ชอบท่อง เธอจึงจดบันทึกไว้และแวะที่วัดน้ำแสงจันทร์ เจ้าอาวาสท่าทางเมตตาแต่มีประกายหวาดผวาในดวงตา
“สมัยเด็ก ๆ… เคยมีเด็กหายไปแบบนี้ไหมคะ?” รินถามระวังถ้อยคำ
เจ้าอาวาสเหลือบมองพระจันทร์เต็มดวงที่โผล่เหนือขอบน้ำ “ทุกคืนจันทร์เต็ม มักจะมีใครสักคนบนเมืองนี้…หายไป”
รินกลืนน้ำลายรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ เธอย้อนไปดูจุดที่เจอรอยเท้าเด็ก ระหว่างทางกลับบ้าน แสงไฟส่องลอดผนังแพลอย เงาร่างใครบางคนไหวผ่านกระจก
รินตามเสียงกระซิบนั้น หัวใจเต้นรัว เมื่อเปิดม่านไม้ก็พบชายหนุ่มวัยรุ่นนั่งหลบอยู่ คนแปลกหน้าชื่อขลุ่ย อดีตนักดนตรีเร่ร่อนที่เพิ่งย้ายมา “ผมไม่ได้ลักเด็กนะครับ!” ขลุ่ยพูดลนลานแบบเร็ว ๆ มือกำสายขลุ่ยไม้แน่น รินจ้องนิ่ง “ฉันยังไม่ได้กล่าวหา”
ขลุ่ยเลียปากเอียงคอยิ้มขืน ๆ “ผมได้ยินเสียงเด็กเรียกชื่อขลุ่ยกลางดึก มันเย็นยะเยือกยังไงก็ไม่รู้”
ความสงสัยพุ่งขึ้นเต็มอก รินตั้งใจติดตามขลุ่ย ความเมตตาและความกลัวบางอย่างปะทะกันในแววตาเขา แต่ทั้งสองคนต่างก็ไม่ไว้ใจกันโดยสมบูรณ์
ขลุ่ยรับอาสาพาไปสำรวจแพร้างที่ว่าเด็กชายขาดหายไป เงียบจนได้ยินเสียงน้ำหยด รินเปิดสมุดจด “ถ้าเจอหลักฐาน คุณจะทำไง?”
“ผมจะปกป้องเด็กคนนั้น… แม้ว่าผมจะกลัวเหมือนกัน ก็เถอะ” ขลุ่ยพูดอย่างค่อย ๆ พยายามไม่สบตา
รินก้มจดเสียงเงียบแทรกกลางบทสนทนา ก่อนจะสะดุดกับตุ๊กตาไม้หน้าตาดุร้ายเปื้อนน้ำตา “ใครทำร้ายเธอหรือเปล่า?” ขลุ่ยถามเบา ๆ
รินแข็งขึงครู่หนึ่ง ภาพแม่ในความทรงจำแทรกกลับมา เธอส่ายหน้า “เปล่า…มันแค่เป็นของจากอดีตที่ยังอยู่กับฉัน”
ทั้งคู่แยกย้ายตอนค่ำ รินเดินกลับบ้านเห็นพ่อนั่งอยู่กับกล่องเก่า รอยน้ำแห้งกรังบนขอบกล่องบอกว่าครั้งหนึ่งมันเคยลอยบนแม่น้ำช่วงน้ำหลาก
“ยังคิดถึงแม่อยู่ใช่ไหม?” เธอพูดเสียงเบา พ่อเงยหน้าขึ้น ฝืนยิ้ม “ทุกวันลูก…ถึงไม่พูดก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึก”
รินนั่งลงข้างพ่อ เธอวางมือบนกล่องเก่า น้ำตาคลอสักพักแต่ไม่ไหลในทันที
ขลุ่ยนอนกระสับกระส่ายในแพเล็ก เขาฝันถึงมือเล็ก ๆ ดึงขลุ่ยลงใต้น้ำ เสียงขลุ่ยไม้หวานหวิวดังสะท้อนหัวใจ ขลุ่ยตื่นกลางดึก เหงื่อชุ่มหน้าผาก
วันใหม่ รินลากขลุ่ยไปเผชิญหน้ากับพ่อเด็กชาย เธอจ้องลึกลงในตาคู่นั้น “คุณปิดบังอะไรหรือเปล่า?”
ธนูเบือนหน้า “ผม…ผมเคยทิ้งลูกไว้คนเดียวกลางคืนคืนนั้นเอง ผิดก็ที่ผมเอง”
เสียงสะท้อนทับซ้อนระหว่างอดีตของรินกับเรื่องในตอนนี้ เธออดไม่ได้ต้องเดินออกมาสูดอากาศ ฝนเม็ดใหญ่เริ่มโปรยลงสู่ผืนน้ำ
ในคืนนั้น รินได้ยินเสียงขลุ่ยดังไกล เธอตามเสียงเรือจนเจอบ้านร้างแสงไฟสลัว ภายในมีเงาน้ำวูบวาบและเสียงเด็กชายหัวเราะเบา ๆ “พี่ริน…อย่าให้เขาพาผมไป”
รินแข็งค้าง “ใครจะพาเธอไป?”
เด็กชายทะลึ่งตัวซ่อนหลังขลุ่ย “คนที่อยู่ใต้เงาน้ำ…” สายตาเขาหวาดกลัว รินได้กลิ่นไอเย็นวาบ ฝ่าเท้าเปียกน้ำจาง ๆ เกร็งอยู่กลางห้อง
เสียงระฆังวัดดังลั่นข้ามน้ำ รินรีบอุ้มเด็กชายวิ่งออกมา เงาใหญ่ไหววูบตามหลังเสียงเด็กกรีดร้อง จากนั้นน้ำในห้องก็ผุดขึ้นเป็นกระแสน้ำวนกลางอากาศ
ขลุ่ยผวายืนขวาง พูดเสียงแข็ง “อย่าทำร้ายเขา!” เงาน้ำม้วนตัวกลายเป็นภาพเด็กชายอีกร่าง “ใครที่พ่อแม่ละเลย…ต้องจมหายใต้เงาจันทร์” เสียงนั้นปะปนความเจ็บปวดและวูบหายไปพร้อมน้ำวน
รินยืนตัวสั่น รู้สึกถึงอดีตที่แม่หายไปตอนเด็ก “เพราะเรารู้สึกผิด…เราเลยหนีความจริงอยู่ตลอด”
ขลุ่ยมองรินด้วยสายตาใหม่ “ผมก็เคยโดนทิ้งเหมือนกัน แต่เราต้องไม่ให้มันกลืนเราไป”
รินกลั้นน้ำตา เธอหันไปกอดเด็กชายแน่น “เราจะปกป้องเธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
รุ่งสาง น้ำเงียบสงบ เด็กชายปลอดภัย รินกลับบ้านกับพ่อ เธอหยิบกล่องเก่าขึ้นมา “ถึงแม่จะจากไป…แต่เรายังมีความทรงจำดี ๆ เหลืออยู่” พ่อยิ้มทั้งน้ำตา รินลูบมือพ่อด้วยความเข้าใจที่เพิ่งได้มา
ขลุ่ยยิ้มอ่อนโยนให้รินที่กำลังเดินหายไปในแสงแรก รินหันมา “อย่ากลัวในสิ่งที่เราเคยเจ็บนะขลุ่ย เพราะถ้าเดินต่อ เราจะได้แสงสุดท้ายที่งดงามที่สุด”
วารีนครเงียบสงบ แต่หัวใจที่เคยจมก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาใหม่ เหมือนเมืองที่ไม่เคยจมน้ำเลยจริง ๆ