เสียงกระซิบใต้เรือนเก่า
สายลมเย็นยามเย็นพัดผ่านกิ่งไม้หนาทึบ เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ แผ่วลงพร้อมเสียงจักจั่นที่เริ่มเงียบไปทีละตัว เรือนโบราณกลางป่า ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว ลักษณะทรุดโทรมแต่ยังคงความสง่างามแบบเรือนไทยเก่า สะท้อนเงาเงียบงันลงบนผิวน้ำขุ่นของบึงร้างข้างบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอวะว่าเราควรมาที่นี่?” กานต์ถามเสียงเบา พลางกวาดตามองไปรอบๆ มือกำกล้องวีดีโอแน่น ฝุ่นคละคลุ้งในแสงสุดท้ายของวัน
“รีบถ่ายรีบกลับเถอะ เหม็นอับว่ะ” ตะวันพูดขณะยกไฟฉายส่องไปตามทางเดินไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าด
“อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวพวกชาวบ้านได้ยิน” มุกกระซิบตอบ ดวงตากลมโตมองไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิทแต่เหมือนมีอะไรอยู่ข้างหลังผ้าม่านสีหม่น
ขิมเดินตามหลังสุด หยุดมองเรือนเงียบงันตรงหน้า สีหน้าเธอเจือความกังวลที่ไม่อาจบอกใคร มือเผลอกำสร้อยคอไว้แน่น
ทั้งสี่คนเดินขึ้นบันได เรือนไทยแผ่ความเงียบงันออกมา เสียงเท้าสัมผัสพื้นไม้เก่าๆ สะท้อนก้องในอากาศว่างเปล่า ภายในบ้านมีแต่กลิ่นไม้ผุผสมน้ำมันยางกับกลิ่นแปลกประหลาดคล้ายดินสดใหม่
“ที่นี่เคยมีคนตายจริงเหรอ?” ตะวันว่าแล้วหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัวในน้ำเสียง
มุกไล่สายตามองไปยังมุมมืดของห้องโถง “เก็บไว้ถามตอนออกไปเถอะ”
กานต์เดินวนสำรวจรอบห้อง สะดุดกับกรอบรูปเก่าๆ บนฝาผนัง ภาพครอบครัวสมัยโบราณที่ใบหน้าถูกขีดคร่อมด้วยหมึกดำ
ขิมเอื้อมมือจะเปิดประตูห้องหนึ่ง แต่ประตูขืนไม่ยอมเปิด “มันเหมือนมีอะไรข้างใน” เธอพึมพำเบาๆ
เสียงลมหายใจดังขึ้นในความเงียบ ทุกคนหยุดนิ่ง ฟังเสียงบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ใต้พื้นเรือน กระซิบเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ
“ได้ยินมั้ย?” มุกถามเสียงเบา
“ได้ยินอะไร?” ตะวันขมวดคิ้ว
“เสียงกระซิบ…” ขิมตาเบิกโพลง กำสร้อยคอแน่นกว่าเดิม
กานต์รีบกดปุ่มบันทึกบนกล้อง วงจรความตึงเครียดเริ่มก่อตัวในอากาศ ทุกคนรับรู้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ
รอยเท้าเก่าๆ เหมือนลากยาวไปตามทางเดิน ทิ้งคราบดำคล้ำตามพื้นไม้ ขิมสะดุดกับภาพขาวดำบนผนัง เห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานเก่า แต่เงานั้นขยับช้ากว่าร่างจริงเล็กน้อย
มุกเดินนำไปยังห้องครัว ทันใดนั้นไฟฉายดับวูบ ปิดทุกเสียง ทุกแสง ทิ้งไว้แค่ความมืด และเสียงลมหายใจหนักๆ ทุกคนต่างรีบรวมกลุ่มกันอย่างเงียบงัน
“เฮ้ย ใครเดินอยู่ข้างหลัง” กานต์ถามพลางหันหลังไป ไม่มีคำตอบ มีเพียงเงาเลื่อนลางที่ไหลผ่านมุมตา
ขิมตัวสั่นเล็กน้อย “เราควรกลับเถอะ” น้ำเสียงเธอสั่นพร่า
“จะกลับได้ไง ยังไม่ได้อะไรเลย” ตะวันพยายามทำใจดีสู้เสือ แต่สายตาเริ่มหลุกหลิก
เสียงกระซิบค่อยๆ ดังชัดขึ้น ฟังเหมือนเรียกชื่อใครบางคน “ขิม… ขิม…”
ขิมตัวแข็งทื่อ มองไปยังพื้นเรือนที่บิดเบี้ยว เงาดำพลิ้วผ่านช่องไม้ เธอกัดฟันแน่นไม่พูดไม่จา
มุกคว้าแขนขิม “อย่าไปฟังนะ เดี๋ยวก็ผ่านไปเอง”
กานต์เดินไปที่หน้าต่าง พยายามเปิดแต่เหมือนมีมือมองไม่เห็นรั้งไว้ “มันเปิดไม่ได้!”
เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะ ก่อนประตูห้องที่ขิมพยายามเปิดเมื่อครู่แง้มออกเองอย่างช้าๆ กลิ่นอับฝุ่นและกลิ่นแปลกใหม่แผ่ซ่านออกมา
มุกสบตากับตะวัน “นายเอากุญแจมาสิ”
“ไม่มี…ฉันไม่อยากเข้าไป…” ตะวันถอยหลังชนผนัง
ประตูเปิดออกเต็มที่ มืดสนิท ทุกคนยืนอึ้ง ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปก่อน เสียงขูดขีดเบาๆ ดังจากในห้องนั้นเหมือนมีอะไรลากเล็บกับพื้นไม้
กานต์สูดหายใจลึก “เราจะถ่ายคลิปแค่ให้เห็นว่ามาได้ถึงนี่ก็พอ กลับออกไปเลยดีไหม”
ขิมตาไม่กระพริบ มองเข้าไปในความมืด “ถ้าเราไม่เข้าไป มันอาจไม่ให้เราออก”
คำพูดของขิมทำให้ทุกคนเงียบงัน นานหลายนาที ก่อนที่ตะวันจะตัดสินใจหยิบไฟฉายอันเล็กขึ้นมา
“ขอให้ไม่ใช่ศพก็พอ…” ตะวันกลืนเสียงตัวเองแล้วค่อยๆ ยื่นไฟฉายส่องเข้าไป ภายในห้องมีเพียงตู้ไม้โบราณกับโต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว
เสียงกระซิบยังคงดังต่อเนื่อง คราวนี้เหมือนมาจากใต้พื้นเรือน กานต์ก้มลงฟัง เสียงนั้นชัดขึ้น “ช่วย…ฉัน…ด้วย…”
ทันใดนั้น ขิมลงไปนั่งกับพื้น ก้มหน้าร้องไห้เสียงแผ่ว ขณะที่คนอื่นๆ มองอย่างกังวล มุกลูบหลังขิมเบาๆ “ขิม เป็นอะไร”
“ฉันเหมือนเคยอยู่ที่นี่มาก่อน…แต่จำอะไรไม่ได้เลย” ขิมสะอื้น
ตะวันพยายามปลอบ “ไม่มีอะไรทั้งนั้น อย่าคิดมาก เดี๋ยวเราก็กลับ”
แต่ขิมส่ายหน้า “เสียงนั้น…มันเรียกฉัน…ฉันต้องเข้าไปในห้องนั้น…”
มุกลังเล “ถ้าจะเข้าไป ไปด้วยกัน”
ทั้งสี่คนจับมือกันแน่น เดินเข้าไปในห้องนั้น เงามืดกลืนกินแสงไฟฉาย เสียงกระซิบหยุดลงทันทีที่ประตูปิดเองตามหลังพวกเขา
ขิมเดินไปที่ตู้ไม้ เอื้อมมือเปิดตู้ช้าๆ ในตู้มีเพียงสมุดปกเก่าขาดวิ่นวางอยู่
กานต์หยิบสมุดขึ้นมา เปิดดูข้างใน เต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ บันทึกเรื่องราวและชื่อของคนที่เคยอยู่ที่เรือนนี้
“ลองอ่านดูสิ” ตะวันกระซิบ
มุกเปิดสมุดไปหน้าเก่าๆ เสียงกระซิบเริ่มกลับมา คราวนี้ดังขึ้นเป็นร้อยเสียงซ้อนทับกัน “จำ…ได้…หรือยัง…”
ขิมทรุดตัวลง มือสั่น “ภาพฝัน…มันกลับมา…เราเคยอยู่ที่นี่มาก่อนจริงๆ…แต่เกิดอะไรขึ้น…”
ขณะเดียวกัน กานต์พลิกหน้าสมุดไปเรื่อยๆ พบหน้ากระดาษที่ขีดฆ่าทุกชื่อ มีชื่อของขิมเขียนด้วยหมึกแดง
ประตูห้องเปิดออกเองอีกครั้ง ภาพเด็กหญิงในชุดโบราณที่หน้าตาเหมือนขิมยืนอยู่นอกห้อง ดวงตาว่างเปล่า ใบหน้าเจือรอยยิ้มบางๆ
ขิมค่อยๆ เดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้น เสียงกระซิบเงียบลงอย่างปริศนา
“ขิม! กลับมา!” มุกร้องเสียงดัง
แต่ขิมหยุดเดิน หันกลับมามอง “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าฉันเป็นใคร…”
เด็กหญิงยื่นมือมาหาขิม มือเย็นเฉียบสัมผัสกับมือของขิม ทุกอย่างเงียบงัน ราวกับเวลาหยุดหมุน
ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ในอดีตไหลเข้ามาในหัวของขิม เด็กหญิงในภาพคือเธอเองเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอเคยถูกขังอยู่ใต้เรือนนี้ ถูกลืมจากทุกคนในบ้านจนตายไปอย่างโดดเดี่ยว
ความทรงจำถาโถมกลับมา น้ำตาของขิมไหลริน เธอหันไปสบตากับเพื่อนๆ “ฉัน…ไม่ใช่ขิมที่พวกเธอรู้จัก…”
มุกเข้าไปสวมกอดขิมแน่น “เธอยังเป็นเพื่อนเราเสมอ”
เสียงกระซิบเงียบหายไป เด็กหญิงในอดีตค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเงามืดใต้เรือน ทุกอย่างสงบลงอีกครั้ง
ประตูบ้านเปิดออกเองอย่างเงียบๆ แสงจันทร์สาดเข้ามาในห้อง ทุกคนเดินออกมาโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
พวกเขาเดินออกจากเรือนเก่าช้าๆ เงียบงัน ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ขิมหันกลับไปมองเรือนเก่าอีกครั้ง ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “ขอบคุณ…ที่ปล่อยเราไป”
เสียงกระซิบสุดท้ายดังแผ่วในสายลม “อย่าลืม…ฉัน…”
เมื่อพวกเขาลงจากเรือน เสียงจักจั่นกลับดังขึ้นอีกครั้ง แต่ในใจของทุกคนยังได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่มีวันลืมเลือน