เสียงกระซิบในสตูดิโอศิลปะ
จันทร์เจ้าเหยียบย่างเข้าไปในอาคารสตูดิโอศิลปะที่อยู่ลึกสุดใจกลางซอยแคบของกรุงเทพฯ สารพัดรอยแตกของอิฐกรอบ เสียงไม้พื้นลั่นยามเดิน วงสีจาง ๆ เหมือนภาพลางที่ไม่ยอมลบ เธอหอบกระเป๋าเป้ ขนาบข้างด้วยกรอบเฟรมที่ใหญ่เกินตัว ราวกับร่างเล็ก ๆ ของเธอกำลังจะหายไปในแสงสลัวประหลาดของที่นี่ เธอหยุดยืน สูดลมหายใจลึกเหมือนตั้งใจวาดรูปแรกในผืนผ้าใบเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะไหวเหรอ…อยู่คนเดียวแบบนี้” แนน เพื่อนร่วมชั้นพูดผ่านโทรศัพท์ ติดตามเธอจนกว่าจะวางสาย จันทร์เจ้ากดปิดเสียง ถอนหายใจ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างแตก ๆ ลงลายเป็นเส้นขีดข่วนพื้น
จันทร์เจ้านั่งดูพื้นไม้เก่า มือซุกในกระเป๋ากางเกงขาสั้น นิ้วกรีดรอยขีดข่วน เล่นกับเสี้ยวเงา ช่วงนี้อารมณ์ของเธอเปลี่ยวเท่าความสงัดในใจ มือข่าวกรอบรูปแน่นเพราะยังระแวงกับคืนแรกในที่แห่งนี้
สามทุ่ม เสียงปังเล็ก ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง จันทร์เจ้าเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ใจเต้นกระหน่ำ เธอเพ่งมองเข้าไปในเงามืดพลางขยับไฟฉายบนมือถือ ไปส่องภาพถ่ายขาวดำที่ติดผนังด้านลึกสุด เงาคนคนหนึ่งสะท้อนในกระจกเก่าที่วางไว้ริมกำแพง สายตาหลบลึก มุมปากยิ้มนิด ๆ สะท้อนแสงวูบวาบก่อนหายวับไป
“ใครอยู่ตรงนั้น!” จันทร์เจ้าตะโกนด้วยเสียงสั่น ๆ ปลายเสียงก้อง เธอเดินเข้าไปใกล้ ชั่วครู่หนึ่งได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ แทบจับใจความไม่ได้—เหมือนกับเสียงเรียกชื่อเธอ …“จันทร์เจ้า”
จันทร์เจ้าหยุดนิ่ง หนาวพลันไหลขึ้นมาจากส้นเท้า จิตใจสับสนระหว่างกลัวกับหลงใหล เธอเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ฉายไฟฉายหากุญแจเพื่อไปล็อกประตู แต่ใจยังคิดวนเรื่องเสียงนั้น
รุ่งเช้า จันทร์เจ้าตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกอึนเหมือนยังฝัน คราบน้ำตาแห้งกรังใต้เปลือกตา เสียงเหล่านั้นตามเข้ามาในความฝัน สายตาของคนในกรอบรูปตอนกลางคืนหลอกหลอน เธอมองมือของตนเอง—นิ้วมือเปื้อนรอยสีแดงจาง ๆ ทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้วาดอะไรเลย
ตอนบ่าย จันทร์เจ้าเดินสำรวจรอบสตูดิโอ พบควันธูปจาง ๆ ลอยออกจากห้องเก็บของประหลาด เธอเปิดเข้าไป เห็นชายแก่ผมขาวนั่งส่องไฟหน้าผลงานแกะสลักไม้ โครงสร้างสวยงามแต่อ่อนแรง
“หนูย้ายมาใหม่สินะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ที่นี่ของเก่าเยอะ ระวังหน่อย อย่าไปยุ่งกับห้องหลัง”
“ตกลงค่ะ… แต่เมื่อคืนหนู…ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ” จันทร์เจ้าพึมพำเบา ๆ
ชายแก่มองเธอนิ่ง ใบหน้ามีริ้วรอยลึกเหมือนผิวเนื้อไม้ “ที่นี่มีเรื่องของมัน ของบางอย่าง—เก็บไว้ดีกว่าอย่าล้วงหา” เขาพูดแล้วลุกขึ้นถือไฟฉายออกไป เธอรู้สึกวาบหนาวทั้งตัว
สนิทกับที่นี่เพียงไม่กี่วัน จันทร์เจ้าก็เริ่มได้ยินเสียงกระซิบยามดึก แม้นอนหลับตาอยู่ เธอจะรู้สึกเหมือนสายลมหอบกลิ่นสีและฝุ่นเซาะผ่านลำคอ แสนจะคุ้น กึ่งจริงกึ่งฝัน มีบางอย่างเหมือนเรียกหาเธอ
งานศิลปะของจันทร์เจ้าเริ่มเปลี่ยนไป ภาพที่เธอวาดในจิตไร้สำนึกแปลกประหลาด—ใบหน้ามนุษย์ไร้ปาก สีแดงเลือดฝาด ฉากฟ้าหมองขมุกขมัว เพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัยเริ่มเอ่ยแซวเมื่อเห็นผลงานจาก Mobile Story ของเธอบนโซเชียล
“เฮ้ย ไหวไหมวะ รูปช่วงนี้โคตรหลอนเลย” เพื่อนสนิทคนหนึ่งไลน์มา “จะทำโปรเจกต์จบหรือเล่าสยองขวัญ?”
จันทร์เจ้าหน้าแดง นิ่งเงียบ รู้สึกไม่เข้าพวกในกลุ่มมากกว่าเดิม แนนโทรมาชวนไปหาอะไรกิน เธอบ่ายเบี่ยง ขออยู่ทำงานต่อ เธอไม่อยากพูดความจริงว่า เธอกลัวแสงแดดกับผู้คนมากกว่าค่ำคืนในสตูดิโอแห่งนี้เสียอีก
วันต่อมาจันทร์เจ้าออกไปกินข้าวที่ร้านข้างสตูดิโอ เจอเด็กผู้ชายรูปร่างเล็กผมฟูชื่อ “อาโป” นั่งวาดภาพอยู่หน้าร้าน เธอหยุดดู เห็นเด็กชายใช้ดินสอขีดเส้นมั่ว ๆ จนหน้ากระดาษกลายเป็นเงาคน ยิ้มเจื่อน ๆ ให้เธอ
“วาดไงให้ดูเศร้าขนาดนั้นอะ” จันทร์เจ้าถาม
“ผมพยายามวาดให้เหมือนเสียงในหัวครับ—เสียงแปลก ๆ ตั้งแต่กลับบ้านนี้…” อาโปหัวเราะเสียงบางตาเศร้า จันทร์เจ้ามองเขายาวนาน
“บ้านนี้?”
“ครับ ผมอยู่ห้องใกล้ ๆ พี่แหละ” อาโปตอบพลางเก็บสมุด “บางที ดึก ๆ จะมีคนร้องเพลงเบา ๆ…” เด็กชายเว้นจังหวะ มองหน้าจันทร์เจ้าพลางสะดุ้งเมื่อมีรถวิ่งผ่าน “แปลกเนอะ…”
จันทร์เจ้ายิ้มอ่อย ๆ ในใจหม่นลงไปอีก เอ่ยออกไปเพียงว่า “เออ… แปลกดี”
กลางคืนในสตูดิโอ เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น คราวนี้ติดเป็นท่วงทำนองเหมือนบทเพลงเก่า จันทร์เจ้านั่งซุกตัวในมุมโต๊ะวาดรูป สะบัดพู่กันอย่างบ้าคลั่ง ภาพวิญญาณหัวเราะฟันขาวพราวขึ้นมาเป็นฝันร้าย กรีดร้องโหยหวน ฉีกสีขาวบนผืนผ้าใบออกจมหายไปในความมืด
เธอล้มตัวลงกับพื้น เหงื่อแตกเต็มหลัง หายใจถี่ เสียงเพลงนั้นย้อนมา—รำลึกเก่า ๆ ที่ดูเหมือนคุ้นเคยกว่าที่คิด ลมหอบกลิ่นดิน สี และหยดน้ำตา เธอพลิกกายมองไปที่รูปเก่าในห้องด้านใน ดวงตาคู่นั้นยังจ้องกลับ ราวกับมีใครรอคำตอบ
รุ่งขึ้น จันทร์เจ้าไปมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้เข้าห้องเรียน แนนเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนล้า วางมือบนบ่าของเธอ “เป็นอะไร รู้ตัวบ้างมั้ย ช่วงนี้เหมือนคนละคนอะ พูดจาน้อยลง ไม่กินข้าวกับเพื่อน จะไม่ได้จบพร้อมกลุ่มแล้วนะเว้ย”
จันทร์เจ้ากระพริบตาถี่ ถอนหายใจ บีบแขนตัวเองแน่น “ขอโทษ…คือ เรากลัว… เราทำงานก็กลัวภาพที่วาด… กลัวคนที่ไม่เห็นหน้า…” เธอนิ่ง น้ำเสียงสั่นอย่างอาย
“กลัวว่าถ้าเปิดใจ เดี๋ยวจะเจ็บใช่มั้ย?” แนนถามเบา ๆ ไม่มีใครพูดอะไร จันทร์เจ้ากดมือถือแน่น ยิ้มแข็ง ๆ ไม่ปฏิเสธ
วันนั้นทั้งวันจันทร์เจ้าไม่วาดรูปเลย เธอกลับสตูดิโอเร็วผิดปกติ สอดส่องรอบห้องด้วยสายตาวิตก กลัวเงาปริศนานั้นจะมาเยือนอีก
แต่ค่ำคืนนั้น เธอสะดุ้งตื่นด้วยเสียงสะอื้นไห้ดังมาจากห้องเก็บของ เดินตามเสียงนั้นไปช้า ๆ หัวใจเต้นแรง เธอพบเด็กหญิงตัวเล็ก นั่งกอดเข่าบนพื้น ใบหน้าซีดขาว ไม่มีตา ไม่มีปาก ร้องไห้เงียบ ๆ ใต้โต๊ะใหญ่
“หนู…” จันทร์เจ้าเอ่ย แต่เสียงกลืนหายในลำคอ เด็กหญิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ชี้ไปที่รูปเก่าในมุมอับมืด พร้อมเสียงกระซิบเจือสะอื้น “คืนให้ฉัน…”
สุดท้ายคืนเดียวกัน จันทร์เจ้านั่งประจันหน้ากับรูปถ่ายเก่า—หญิงสาวแต่งชุดไทยสมัยเก่า ดวงตาเหมือนจ้องลึกเข้ามาในใจ เธอเอื้อมมือไปลูบภาพ ในหูได้ยินเสียงกระซิบ “คืนให้ฉัน คืนความเจ็บให้ฉัน… คืนมัน…”
เธอเดินไปเปิดลิ้นชักค้นพบกล่องไม้ใบเล็ก มีสร้อยข้อมือสีทองแดงเก่ากับเศษจดหมายขาด ๆ เธอสับสนและหวาดกลัว หลั่งน้ำตา จิตโลกรุมเร้าด้วยความรู้สึกผิดที่ไร้คำอธิบาย
“ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว…” เธอกระซิบกับตัวเอง พยายามดึงหายใจเข้าลึก จุดไฟเผากระดาษจดหมาย ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหมดแรง
รุ่งเช้าอาโปยกของเล่นมาฝาก “พี่เห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า เขาชอบร้องไห้ในห้องเก็บของ”
“หนูเห็นเมื่อคืน… เขาอยากได้อะไรคืนสักอย่าง”
“ถ้าเราให้เขา เขาจะหายไปมั้ย?” เด็กชายถาม แววตาตื่นตูมแต่ก็เหมือนเข้าใจดี
จันทร์เจ้ามองสร้อยในมือ พลันรู้ว่าความทรงจำในที่นี้ไม่ได้หายไป—มันรอคนให้อภัย เธอเดินกลับไปหาภาพเก่า เอาวางสร้อยทับ จินตภาพวิญญาณของเด็กหญิงปรากฏขึ้น เพียงครู่ สายตานั้นสดใสขึ้น รอยยิ้มจาง ๆ ซึ่งไม่เคยเห็นในภาพถ่าย เธอสัมผัสถึงน้ำหนักที่หายไปจากอก
ค่ำคืนนั้นสตูดิโอเงียบสงบน่าประหลาด เสียงครวญครางหายไป มีแต่ลมหายใจเบาลง จันทร์เจ้านั่งวาดรูปใหม่ รูปเธอกอดเด็กหญิงคนนั้น ความเจ็บปวดถูกแต่งแต้มเป็นสีสด จบผืนผ้าใบด้วยหยดน้ำตาของตนเอง
วันส่งโปรเจกต์ เธอยกภาพนั้นไปมหาวิทยาลัย แปะติดผนัง พร้อมใบหน้าที่อิ่มเอิบกว่าทุกวัน แม้ไม่เคยเอื้อนเอ่ยเรื่องราวในสตูดิโอให้ใครฟังอีกเลย แต่ภาพนั้นถูกพูดถึงมายาวนาน ทั้งเพราะความเศร้า ความรัก และการให้อภัย ที่ประทับอยู่บนแผ่นผ้าใบ เพื่อน ๆ มาล้อมชมงานจันทร์เจ้า ทุกคนเงียบ นั่งมองภาพ เธอนั่งมุมห้องอย่างเงียบงัน บีบมือแน่น แต่แอบยิ้มให้อาโปที่ยืนข้าง ๆ
“ในที่สุดก็คืนให้เขาแล้วใช่มั้ยพี่”
เสียงกระซิบอย่างอ่อนโยน—คราวนี้ไม่หลอกหลอน หากอบอุ่นเหมือนอ้อมแขนในวันที่ปล่อยวาง
แนนเดินเข้ามาสวมกอดจันทร์เจ้า “ดีใจด้วยนะ”
จันทร์เจ้ากอดตอบ หลับตา วาดภาพในใจถึงวันข้างหน้า ที่เธอกล้าที่จะเติบโต โดยไม่ต้องหลบซ่อนจากความกลัวของตนเองอีกต่อไป