ผู้โดยสารสุดท้ายแห่งขบวนรถไฟกระจก
เสียงล้อเหล็กบดกับรางกระจกโปร่งใสก้องสะท้อนในอุโมงค์ไร้แสง เหมือนเสียงกรีดร้องของโลหะกับเวลาที่กำลังหลอมรวมกัน รถไฟโปร่งแสงทั้งขบวนแล่นฝ่าพื้นที่ซึ่งไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีพระจันทร์ มีเพียงหมอกบางซ้อนทับชั้นแล้วชั้นเล่า ดวงดาวประหลาดปรากฏเป็นจุดแสงริบหรี่รอบด้าน เหนือหัวกระจกใส เหมือนท้องฟ้าตกผลึกเฉพาะขบวนนี้ คนทั้งเจ็ดนั่งกระจัดกระจาย มีเพียงแสงอุ่นจากโคมเย็นฉายเงาซีกหน้าทุกคนสั่นคลอนอยู่บนผิวกระจกอันเปราะบาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มีใครรู้บ้างว่าปลายทางของขบวนนี้คือที่ไหน?” เสียงของจอมขวัญ นักวิทยาศาสตร์สาววัย 32 ปี สั่นด้วยความพยายามปรุงแต่งให้เข้มแข็ง เธอนั่งกอดกระเป๋าเอกสารที่บรรจุงานวิจัย บนหน้าซ่อนบาดแผลเป็นเล็กจางใต้มุมคิ้วข้างขวา และตาของเธอเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ไม่อาจพูดออกมาได้
“คนขับไม่ได้พูดอะไรเลย” เด็กผู้ชายผิวคล้ำที่ชื่อฟ้าเอ่ย เขาตัวเล็ก อายุราว 11 ขวบ ใส่เสื้อกันหนาวขาดลุ่ย หยิบสมุดจดลายมือห่วยแตกแนบอก “ผม…อยากเจอแม่”
เสียงประกาศแหลมสูงดังขึ้นเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ เนื้อความพร่าเลือนเหมือนเสียงกระจกแตกร้าว ทุกคนหันมองกันเงียบๆ จอมขวัญสบตาอาจารย์โย่งสุริยันที่นั่งข้างประตูท้ายสุด เขาอายุราว 56 ปี ท่าทีสงบแต่แววตาคล้ายอดีตตามหลอกหลอน มือขวากำถือซองจดหมายสีซีดเปียกน้ำตาไว้แน่น
ปราณี แม่บ้านวัยกลางคนอ้วนท้วมลุกขึ้นเดินไปกลางขบวน พร้อมกระเป๋ากระจกลายคลื่น เธอเสมองประตูด้านหน้า “ถ้ามันไม่หยุด เราจะออกกันยังไง?”
จู่ๆ พื้นใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน ภาพข้างนอกเปลี่ยนเป็นทรงกลมเหลื่อมสีม่วงอ่อน เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก เสียงเด็กฟ้าเบาเหมือนเพ้อ “ข้างนอกรถไฟ…ไม่มีอะไรเลย แต่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่กลางอากาศ”
ทุกคนเงียบ งุนงง ระแวง วิโรจน์ชายผิวดำคล้ำผมหงอก กำลังจ้องมือไม้ตัวเองนิ่งๆ เขาไม่พูดอะไรจนกระทั่งพื้นรถไฟเริ่มชะลอลง ไฟข้างทางดับวูบ ดวงดาวนอกกระจกกลายเป็นโพรงดำ ราวกับเร็วๆ นี้จะตกลงไปในที่ว่างไม่มีที่สิ้นสุด
เสียงประกาศก้องขึ้น “ทุกความกลัว ทุกรอยแผล จะได้รับการไถ่ถอน…เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ”
กลิ่นอวลบางเบาเหมือนฝนโปรยทุกซอกมุม แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือออกไปนอกกระจก “มันแปลว่าไง?” จอมขวัญพึมพำ ช่องแสงสุดท้ายดับลงในสายตาทุกคน
วิโรจน์กล่าวขึ้นเสียงสั่น “ผมได้ยินเสียงลูกผมเมื่อกี้…ผมไม่ได้คุยกับลูกมานานมากแล้ว ก่อนโลกเปลี่ยนเป็นแบบนี้…ก่อนผมยอมหนี”
ไม่มีใครพูด ทุกคนนิ่ง จอมขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก เธอหยิบแฟ้มงานวิจัยเลื่อนมาแนบอกแน่นกว่าเดิม โย่งสุริยันขยับตัวเหมือนจะพูด แต่เปลี่ยนใจเป็นมองดวงดาวที่แปรเปลี่ยนในความมืด
เสียงเดินบนกระจกรถไฟดังขึ้นจากขบวนถัดไป ทุกคนหันไป สาวน้อยผมยาวในชุดสีเงินเดินเท้าเปล่าเข้ามา ไม่มีรองเท้า ไม่มีร่ม ไม่มีสีหน้า สายตาว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยเงา เด็กฟ้าจับแขนจอมขวัญแน่น “เธอคือใคร?”
หญิงสาวไม่ตอบ เธอหยุดยืนข้างหน้าต่าง ยื่นมือแตะสนามหมอกที่คลุมรอบขบวน ทันใดนั้นภาพข้างนอกเปลี่ยนเป็นเมืองกลางคืนที่สว่างไสว ผู้โดยสารทุกคนตกใจ โล่งอก และแทบอยากจะร้องไห้ด้วยความคิดถึงบ้านของตนเองที่ปรากฏขึ้นเป็นฉากๆ
“เขากำลังหลอกเรา” โย่งสุริยันกระซิบ “ข้างนอกไม่ใช่บ้าน ข้างนอกคือกับดัก”
“แต่ผมเห็นแม่ผมอยู่ตรงนั้น” เด็กฟ้ากระซิบเสียงหายใจเร็วขึ้น น้ำตาเริ่มเอ่อ
ปราณีเอื้อมมือแตะกระจก น้ำตาคลอ “ลูกสาวฉัน…เธอยังมีชีวิตอยู่ไหมนะ”
ขณะที่ภาพเมืองหมุนเปลี่ยนเป็นภาพครอบครัวของทุกคนยืนรออยู่ข้างทางรถไฟ พลังของขบวนนี้เหมือนเปิดบาดแผลในใจทีละคนๆ จอมขวัญนั่งนิ่ง ดวงตาว่างเปล่าจ้องภาพบ้านเก่าในวัยเด็ก ระเบียงไม้ที่พ่อชอบนั่งสูบบุหรี่ แม่ร้องเพลงในครัว และเธอ…ยืนอยู่คนเดียวที่ริมหน้าต่าง
“ถ้าออกไป…เราจะออกไปจากอดีตของเราได้จริงเหรอ?” จอมขวัญถามเสียงต่ำ
ประตูรถไฟข้างหน้าเริ่มเปิดช้าๆ กลิ่นบ้านเก่าหอมจางๆ ลอยมากระทบใจทุกคน หญิงสาวชุดเงินยืนค้างอยู่ ปลายนิ้วของเธอชี้ข้างนอกเหมือนเชิญชวน
“ทำไมไม่พูดอะไร?” จอมขวัญถามเธออย่างกลัวปนสงสัย หญิงสาวนิ่ง ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแต่หยดน้ำตาไหลลงจากหางตาซ้ายเป็นสายเดียว ชายผิวดำหงอกเดินเข้าไปใกล้ “ผมขอโทษ…ผมขอโทษลูก…ผมไม่ได้กลับบ้าน ผมหนีผมเอง”
ประตูรถไฟปิดดังขวับก่อนที่ใครจะออกไปได้ ผู้โดยสารทุกคนสะดุ้ง ทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่าเหมือนเดิม เงาสะท้อนของแต่ละคนในกระจกดูลึกกว่าเดิม เหมือนถูกกลืนกินไปทีละน้อยจากอดีตและความกลัวที่ไม่กล้าตั้งชื่อ
จอมขวัญประคองเด็กฟ้าเข้าอก เขาสั่นจนมือชื้นเหงื่อ เธอสบตาเขา เผยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ต่างจากน้ำตา “เราไม่ได้โดดเดี่ยว…ไม่ว่าอะไรกำลังรอข้างหน้า”
โย่งสุริยันลุกขึ้น เดินไปนั่งข้างวิโรจน์ มองไหล่ที่สั่นไหว ก่อนวางมือลงบนหลังเบาๆ “เราเลือกได้ ว่าจะอยู่ในฝัน หรือกลับไปยืนบนความจริง”
ไฟในขบวนเริ่มริบหรี่ เสียงประกาศอีกครั้ง “ถึงเวลาเลือก…อยากเผชิญหน้ากับความจริงหรือรอปลายทางที่ไม่รู้จัก” ความมืดทะลักเข้ามาทีละน้อย เสียงร้องไห้ สะอื้น แลกเปลี่ยนความกลัวในตัวเอง เงียบงันแต่หนักแน่น
จอมขวัญลุกขึ้น เธอเอื้อมมือจับประตู หันไปสบตาผู้โดยสารทั้งหมด “ถ้าจะอยู่ในอดีต ก็แค่เปิดประตูออกไป…แต่ถ้าอยากหาคำตอบ ต้องพากันเดินต่อ”
ทุกคนลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว สาวน้อยชุดเงินถอยกลับไป หายเข้าไปในเงามืด ประตูถัดไปเปิดออกอย่างช้าๆ เผยบันไดกระจกทอดขึ้นสู่แสงสว่างเหนือจริงทุกคนจับมือกันแน่นทีละคู่ แม้กลัวแต่เลือกเดินไปข้างหน้า
เด็กฟ้ายิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าผมเจอแม่…จะกอดเธอไว้แน่นๆ เลย”
จอมขวัญก้มลงสบตา “วันหนึ่งนายจะได้กอดแม่…แต่วันนี้ เราต้องกอดความกล้าของตัวเองไว้ก่อน”
วิโรจน์ปล่อยจดหมายในมือให้ตกลงพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างคนที่เก็บงำมานาน โย่งสุริยันกระซิบแผ่ว “โลกใหม่นี้ ไม่ให้รางวัลกับคนที่หนีอดีต…แต่เปิดบ้านใหม่สำหรับคนที่กล้าเริ่มใหม่”
เมื่อทุกคนเดินขึ้นบันไดกระจก สายหมอกแตกตัวกลายเป็นสะพานที่ทอดนำไปสู่สนามหญ้าสีเงิน พระอาทิตย์ดวงใหม่เริ่มโผล่จากขอบฟ้า ผู้โดยสารหันกลับมามองขบวนรถไฟกระจกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่มีเสียงใดหลงเหลือ นอกจากเสียงหัวใจของตัวเอง
ไกลออกไป เสียงหัวเราะของเด็กก้องอยู่ในอากาศ สะท้อนเป็นคลื่นไร้สิ้นสุด ขณะที่พวกเขาเดินต่อไปด้วยกัน ทิ้งอดีตไว้ในขบวนปรารถนา และยินดีในความกล้าของตัวเองที่ก้าวเดินออกมาได้