ของขวัญกลางสายฝน
เสียงฝนประปรายตกกระทบหลังคากระเบื้องเก่า ๆ ณ เวลาบ่ายในมหาวิทยาลัย มินตรา กอดเข่านั่งริมหน้าต่างห้องชมรมศิลปะ สายตาเธอเหม่อลอยมองสายฝนขาวยาวที่ไหลย้อยบนหน้าต่าง มือหนึ่งถูสีที่เปื้อนฝุ่นบนกางเกงยีนส์ไปพลาง หัวใจหนักอึ้งด้วยความรู้สึกที่ซุกซ่อนและไม่อาจบอกใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอหยิบสมุดสเก็ตช์ขึ้นมาวาดลวดลายล่องลอย เสียงประตูห้องชมรมเปิดแว่วมาอย่างเงียบ ๆ ธันวา เด็กหนุ่มปีเดียวกัน ผมยุ่งเฉียงเหมือนเพิ่งวิ่งฝ่าฝนมา แก้มข้างซ้ายมีรอยแผลน้อย ๆ จากการปั่นจักรยานล้มเมื่อวานนี้ เขาวางเป้ลงข้างโต๊ะ ก่อนยิ้มมุมปากแบบเก้อเขิน “วันนี้ฝนเยอะจัง มิน”
มินตราเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มบาง ๆ ใส่เขา “อืม…ถ้าเป็นเรา คงชอบเวลาฝนตกนะ” เธอเอ่ยเสียงเบา ๆ
ธันวาเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ พลางถอนหายใจยาว “แต่ถ้าเป็นผมนะ ฝนตกมันทำอะไรติดขัดไปหมด” เขาหัวเราะแห้ง ๆ มินตราแอบมองริมฝีปากของเขา ปลายนิ้วไล้วงกลมบนกระดาษเหมือนลังเลจะพูดอะไรสักอย่างแต่เลือกเก็บความลับเอาไว้
เสียงว่างเปล่าครอบคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนธันวาจะชี้ไปที่ภาพสเก็ตช์ “รูปใหม่เหรอ?”
“ก็…วาดเล่นไปเรื่อย” มินตราหลบตา
“แต่ของมินมันไม่เคยเล่น ๆ นะ” ประโยคของธันวาเหมือนมีอะไรในน้ำเสียงแต่เจ้าตัวรีบหันไปหยิบโน้ตบุ๊กในเป้เพื่อกลบเกลื่อนความเงียบ สองคนปล่อยให้เสียงฝนสร้างกำแพงบาง ๆ ขึ้นระหว่างกัน
ยามเย็นในโรงอาหารเก่า กลิ่นข้าวผัดกับกลิ่นไอฝนลอยอ้อยอิ่ง วิทวัส เพื่อนสนิทของธันวาเดินเข้ามาทัก “วันนี้ชมรมศิลปะกับชมรมดนตรีจะมีแจมกันใช่มั้ย” เขาทั้งดูตื่นเต้นและสบตาธันวาแบบมีเล่ห์นัย “ธัน…จะร้องเพลงด้วยสินะ”
ธันวามองไปทางมินตรา “ก็…ต้องร้องอยู่แล้ว ไหน ๆ ก็หลงเข้ามาล่ะ” เสียงหัวเราะที่ออกจากริมฝีปากคล้ายจะปลอบใจใครบางคน มินตรารู้สึกแปลก ๆ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ธันวามองเธอ ทุกอย่างเหมือนจะธรรมดาแต่ก็เหมือนไม่ธรรมดาเลย
คืนวันศุกร์ เวทีเล็ก ๆ กึ่งกลางสนามหญ้าเปียกฝน เงานักศึกษากลุ่มหนึ่งเบียดเสียดใต้ร่มผ้าใบ ธันวาเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วเหมือนทุกคำพูดหล่นลงกลางหัวใจมินตรา
เมื่อเพลงสุดท้ายจบลง มินตรายืนฟังเงียบ ๆ แต่แววตาเธอวูบไหว เธอปรบมือแผ่วเบา แต่ในใจอยากจะยืนอยู่คนเดียวกับเขาตรงนี้ไปนาน ๆ
หลังจบงาน ฝนยังปรอย มินตราถือร่มเดินอย่างลังเล ธันวาตามออกมาช้า ๆ “ไปรอรถด้วยกันมั้ย” เขาถาม
“ได้สิ” เสียงที่เปล่งออกมาของมินตรานิ่มนวลแต่แฝงความสั่นคลอน
ธันวาเดินเคียงข้าง ใต้ร่มคันเล็ก มือถือกีต้าร์แขวนกับไหล่ พูดคละเคล้ากับเสียงฝนเบา ๆ “วันนี้…ผมร้องเพลงโปรดของใครบางคน”
มินตราหยุดกะทันหัน พยายามปองไม่ให้ตัวสั่น “ของ…ใครเหรอ”
ธันวามองดินด้วยรอยยิ้มนิด ๆ “แค่คิดว่าเธออาจชอบมัน”
ทั้งสองเดินเงียบยาว มินตราเก็บคำถามไว้เต็มอก
เช้าวันถัดมา ในห้องสอบ มินตรานั่งอยู่กลางห้อง ธันวาอยู่มุมห้อง ทุกครั้งที่หันไป เธอมักเจอเขามองมาไม่ต่างจากคืนก่อน แต่พอสบตากลับรีบหลบเหมือนต่างคนต่างมีความลับบางอย่าง
มินตราผิดหวังกับคะแนนสอบ เธออกมานั่งที่ระเบียง ทุ่มกระดาษลงพื้น หยาดฝนยังเกาะกระจกอยู่ เธอมองลงไปข้างล่าง ธันวาวิ่งฝ่าเม็ดฝนขึ้นมา “เป็นอะไร”
“ไม่มีอะไร” เธอตอบแผ่วเบา “คือ…แค่เสียใจในตัวเองนิดหน่อย”
ธันวานั่งลงข้าง ๆ ลังเล “ผมก็กลัวเหมือนกัน”
“กลัวอะไร”
“กลัวทำผิดซ้ำ ๆ กลัวเสียใจแบบเดิม กลัว…ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ” น้ำเสียงเขาเหมือนกลั้นบางอย่าง
มินตรารับฟังโดยไม่ได้พูดต่อ มือทั้งคู่ใกล้กันแต่ไม่แตะต้อง
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ กลุ่มเพื่อนวางแผนไปเที่ยวทะเล ธันวาโทรหามินตรา “เธอจะไปมั้ย”
“ยังไม่แน่ใจอะ” เธอตอบลังเล
เขานิ่งไปก่อนจะพูดเบา ๆ “งั้น…ถ้าอยากคุย…โทรหาผมได้นะ”
มินตรานอนไม่หลับ คืนฝนตกนี้ เธอคิดถึงคำพูดของเขาซ้ำ ๆ
วันที่เที่ยวทะเล ฝนคะนองหนักใต้ฟ้าเทา กลุ่มเพื่อนวิ่งหนีฝนเข้าร้านกาแฟริมทะเล ธันวานั่งเงียบ ๆ ดูเศร้าไปผิดปกติ มินตราแอบมองในกระจก เธอไม่แน่ใจว่าควรเดินเข้าไปคุยหรือปล่อยให้เงียบต่อไป สุดท้ายเลือกจ้องมองแก้วกาแฟในมือ
ช่วงเย็นทะเลสงบขึ้น ทำให้เดินออกไปที่ชายหาดได้ มินตราเดินแยกจากกลุ่ม ตามเสียงดนตรีเบาละมุนที่ธันวาเล่นเงียบ ๆ เธอยืนมองไกล ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
“จะหลบหน้าผมไปอีกนานมั้ย” เสียงธันวาดังขึ้นเบา ๆ จากข้างหลังจนมินตราสะดุ้ง
เธอยิ้มแหย “ไม่ได้หลบ…แค่ไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรมากกว่า”
ธันวาหัวเราะ “ถ้าอยากจะคุย ผมพร้อมฟังนะ”
“แต่ฉันกลัว”
เขานิ่ง “ผมก็กลัวเหมือนกัน กลัวเสียเธอไปมากกว่าอะไรทั้งหมด”
คืนนี้ ทั้งคู่เดินริมทะเลบนผืนทรายเปียก ลมหวีดหวิว กลิ่นเค็มชื้นคลุมรอบตัว ยามหนึ่ง มือของพวกเขาเผลอสัมผัสกันเงียบ ๆ ก่อนธันวาจะชักมือกลับ มินตรามองหน้าเขา สายตาหลบเร้นก่อนพูดเบา “ฉันมีความฝันอยากไปเมืองนอก…แต่ก็กลัวเหมือนกันว่าจะเสียใครบางคนไป”
ธันวาไม่ตอบในทันที เขาหลบตาแล้วพูดช้า ๆ “แล้วถ้าเธอไปจริง ๆ ผม…คงดีใจกับเธอ แต่…ก็ไม่รู้จะทนคิดถึงได้นานแค่ไหน”
ช่วงที่กลับจากทริป กลุ่มเพื่อนเริ่มสงสัย บางคนแซวมินตราว่าเป็นอะไรกับธันวากันแน่ มินตราเลือกเงียบ ไม่ตอบ พรรคพวกหยอกกันเอง เธอยิ้มแบบกล้ำกลืนว่าทุกอย่างปกติที่สุด
เมื่อกลับถึงหอพัก มินตราเจอการ์ดวาดด้วยมือหนึ่งใบสอดใต้ประตู ไม่มีชื่อผู้ส่ง ขีดเขียนด้วยลายมือคุ้นตา “ขอให้กล้าบินไปตามฝัน–และอย่ารีบลืมคนที่ยังรออยู่ข้างหลัง” มินตราจำลายมือธันวาได้ทันที น้ำตาไหลคลอเบ้า เธอดึงสมุดสเก็ตช์ออกมาเขียนบางอย่างกลับไปด้วย เธอไม่กล้าส่ง
หลายวันผ่านไป มินตราหลีกเลี่ยงธันวา ช่วงพรีเซนต์โปรเจกต์ใหญ่ ทั้งคู่คลาดกัน เหมือนพรหมลิขิตเล่นตลก เธอเห็นเขาหัวเราะกับคนอื่นแล้วรู้สึกเจ็บแปลบทั้งที่ไม่มีสิทธิ์
วันสุดท้ายก่อนสอบปลายภาค มินตรานั่งรอบนระเบียง ท่ามกลางฝนหนัก เธอได้รับอีเมล์แจ้งผลทุนศึกษาต่อเมืองนอก สมหวังดังหวังไว้ แต่แทนที่จะดีใจ น้ำตากลับเอ่อท่วมตา
ธันวาโทรมา เธอเลือกไม่รับ กดวางหลายสาย กระทั่งสายสุดท้าย เธอตัดสินใจรับ
“มิน เธอ…โอเคมั้ย” เขาถามเสียงสั่น
“ธัน ฉันสอบได้ทุน แต่…ฉันไม่รู้ว่าดีใจหรือกลัวกันแน่”
“ทำไมต้องกลัว”
“เพราะฉันอาจต้องทิ้งทุกอย่างที่นี่”
ธันวาเงียบงันนาน “แต่ถ้าเธอไม่ไป เธอก็จะเสียตัวเองไป”
เสียงฝนบนกระจกทำให้ระยะห่างยิ่งไกลขึ้น มินตราเอ่ย “ถ้าฉันไป…ธันยังจะรอมั้ย”
ชายหนุ่มกลั้นใจ “ผมเคยกลัวเหมือนกัน กลัวเสียเธอ กลัวเธอไปไกลเกินเอื้อม แต่วันนี้…ผมอยากเป็นคนแรกที่บอกให้เธอบิน”
คืนนั้น มินตรานิ่งนาน เธอกอดสมุดสเก็ตช์แน่น น้ำตาซึมไม่หยุด
อาทิตย์ต่อมา วันอำลา ฝนตกหนักยิ่งกว่าทุกที สนามบินจอแจ มินตรายืนตากฝนรอคนคนหนึ่งจนสุดท้ายธันวาวิ่งมากระเซ็นกระสายเข้าหา เขาหอบสะพายกีต้าร์มา
“ขอโทษ…รถติด”
มินตรายิ้มทั้งน้ำตา “เห็นมั้ย ถึงสุดท้ายก็ยังวิ่งฝ่าฝนมาหากัน”
ธันวายื่นของขวัญกล่องเล็ก ๆ ที่พันโบว์สีน้ำเงิน “ให้…เธอ” มือของทั้งสองสัมผัสสั่นปร่า
มินตราเปิดกล่อง ดูเป็นพวงกุญแจรูปเครื่องบินน้อย ทำด้วยมือ เขียนชื่อของทั้งคู่ไว้
“ทุกครั้งที่คิดถึง…ดูเจ้านี่” ธันวาเสียงแผ่ว
เจ้าหน้าที่เรียกขึ้นเครื่อง มินตราสวมกอดเขา เธอกระซิบ “ขอให้ฝนวันไหนก็ไม่พาเราลืมกันนะ”
ธันวาเม้มปากกลั้น กลั้นน้ำตาแต่แววตาเปียกฝน “ถึงฝนจะตกอีกกี่ครั้ง ผมก็จะรอ…จนกว่าเธอกลับมา”
หญิงสาวโบกมือลา ร่างของเธอเล็กลงในม่านฝน จนธันวาค่อย ๆ ถอยหลังมองฟ้า ทุกหยดฝนที่ร่วงหล่นคือคำสัญญาที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
ในเดือนปีต่อมา มินตราใช้ชีวิตต่างแดน ทุกครั้งที่ฝนตก เธอจะแตะพวงกุญแจนั้นแล้วมองท้องฟ้า มีข้อความสั้น ๆ ถูกส่งหาธันวาบ่อย ๆ “วันนี้ฝนตกอีกแล้ว” ข้อความตอบกลับมาเสมอว่า “ตรงนี้ก็เหมือนกัน” แม้จะอยู่คนละฟากโลก
และในวันที่สุดท้ายของการศึกษา เมืองไทยฝนกำลังโปรยปราย มินตรากลับมายืนหน้าตึกเก่านั่งติดขอบหน้าต่าง เธอรอคอยอะไรบางอย่าง ในที่สุด ธันวาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะกล่าวเบา ๆ “ในที่สุดฝนก็พาเธอกลับมาหา…”
และในวินาทีนั้น สายฝนที่ไหลลงขอบหน้าต่างก็ไม่ได้รู้สึกเย็นอีกต่อไป