เมื่อเราห่างกัน…
เสียงขูดดินสอบนกระดาษสีขาวดังสลับกับเสียงผู้สอนที่พูดช้า ๆ ในห้องเวิร์คช็อปศิลปะ กฤตนั่งเอียงตัวเล็กน้อย ฝนดินสอเน้นแสงเงาในภาพที่ถ่ายทอดอยู่ เขาเงียบ สายตาอ่านยาก ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม อัยย์วางแขนบนโต๊ะ ลมหายใจยาว มีเศษกระดาษขยำเป็นก้อนอยู่ข้างมือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไม่เข้าใจเลย… จะให้ความรู้สึกเศร้าสื่อออกมายังไงในภาพวาดเนี่ย” อัยย์พึมพำ ใบหน้าเปื้อนหมึก เธอมองภาพที่วาดอย่างผิดหวัง กฤตเหลือบตามองแล้วยิ้มบาง ๆ
“บางที… ไม่ต้องคิดเยอะก็ได้ เอาแค่ให้เหมือนตัวเองตอนเศร้าจริง ๆ” กฤตตอบเบา ๆ
ความเงียบครุกรุ่นในอากาศ อัยย์นิ่ง มือขยับดินสอแล้วหยุดกลางอากาศ
“ถ้าเราไม่อยากยอมรับตัวเองตอนนั้นล่ะ?” เธอถามเสียงเบา ราวกับไม่ต้องการคำตอบ กฤตมองตรงไปยังแสงจากหน้าต่าง สะท้อนแววอะไรบางอย่างในใจ
เสียงนาฬิกาบอกเวลาหมดคาบ อัยย์รีบลุกเก็บของ กฤตเหลือบมอง มีรอยยิ้มขื่นที่มุมปาก สองคนเดินออกจากห้องด้วยความเงียบแปลก ๆ
วันถัดมา ในร้านกาแฟเล็ก ๆ อัยย์นั่งจ้องโทรศัพท์หน้าจอเปล่า ๆ รอยยิ้มเฝ้ารอคอย กฤตผลักประตูเข้ามา เสียงกระดิ่งดังเบา ๆ
“ขอโทษนะ ติดงานออกแบบมาส่งลูกค้า” กฤตพูดพลางวางแล็ปท็อป อัยย์ส่ายหน้า
“เราเข้าใจ ไม่ต้องรีบมาเพื่อเราเลยก็ได้”
ช่วงเวลานั้นต่างเงียบซ้อนทับกัน อัยย์ยกแก้วชา ริมฝีปากแตะเบา ๆ
“ว่าจะขอให้ช่วยดูบทละครใหม่หน่อย… เรารู้สึกเหมือนไม่ค่อยเป็นตัวเอง ตอนนี้”
กฤตหยิบกระดาษจากเธอ พลางอ่านอย่างตั้งใจ ความนิ่งของเขาช่วยอัยย์สงบลง เธอดูเขาอ่านนิ่ง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็พูด
“นายว่าผู้หญิงในเรื่องควรให้อภัยคนรักที่ทำร้ายใจตัวเองไหม”
กฤตร่วมรอยเศร้าในดวงตา “บางทีให้อภัยก็ต้องแปลว่า… เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนมั้ง”
สายตาทั้งสองคนคล้ายจะเชื่อมกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเบือนหน้าออกไปอย่างเงียบ ๆ
วันผ่านไป สองคนมีนัดที่สวนสาธารณะ อัยย์ก้าวเร็ว ๆ ตามกฤต ทั้งคู่ลากเป้าขนาดใหญ่
“จะไปวาดรูปบนเขากันเหรอ?” อัยย์แหย่ กฤตยิ้มมุมปาก เท้าชะลอเหมือนรอเธอ
“เปล่า… แค่จะไปหามุมที่เงียบ ๆ อยากลองวาดอะไรใหม่ ๆ”
อัยย์นั่งลงใต้ต้นไม้ หยิบสมุดบันทึกเรื่องราวจากเป้
“จริง ๆ เราคิดอยากไปเรียนเขียนบทต่อที่ญี่ปุ่น…”
กฤตนิ่งงัน ริมฝีปากขยับแต่ไม่พูดอะไร
อัยย์ถอนใจ “แต่แม่เราไม่อยากให้ไป… เขาอยากให้ช่วยดูแลบ้านแทนพ่อที่ป่วย”
กฤตพยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าดูไกลเกินเอื้อม
เย็นนั้นขณะเดินกลับ เงื่อนไขคลุมเครือในความเงียบ อัยย์ถามเบา ๆ
“นายคิดว่า… ทำตามฝันแล้วมันคุ้มไหม ถ้าต้องเสียบางอย่างไป”
กฤตหยุด เดินช้าลงมาก “เรา… เคยเลือกสิ่งที่คิดว่าควร เลยเสียโอกาสทั้งงานทั้งความสัมพันธ์กับแม่… เราเองก็ยังกลัวอยู่เลย” คำพูดไม่ได้จบดีนัก เขาปลีกตัวเดินเร่งขึ้นคล้ายหลบตา
สองคนต่างไม่รู้จะต่อประโยคกันยังไงดี — ความรู้สึกล่อแหลมวางค้างในอากาศ
สัปดาห์ถัดมา กฤตรับโทรศัพท์เสียงเครียด แม่ของเขาเพิ่งผ่าตัดกลับมาจากโรงพยาบาล มือเขากำสมุดสเก็ตช์แน่น พลางคิดถึงคำพูดอัยย์ที่วนเวียนอยู่ในหัว
คืนนั้น อัยย์พิมพ์ข้อความในมือถือว่า “ถ้าวันหนึ่งไปเรียนแล้ว ไม่ได้ติดต่อกัน นายจะว่ามั้ยนะ” เธอลบแล้วพิมพ์ใหม่หลายครั้ง สุดท้ายไม่ได้ส่งอะไรเลย
วันต่อมา อัยย์โทรหากฤต ขอเจอที่สะพานริมแม่น้ำ เสียงน้ำไหลดังตัดกับเสียงลมหายใจอัยย์ เธอเงียบอยู่นาน
“ถ้าเราต้องจากไป จริง ๆ จะยังอยากมีเราในชีวิตไหม” เธอยิ้มเศร้า ยกมือซ่อนริมฝีปาก กฤตกัดริมฝีปาก แน่นิ่งไปชั่วขณะ
“ไม่รู้เหมือนกัน… แต่คงเหงาแหละ”
ความรู้สึกค้างคา เสียงเรือข้ามฟากแว่วมา อัยย์สบตา เลือนรอยยิ้มบาง ๆ
“ลองอยู่กับความกลัวดูดีไหม… สักครั้ง”
อัยย์ยิ้ม ส่งมือแตะหลังมือกฤตชั่วแล่น แล้วผละ เดินลับตาไปทันทีที่น้ำตาเริ่มรื้น
ฤดูฝนเวียนมา กฤตอยู่หน้าจอแล็ปท็อปกับงานออกแบบที่ทยอยเข้ามาที่บ้าน เขาอ่านข้อความอวยพรปีใหม่จากอัยย์ผ่านไลน์ ทั้งสองเหลือเพียงข้อความสั้น ๆ ห่างกันมากขึ้นทุกวัน
คืนหนึ่ง เมื่องานหนัก กฤตเผลอดูโพสต์อัยย์ที่เรียนอยู่โตเกียว เขาพิมพ์ “เห็นแล้วคิดถึงนะ” แต่แค่ลบทิ้ง… ไม่ได้กดส่ง เขาหลบเลี่ยงดราม่า ทั้งที่ใจวูบไหว
เสียงมือถือดังขึ้นกลางดึก อัยย์โทรกลับมาพูดเรื่องงานและอากาศ กฤตตอบสั้น ๆ เสียงอัยย์ดับไปกลางประโยค เขาได้ยินแค่เสียงหัวเราะเบา ๆ ชั่วขณะ
“นาย… รู้ไหม ฝนที่นี่มันชอบตกตอนคิดถึงบ้าน”
กฤตนิ่ง ไม่มีเสียงตอบรับ เขาก้มหน้าฟังเสียงฝนแผ่ว ๆ ผ่านสายโทรศัพท์
วันเวลาล่วงเลย กฤตเอางานออกแบบเข้าร้านคาเฟ่รูปแบบใหม่ที่เปิดที่กรุงเทพฯ เขาดูผู้คนหัวเราะ ชีวิตดำเนิน ถ้าอัยย์อยู่ตรงนี้ เธอจะคุยเรื่องละครใหม่ ๆ แบบวันเก่าหรือเปล่านะ
โลกทั้งคู่เหมือนขนานกัน เดินไปข้างหน้าคนละทิศ ทาง อัยย์ได้ทุนเขียนบท ส่งต้นร่างคืนมาให้กฤตวิจารณ์ “ขอคำแนะนำหน่อยนะ อยากได้ฟีดแบ็คแบบจริงจัง”
กฤตอ่านข้อความเขียนบท กดโทรกลับเสียงสั่น
“เรื่องราวนี้… ดูเศร้ากว่าที่ควรนะ”
“เพราะความเหงามันเขียนเองไม่ได้ไง… เราแค่… อยากมีที่อยู่ของตัวเอง ไม่ใช่ของใคร” เสียงอัยย์แผ่วต่ำในปลายสาย
กฤตนิ่ง อากาศเหมือนหนักอึ้ง “แล้วถ้าไม่ใช่ที่ของเรา… แต่เป็นที่ที่เราอยู่ด้วยกัน จะโอเคไหม”
อัยย์หัวเราะเบา ๆ มีน้ำเสียงสั่น ๆ
“นายเคยวิจารณ์บทเราแรงกว่านี้นะ… ไม่เห็นต้องมาคิดเยอะอะไรเลย”
กฤตยิ้ม สองคนเงียบไปนาน ไม่มีใครปิดสายก่อน
คืนวันหนึ่ง กฤตได้รับการ์ดเชิญไปงานประกวดบทละครนานาชาติที่โตเกียวจากอัยย์ เขานั่งลังเลหน้าตั๋วเครื่องบินที่ยังจองไม่ทัน เงาของอดีตยังรั้งใจ…
แม่เดินมาเห็น เรียบเฉยแต่พูดแผ่วเบา
“ถ้ามัวแต่ผูกติดกับอดีต… จะไปเจออะไรใหม่ ๆ ได้ยังไง”
คืนนั้นกฤตตัดสินใจ ซื้อ ตั๋วเครื่องบิน วันที่จะถึงคือวันแสดงผลงานของอัยย์พอดี
เขานั่งในหอประชุม โตเกียว อัยย์เห็นเขาจากเวที ใบหน้าตกใจ เสียงสะอึกระหว่างกล่าวขอบคุณ
หลังพิธี อัยย์เดินลงบันไดมาหาเขาช้า ๆ ในฝูงชน
“คิดถึงไหม” เธอถามนิ่ง ๆ แววตาสั่น กฤตยิ้มบาง
“ก็ไม่รู้หรอก… แต่ชอบดูเวลาเธออยู่กับความฝันมากกว่าอยู่กับความกลัว”
อัยย์น้ำตาซึม มองลงพื้นชั่วครู่
“รู้อะไรไหม… ฉันกลัวการสูญเสียจนเกือบไม่กล้าเลือกอะไรเลย”
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน… แต่ถ้าไม่เลือกสักที มันก็ไม่มีใหม่จริง ๆ นะ” กฤตพูดขรึม
หลังวันนั้น กฤตนั่งวาดภาพในห้องพัก อัยย์เข้ามานั่งข้าง ๆ
“ถ้าอยู่ด้วยกัน… เราจะพากันฝันไหม” เสียงเธอลังเลแต่จริงใจ
กฤตเงียบ หันมองเธอแล้วยิ้มช้า ๆ
“ถ้าไปข้างหน้า… ก็อย่าเดินคนเดียวแล้วกัน”
มืออัยย์ถือถ้วยชาร้อน กฤตนั่งหัวเราะเบา ๆ สายฝนอาบหน้าต่าง โตเกียวถูกแต่งแต้มด้วยแสงจากใจของพวกเขาทั้งสอง
อัยย์ยิ้ม ซบหัวกับไหล่เขา ท่ามกลางความเงียบสงบใหม่ ๆ ที่ต่างได้มาด้วยการเรียนรู้จะให้อภัยตัวเองและอดีตในใจ
ความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ แต่เต็มด้วยความยอมรับและเติบโต ค่อย ๆ ก้าวข้าง ๆ กันต่อไป