เพลงรักในคืนฝนโปรย
เสียงฝนโปรยปรายกระทบกระจกสำนักงานตอนหกโมงเย็น นภัทรนั่งอยู่ในห้องประชุมมุมหนึ่ง เขาพลิกสมุดโน้ตเพลงไปมา ฝ่ามือหยาบกร้านเก็บไลน์กีต้าร์และท่อนฮุกไว้เหมือนชีวิตจับแต่ตัวโน้ต ทุกวินาทีของเขาเงียบงันตรงกันข้ามกับบรรยากาศรอบตัว สำนักงานเงียบเหงามีเพียงเสียงฝนกับเสียงรองเท้าส้นสูงจากปลายทางเดิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวัญข้าวพกแฟ้มหนา ๆ เดินเกือบจะถึงห้องประชุม เธอหยุดสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเคาะประตูเบา ๆ เหมือนกลัวจะรบกวนอะไรบางอย่าง “ขอเข้าไปได้ไหมคะ?” เธอยิ้มบาง ๆ ไร้ความมั่นใจในสายตา
“เข้ามาสิครับ ผม…กำลังแต่งท่อนจบอยู่พอดี” นภัทรพูดเสียงเบา วางปากกาทับโน้ตเพลง อย่างไม่กล้าสบตา
ขวัญข้าวลากเก้าอี้นั่งฝั่งตรงข้าม กระวีกระวาดเปิดแฟ้ม เอกสารแผ่ขยายทั่วโต๊ะทั้งที่ฝนด้านนอกยังกระหน่ำ “หัวหน้าให้มานำเสนองานค่ะ เขาอยากให้คุณช่วยเขียนเพลงโปรโมทวง Incoming Band สุดสัปดาห์นี้”
นภัทรขมวดคิ้ว โยนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง “คุณก็รู้ว่าผมไม่ถนัดงานโชว์หน้าสื่อ…ผมถนัดทำเพลงให้คนอื่นมากกว่า”
ขวัญข้าวนิ่งไปชั่วครู่ ฝืนยิ้ม “แต่คุณเขียนเนื้อเพลงได้ดีที่สุดในบริษัทนะคะ…โปรเจกต์นี้ฝากความหวังไว้กับคุณจริง ๆ ค่ะ ถ้าออกมาดี ฉัน…เราทุกคนก็ได้ผลงาน” เธอเม้มปากแน่น ไม่กล้าสบตานานเกินไป
ความเงียบก่อตัวขึ้นท่ามกลางเสียงฝน ทั้งคู่ค่อย ๆ ลดคอแข็งซึ่งกันและกันลงทีละน้อย นภัทรเปิดสมุด โน้ตเพลงว่างเปล่า “งั้นพรุ่งนี้เที่ยง…เราไป brainstorming ที่ร้านกาแฟแถวบริษัทไหมครับ? ผมคิดอะไรไม่ออกเวลาอยู่ที่นี่”
ขวัญข้าวพยักหน้าอย่างโล่งอก มีประกายบางอย่างระริกในแววตา “ตกลงค่ะ ฉันจะเตรียมหัวข้อไปเยอะ ๆ เลย”
วันรุ่งขึ้น ขวัญข้าวมาเร็วกว่ากำหนด เธอสวมเดรสลายดอกไม้สดใส แต่ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาอีกครั้ง เธอหยุดหน้าประตูกระจก มองออกไปยังถนนเปียกโชก นภัทรเดินมาตรงเวลา ถือถุงกาแฟสองแก้ว พร้อมเสียงขำเบา ๆ “คุณไม่น่าเสี่ยงรองเท้าใหม่ในวันฝนตกนะครับ”
ขวัญข้าวหัวเราะเอียงอาย “ฉันคิดผิดจริง ๆ รองเท้านี่แพงสุดที่เคยซื้อเลย…แต่เห็นว่าต้องเจอคุณ เลยอยากแต่งตัวหน่อย” ปากพูดแต่หน้าแดง
บรรยากาศเย็นลงเพราะฝนและเพราะความเก้อเขิน นภัทรส่งกาแฟให้ เธอรับมาถือแน่น นิ้วมือสองคนแค่เฉียดกันเสี้ยววินาที แต่ความร้อนจากกระดาษห่อแก้วกลับแผ่ซ่านถึงหัวใจทั้งสองดวง
ขวัญข้าวหยิบกระดาษโน้ตของเธอเองออกมา “วง Incoming Band มีสมาชิกสามคน เด็กทั้งหมดเพิ่งเรียนจบ พวกเขาอยากออกเพลงแรกให้ไม่เหมือนใคร…แต่โจทย์หัวหน้าอยากให้ออกแนวเข้าถึงง่าย ฉันว่ามันชนกันนะคะ”
นภัทรพึมพำ “ความฝันกับความจริงมักสวนทางกันแบบนี้แหละ…ผมเคยอยากเล่นดนตรีเอง แต่ก็ทิ้งมันไป เลยเข้าใจพวกเขาดี” เขาเงียบไป ดูเหมือนคิดอะไรบางอย่าง
ขวัญข้าวจ้องหน้ากระดาษ “แล้วตอนนี้…ทำไมถึงไม่เล่นต่อคะ”
ความเงียบชวนอึดอัดก่อตัวขึ้น นภัทรหลบตา ใบหน้าหม่น “บางอย่าง…มันก็ยากจะอธิบาย เลิกเพราะกลัวล้มเหลวมั้งครับ กลัวว่าทำแล้วจะไม่มีค่า…ก็เลยหลบมาอยู่เบื้องหลังแทน”
ขวัญข้าวเคลื่อนมือไปจับแฟ้ม ยังไม่กล้าเอื้อมไปแตะมือเขา “ฉันก็กลัวเหมือนกันค่ะ…กลัวว่าทุกอย่างที่ทุ่มเทจะสูญเปล่า กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งพอในสายตาคนอื่น”
ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ กับความตรงไปตรงมาระหว่างคนแปลกหน้าสองคน
เมื่อเริ่มทำงานร่วมกัน นภัทรและขวัญข้าวเจอกันเกือบทุกวัน บางวันเจอกันที่ออฟฟิศ บางวันที่ร้านกาแฟ บทสนทนาค่อย ๆ ลื่นไหลมากขึ้น ท่ามกลางรอยยิ้ม ฝนตกหนัก และตอนเย็นที่เปียกโชก รองเท้าขวัญข้าวเสียสีสัน แต่หัวใจเธอกลับค่อย ๆ เรืองแสง
วันหนึ่งหลังประชุมเสร็จ ขวัญข้าวนั่งเหม่อริมหน้าต่าง สายฝนยังโปรยปรายเหมือนเดิม นภัทรเข้ามานั่งข้าง ๆ “มีอะไรหนักใจเหรอครับ”
เธอถอนหายใจ “วง Incoming Band กำลังทะเลาะกันเรื่องแนวเพลง ฉันต้องคุยกับเขาวันนี้ แต่กลัวเสนอไอเดียผิด เขาอาจจะไม่ชอบ…”
“ให้ผมไปด้วยไหม” ประโยคนั้นออกมาเร็วเกินไป นภัทรชะงักเพราะตัวเองพูดเกินความจำเป็น
ขวัญข้าวยิ้มเอียงอาย รู้สึกเหมือนมีที่ปรึกษายืนเคียงข้าง “ถ้ายังไงฉัน…อยากมีคุณไปอยู่ด้วยนะคะ”
การประชุมกับวง Incoming Band เป็นจุดเปลี่ยนของแคมเปญ ทั้งสามคนฟังข้อเสนอจากขวัญข้าวกับนภัทร นิ้วมือของนภัทรสั่นแต่เขาพยายามแสดงความเห็นอย่างมั่นใจ นักดนตรีหน้าใหม่ต่างตั้งใจกับคำแนะนำของเขา
หลังประชุม ขวัญข้าวเดินช้า ๆ ข้างนภัทรกลางฝน เหมือนจะลืมร่มเสียสนิท โลกชะลอจังหวะจนเสียงหยดน้ำดังกลบหัวใจทั้งสองคน
“รู้ไหมคะ ถึงจะกลัว แต่ฉันดีใจมากที่วันนี้เราผ่านมันมาพร้อมกัน” ขวัญข้าวพูดเสียงเบา
นภัทรหยุดเดิน หันมา เธอตกใจไปชั่วครู่ “ผมเองก็กลัว…แต่วันนี้กล้าเพราะมีคุณอยู่ข้าง ๆ เหมือนกัน”
สายตาทั้งสองคนสบกัน ท่ามกลางสายฝนไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มเติม ต่างคนต่างเดินต่อ หัวใจข้างในกลับกำลังส่งเสียงดังราวกับวงดนตรีใหญ่
วันต่อมา บนโต๊ะทำงานขวัญข้าวมีกระดาษโน้ตท่อนเพลงใหม่วางอยู่ข้างแก้วกาแฟ เธอกระพริบตางง ๆ หันไปทางโต๊ะนภัทร เขายิ้มบาง ๆ ไม่พูดอะไร
ขวัญข้าวเก็บกระดาษมาใส่ไดอารี่ของตัวเอง อ่านเนื้อเพลงที่เขาแต่ง มือสะกิดเส้นเสียงแห่งความรู้สึกบางอย่างให้กระเตื้องขึ้นมาในหัวใจ
เวลากลางคืนผ่านไป นภัทรตั้งใจอยู่ดึกเพื่อแต่งเพลง ท่ามกลางความเงียบของออฟฟิศ รอยยิ้มจากขวัญข้าวในวันนี้แทรกเข้ามาในความคิด ไม่มีเสียงฝน มีแต่เสียงใจเต้นแรง
ผ่านไปหลายสัปดาห์ โปรเจกต์เริ่มกดดันมากขึ้น ความขัดแย้งเล็ก ๆ ในทีมมากขึ้น ขวัญข้าวเริ่มอารมณ์เสีย งานบางอย่างมีปัญหา เธอตวัดเสียงไม่ตั้งใจในการประชุม
หลังประชุมวันหนึ่ง นภัทรเดินเข้ามาจากด้านหลัง “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย…พักเถอะ”
ขวัญข้าวสะดุ้ง เธอโวยวายเบา ๆ “มันไม่ใช่แค่เหนื่อย…มันเหมือนทำไปก็กลับไปที่เดิม ฉันเหนื่อยกับการต้องทำดี…เพื่อให้ใครสักคนเห็นค่ามากเกินไป”
นภัทรนิ่งไปนานก่อนตอบ “ก็เหมือนที่ผมเคยกลัว…กลัวว่าทุกอย่างไร้ค่า ถ้าไม่มีใครเห็น เหมือนดนตรีที่ไม่มีคนฟัง”
ขวัญข้าวเงียบไป น้ำตาเอ่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “แต่บางครั้ง…แค่มันสำคัญสำหรับใครสักคน ก็มากพอแล้วไม่ใช่เหรอ” เสียงเธอสั่น
ความเงียบแทรกกลางบทสนทนา นภัทรเดินเข้ามาใกล้ คิดจะกอดแต่ก็หยุดไว้แค่ไหล่ เงาของฝนยามเย็นทอดบนพื้นเหมือนความรู้สึกค้างคา
คืนก่อนวันแถลงข่าวใหญ่ วง Incoming Band ยังไม่เคลียร์ปัญหาเรื่องท่อนเพลง นภัทรกลัดกลุ้ม ขวัญข้าวตามมาเจอเขาบนดาดฟ้า เธอเปียกโชกเพราะฝนเพิ่งหยุดตก ดวงดาวพรายแซมกลีบเมฆ
“ฝนหยุดแล้ว แต่เหมือนบางอย่างในใจฉันยังค้างอยู่” ขวัญข้าวพูดเสียงเบา “คุณกลัวอะไรที่สุดคะ”
นภัทรลังเลอยู่นาน ก่อนเอ่ยเชื่องช้า “ผมกลัว…ถ้าเกิดเพลงนี้ไม่สำเร็จ ทุกคนจะมองว่าผมเป็นตัวถ่วง ทั้งที่ในใจอยากลองยืนข้างหน้า อยากกล้ากว่าเดิมสักครั้ง…แต่ก็กลัวจะผิดหวังเหมือนที่ผ่านมา”
ขวัญข้าวยิ้มเศร้า ๆ “ฉันกลัวไม่ต่างกัน…กลัวจะผิดหวัง กลัวใครสักคนจะไม่อยู่เวลาทุกอย่างมันพังลง”
เขาสบตาเธอไปนาน ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็เลือกเงียบ ต่างคนต่างยืนอยู่ใต้ดวงดาวอย่างโดดเดี่ยวร่วมกัน
วันแถลงข่าวมาถึง วง Incoming Band ร้องเพลงที่แต่งร่วมกับนภัทรกับขวัญข้าว ท่อนฮุกออกมาตามที่สองคนกล้าแชร์ความกลัวในคืนนั้น
เสียงต่อรองของนักข่าว เสียงปรบมือกระหึ่มจบลง ขวัญข้าวยืนนิ่ง น้ำตาซึม ไม่กล้าหันไปมองนภัทร ขณะที่เขายื่นมือมาแตะไหล่เธอเบา ๆ
หลังจบงาน ขวัญข้าวเดินกลับเก็บของ เธอสวมรองเท้าคู่ใหม่แต่เปียกฝนอีกครั้ง นภัทรมายืนข้าง ๆ “ทำไมยังชอบเดินตากฝนอยู่นะ”
เธอหัวเราะน้อย ๆ “ฝนมันล้างอะไรบางอย่างออกไปได้ ทุกครั้งที่มีปัญหา ฉันชอบฝน…เพราะมันทำให้รู้ว่าเราไม่เหงาคนเดียว”
นภัทรยิ้มจาง ๆ ส่งโน้ตเพลงท่อนสุดท้ายที่เขียนขึ้นเมื่อคืน ขวัญข้าวเปิดอ่าน ยิ้มทั้งน้ำตา
“ฉันไม่เก่งเรื่องพูดความรู้สึก…แต่เวลาทำเพลงร่วมกับคุณ ฉันกล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดกับใคร ขอให้เรา…ยังเป็นทีมกันต่อไปได้ไหม” เสียงนภัทรแผ่วจนแทบฟังไม่ออก
ขวัญข้าวสบตาเขานิ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “ถ้าคุณอยู่ ฉันก็จะอยู่ด้วย…แต่คราวหน้า ขอแค่คุณกล้าบอกความรู้สึกเร็วกว่านี้สักนิดนะคะ” เธอหัวเราะทั้งน้ำตา
สายฝนยังคงกระหน่ำลงมา เสียงดนตรีค่อย ๆ กลบความลังเล หัวใจสองดวงเดินเคียงข้างกันในค่ำคืนฝนโปรยและเสียงเพลงแห่งความกล้าเป็นครั้งแรกในชีวิต