เสียงในหอ 205
ฝนตกพรำตลอดเย็น ร่มสีซีดในมือของเหมยสั่นไหวขณะเธอก้าวผ่านซุ้มทางเข้าหอพักนามว่า ‘หอจันทร์เพ็ญ’ แสงไฟสีเหลืองหม่นส่องลอดหน้าต่างบานเก่า เหมยหันมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง ท่ามกลางเสียงฝนซ่าและกลิ่นอับในอากาศ หอพักนี้มีชื่อเสียงว่าเก่าแก่และค่าเช่าถูก ข้อเสียเดียวที่คนพูดกันคือ ‘ห้องบางห้องมันไม่ค่อยดีนัก’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เหมยลากกระเป๋าเดินเข้าล็อบบี้ เสียงล้อกระเป๋าดังลากไปบนพื้นกระเบื้อง ผนังตกแต่งด้วยภาพขาวดำของนักศึกษาสมัยก่อน เธอหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ แม่บ้านวัยกลางคนยิ้มจาง ๆ ให้
“จะเช่าห้อง 205 หรือคะ?” แม่บ้านถาม เหมยมองชื่อเลขห้องบนกระดาษ “ค่ะ ห้องนั้นยังว่างอยู่ใช่ไหม”
แม่บ้านเงียบเล็กน้อยก่อนจะหยิบกุญแจออกมา วางบนเคาน์เตอร์ช้า ๆ “ห้องนี้…ถ้าวันไหนมีอะไรผิดปกติ อย่าเปิดหน้าต่างนะลูก” เธอพูดเสียงเบา เหมยมองงง ๆ ก่อนจะยิ้มรับและรับกุญแจอย่างลังเล
ทางเดินชั้นสองเงียบกว่าที่เธอคาดไว้ เหมยสังเกตว่าหลายห้องปิดสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงเพลงหรือเสียงพูดคุย บางห้องมีป้าย ‘ให้เช่า’ ติดอยู่เหมือนไม่มีใครกล้าอยู่ เหมยไขประตู 205 เข้าไป กลิ่นฝุ่นและกลิ่นอับแฝงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ราวกับมีใครพยายามกลบกลิ่นบางอย่างที่ฝังอยู่มานาน
เธอวางของสำรวจห้อง มันเล็กแต่สะอาด มีหน้าต่างบานใหญ่ที่ปิดสนิท แต่มีกระดาษปิดทับขอบหน้าต่างไว้เหมือนไม่อยากให้ลมผ่านเข้ามา โต๊ะหนังสือยังมีคราบกาแฟแห้งกรัง เก้าอี้โยกตัวเล็กตรงมุมห้องส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ แม้ไม่มีใครนั่ง
เสียงโทรศัพท์สั่น เหมยหยิบขึ้นดู ‘แพร’ เพื่อนสนิทส่งข้อความมา “ถึงหอรึยัง ถ้าแปลก ๆ อย่าอยู่คนเดียวนะ” เหมยพิมพ์ตอบ “โอเค ชั้นโอเค ห้องดูปกติดี”
กลางคืนแรกในหอจันทร์เพ็ญ เงียบกว่าทุกที่ที่เหมยเคยอยู่ เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียง ฟังเสียงฝนตกผ่านหน้าต่าง แต่แล้วตอนเกือบตีสอง เสียงบางอย่างดังขึ้น มันเหมือนเสียงเล็บขูดเบา ๆ ตามผนังห้อง ไล่จากมุมหนึ่งไปอีกมุม เหมยนั่งพิงหัวเตียง หายใจลึก พยายามบอกตัวเองว่าเป็นแค่เสียงฝน เธอลุกไปส่องไฟดูใต้เตียง ไม่เห็นอะไรผิดปกติ
รุ่งเช้า เหมยไปเรียนทั้งที่นอนไม่พอ เธอสังเกตเห็นเพื่อนห้องข้าง ๆ ชื่อ ‘บีม’ เดินออกมาพร้อมกับหน้าตาอิดโรย บีมทัก “เพิ่งย้ายมาเหรอ ห้อง 205 หรอ?” เหมยยิ้มแห้ง ๆ บีมหัวเราะ “อยู่ห้องนั้นถ้าเจออะไรแปลก ๆ ก็ทำเป็นไม่เห็นนะ เค้าเล่า ๆ กันว่า… เอ้อ ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้ค่อยว่ากัน”
ระหว่างวัน เหมยตั้งใจเรียนแต่กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีคนจับตามองตลอดเวลา เธอลองถามเพื่อนร่วมห้องเรียนเกี่ยวกับหอจันทร์เพ็ญ บางคนหลบตา บางคนแค่หัวเราะ “หอนั้นนะเหรอ? อยู่ไปนาน ๆ เดี๋ยวก็รู้เอง”
วันต่อมา เหมยตื่นกลางดึกเพราะเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังลอดมาจากหน้าต่าง เป็นเสียงผู้หญิง เสียงนั้นไม่ดังแต่ฟังดูเศร้าและขอร้อง เหมยแนบหูฟัง มันพูดซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยฉัน…ได้โปรด…อย่าทิ้งฉันไว้ตรงนี้…” เธอผงะถอยห่าง หัวใจเต้นแรง ภาวนาให้มันหยุดแต่คืนนั้นเสียงยังคงดังตลอด
เช้าวันใหม่ เธอไปถามแม่บ้านเรื่องเสียงเมื่อคืน แม่บ้านเมินสายตาแล้วยิ้มจาง ๆ “อ๋อ ห้องนั้นเสียงลอดง่ายน่ะลูก บางทีลมก็พาเสียงมาเอง อย่าคิดมาก” ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องทันที เหมยเริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจ
กลางคืน เธอนอนตาไม่หลับ เสียงเก้าอี้โยกในมุมห้องขยับราวกับมีใครลุกมานั่ง เหมยรวบรวมความกล้าไปจับเก้าอี้ มันเย็นเฉียบ เธอขยับเก้าอี้ไปไว้ชิดผนังเพื่อไม่ให้มันขยับได้อีก
วันต่อมา ขณะทานข้าวในโรงอาหาร เหมยได้ยินกลุ่มนักศึกษากระซิบกันถึง ‘เหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน’ มีเด็กสาวคนหนึ่งชื่อ ‘เอม’ หายตัวไปในหอจันทร์เพ็ญ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ห้องที่เอมหายไปคือ…205 เหมยรู้สึกขนลุกวูบ เธอตัดสินใจกลับห้องทันที
บีมมาหาเหมยที่ห้องตอนเย็น เหมยเล่าเรื่องเสียงประหลาด บีมนิ่งไป ก่อนพูดเสียงเบา “ห้องนี้…ว่าไปก็เหมือนมีอะไรติดอยู่จริง ๆ นะ ฉันเองก็เคยได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้หลายครั้ง แต่พอถามใครก็ไม่มีใครยอมพูดถึง” บีมนั่งนิ่ง เหลียวมองหลังเหมือนกลัวมีใครฟังอยู่
คืนนั้น เหมยนอนฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอเดินเข้าไปใกล้แต่ผู้หญิงคนนั้นเอาแต่ร้อง “อย่าทิ้งฉันไว้ตรงนี้…ได้โปรด…” จู่ ๆ เสียงขูดผนังดังขึ้นจนเหมยสะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว
วันรุ่งขึ้น เหมยพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเอม เธอเข้าไปที่ห้องสมุดและพบข่าวเก่า ‘หญิงสาวหายตัวในหอพักปริศนา’ แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าเวลาพูดถึงห้อง 205 ทุกคนจะหลบตา หรือเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
คืนนั้น เหมยได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีคนเดินอยู่ในห้องทั้งที่เธออยู่คนเดียว เสียงเล็บขูดหน้าต่างดังเป็นระยะ ๆ เหมยโทรหาแพรอย่างลนลาน แพรรับสายด้วยเสียงงัวเงีย “เหมย เอาเบอร์ห้องของหอให้ฉันหน่อย ชั้นจะไปหาวันเสาร์นี้ โอเคมั้ย” เหมยรู้สึกอุ่นใจขึ้นนิดหน่อย
ระหว่างรอแพร เหมยพยายามไม่สนใจสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตเห็นกระดาษที่ปิดขอบหน้าต่างหลุดออกมาเล็กน้อย ภายใต้กระดาษนั้นมีรอยเล็บขูดเป็นร่องลึก เหมยมือสั่น รีบปิดมันให้สนิทเหมือนเดิม
บีมมาเคาะประตู เธอนำขนมมาให้ บีมนั่งข้าง ๆ เงียบไปนานก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เธอเคยสังเกตไหม เขาว่าทุกคืนวันศุกร์เสียงจะดังเป็นพิเศษ เหมือน…มีใครพยายามจะออกไปข้างนอก” บีมหลบสายตา เหมยถามกลับ “แล้วเธอไม่กลัวเหรอ” บีมหัวเราะแห้ง ๆ “กลัวสิ แต่ที่บ้านฉันไม่มีเงินไปอยู่ที่อื่น ฉันเลยต้องอยู่…เหมือนเธอแหละ”
วันเสาร์ แพรเดินทางมาถึง เธอเป็นผู้หญิงร่าเริง แต่ทันทีที่ก้าวเข้าห้อง 205 ก็บ่นว่าอากาศในห้องเย็นผิดปกติ “เออ เหมย ห้องเธอมัน…เหมือนมีอะไรบีบคอเลยว่ะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สีหน้าดูไม่สบายใจ
กลางคืนวันนั้น เสียงขูดผนังและเสียงกระซิบดังชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เหมยกับแพรต่างกอดหมอนแน่น แพรถามเสียงสั่น “เหมย เคยคิดมั้ยว่าคนที่หายไปอาจไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลย” เหมยไม่ตอบ เธอจ้องมองหน้าต่างนิ่ง รู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างยืนอยู่ข้างนอก
แพรเสนอว่า “เราลองไปถามแม่บ้านกันมั้ยว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่” เหมยลังเลแต่สุดท้ายยอม ทั้งสองไปหาแม่บ้านในเช้าวันอาทิตย์
แม่บ้านถอนหายใจเมื่อเห็นทั้งคู่มา “ถ้าจะอยู่ห้องนี้ ต้องทำใจนะลูก จะเห็น จะได้ยิน อะไรก็อย่าไปตอบรับ อย่าเปิดหน้าต่าง ไม่ว่ายังไงก็ตาม จำไว้นะ” เธอจ้องเหมยแน่นิ่ง “ถ้าทำผิดกฎ จะไม่มีใครออกไปได้อีก”
คืนนั้น เสียงในห้องดังจนผิดปกติ เก้าอี้โยกขยับจนเหมยกับแพรต้องลุกขึ้นมานั่งมองทั้งคืน ช่วงตีสามเสียงกระซิบข้างหน้าต่างดังขึ้นชัดเจน “ช่วย…ฉัน…เปิด…ให้หน่อย…” เสียงนั้นกรีดร้องเหมือนขอชีวิต เหมยกับแพรจับมือกันแน่น ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
เช้าวันถัดมา บีมหายไป ไม่มีใครเห็นเธอตั้งแต่เมื่อคืน เหมยกับแพรใจคอไม่ดี พยายามสอบถามแม่บ้านแต่แม่บ้านไม่พูดอะไร เพียงแต่เดินวนรอบห้อง 205 ก่อนจะปิดประตูแน่นหนากว่าเดิม
วันนั้นเหมยพบสมุดบันทึกเก่าใต้ลิ้นชัก เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ “อยู่ตรงนี้…วันแล้ววันเล่า ไม่มีใครได้ยิน…ถ้าใครได้อ่าน อย่าเปิดหน้าต่าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…” มีคราบน้ำตาเปื้อนกระดาษ เหมยวางสมุดลงอย่างประหม่า
กลางคืน เหมยกับแพรต่างนอนหลับไม่สนิท เสียงร้องไห้ของหญิงสาวดังวนเวียน เสียงขูดผนังยิ่งถี่และดังขึ้นทุกที แพรเริ่มเอ่ยว่า “ถ้าเราไม่ช่วย เธอจะอยู่ที่นี่ตลอดไปเหรอ” เหมยสวนทันควัน “แต่แม่บ้านห้ามเปิดหน้าต่างเด็ดขาดนะ หรือถ้า…” เธอหยุดพูดกลางคัน
เสียงในห้องยิ่งดังเหมือนมีใครกำลังเจ็บปวดทรมาน จนแพรทนไม่ไหว ลุกขึ้นไปที่หน้าต่าง มือสั่นอย่างลังเล เหมยรีบคว้ามือแพรไว้ “อย่าทำ!” แต่เสียงกระซิบขอร้องปลุกความสงสารในใจแพร เธอกลั้นใจเอื้อมมือไปแตะบานหน้าต่าง เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที ห้องทั้งห้องสั่นไหวเหมือนจะถล่ม
ทันใดนั้น ภาพความทรงจำแล่นเข้าสู่หัวของเหมย เธอเห็นเด็กสาวคนหนึ่งถูกขังไว้ในห้องนี้ พยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยิน หญิงสาวนั้นสิ้นหวัง สิ้นใจอยู่ตรงหน้าต่างที่ปิดตาย
เหมยทรุดตัวลงร้องไห้ แพรสั่นเทิ้ม กรีดร้องจนเสียงขาดห้วง ทุกอย่างเงียบลงทันทีที่แพรถอนมือออกจากหน้าต่าง เสียงร้องหายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า
รุ่งเช้า แม่บ้านมาเก็บของในห้อง 205 เหมยกับแพรยังสลบไสลอยู่บนเตียง แม่บ้านมองสมุดบันทึกที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจและพูดกับตัวเองเบา ๆ “อีกสองคนที่ได้ยินเธอ…อีกไม่นานคงเป็นเหมือนคนก่อน ๆ”
หอจันทร์เพ็ญกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น มีแต่เสียงกระซิบเบา ๆ ในคืนฝนตก เอ่ยคำขอร้องเดิมซ้ำ ๆ จากในห้อง 205 ที่ไม่มีใครกล้าเปิดหน้าต่างอีกเลย…