กลางเงาสะท้อนแห่งหิมะ
ควันขาวจากลมหายใจลอยอยู่กลางอากาศเย็นจัด อิงฟ้ากระชับผ้าพันคอ สะพายกระเป๋านักเรียนแน่น ขณะเดินบนทางเท้าที่ยังมีรอยหิมะบางๆ ปกคลุม ถึงหน้าตึกอพาร์ตเมนต์สีเทา เธอมองขึ้นไปยังห้องชั้นสี่ที่เปิดม่านไว้ครึ่งหนึ่ง เธอยังรู้สึกแปลกแยกกับเมืองใหม่และความเงียบงันที่ปกคลุมทุกเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รีบขึ้นมาสิ หนาวจะตายอยู่แล้ว” เสียงแม่ลอดผ่านโทรศัพท์ อิงฟ้าตอบสั้นๆ แล้วผลักประตูเข้าไปในล๊อบบี้ไร้คน ประตูแก้วปิดตามหลังเงียบงัน เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนในโถงอาคารเหมือนมีผู้ติดตาม เธอชำเลืองกระจกหน้าลิฟต์ เงาสะท้อนของตนเองในนั้นดูพร่าเลือนเหมือนไม่ใช่ร่างเธอจริงๆ
ขณะยืนรอลิฟต์ อิงฟ้านิ่งอยู่พักใหญ่ เงาของหญิงสาวในกระจกหันหน้ามา เธอสะดุ้งสุดตัว ลิฟต์เปิดพอดี อิงฟ้ารีบเดินเข้าไป ชั้นสี่ไฟติดสลัว พื้นเบาแอ่นเล็กน้อยทุกก้าว เธอหอบหายใจเข้าลึกเพื่อคลายความกดดัน บิดกุญแจไขเข้าไปในห้อง แม่กำลังตัดขนมปังชิ้นเล็กๆ วางบนโต๊ะ ดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อมีคนนั่งลงมากไป
“คืนนี้เราจะลองโทรหาพ่อไหม?” อิงฟ้าเอ่ยเบาๆ ก้มหน้ามองขนมปัง แม่เงียบ ไม่ตอบแต่หันไปกรอกน้ำลงแก้วแน่นิ่ง อิงฟ้าสังเกตมือแม่สั่นเล็กน้อย เธอเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแต่สีขาว
ตกเย็น อิงฟ้ากลับจากโรงเรียน ด้วยความที่ยังไม่มีเพื่อน เธอสังเกตเด็กชายบนระเบียงห้องตรงข้าม โทรศัพท์มือถือในมือเขาส่องแสงสีฟ้าจาง ดูเหมือนจะกำลังถ่ายอะไรบางอย่าง เธอยิ้มให้แต่เขาเบือนตาไม่มอง
ในห้องน้ำ ระหว่างล้างหน้าขจัดความเหนื่อยล้า อิงฟ้ารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเงาในกระจก เธอจ้องตอบ ใบหน้าตัวเองในกระจกแสดงอารมณ์ที่ดูแตกต่าง รอยยิ้มที่ไม่ได้อยู่บนริมฝีปากเธอจริงๆ อิงฟ้ายกมือแตะแก้ม เงากลับยังคงนิ่ง ใจเต้นแรง รู้แน่ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ
วันรุ่งขึ้นที่โรงเรียน อิงฟ้าพยายามสร้างมิตรกับแพรเพื่อนร่วมห้อง ทว่าแพรพูดคุยกระแทกเสียง เธอดูเหมือนไม่พอใจที่นั่งข้างอิงฟ้า “ย้ายมาทำไมช่วงนี้ล่ะ เคยได้ยินเรื่องกระจกห้องน้ำชั้นสี่รึเปล่า?” อิงฟ้ายิ้มแหย ไม่กล้าถามต่อ เพียงพยักหน้ารับ
เสียงข้อความไลน์สั้นดังขึ้นตอนเรียนเคมี “ขอโทษนะถ้าทำให้อึดอัด ห้องน้ำที่นี่อย่ามองกระจกหนึ่งนาทีนะ มีคนบอกว่าเงาจะขยับไม่ตรงกับเรา” อิงฟ้าขำ เคร่งเครียดปนขนลุก รอยแผลที่แขนจากการลื่นล้มยังเจ็บอยู่ ครั้งนั้นเธอเผลอมองกระจกอยู่นานเหมือนมีอะไรดึงไว้
ค่ำวันนั้น แม่พูดพลางเสิร์ฟข้าวต้ม “มีเด็กผู้ชายตรงข้ามชื่อรัญเขาย้ายมากับยาย แม่เขาเสียแล้ว” เสียงแม่แผ่วเบา แฝงความรู้สึกเห็นใจ อิงฟ้าพยักหน้ารับแต่ใจยังสับสนกับเงาในกระจก จึงวางช้อนเงียบงัน
ก่อนนอน อิงฟ้ามองมือถือ ข้อความจากเบอร์แปลก “เห็นใครยืนหน้าห้องน้ำเมื่อคืนใช่เธอไหม?” เธอเมินไป คาดว่าคงเป็นแพรหรือใครแกล้ง พอปิดไฟก็ยังรู้สึกถึงสายตาในความมืด
ช่วงสอบ อิงฟ้าหลับไปบนโต๊ะ ในห้วงระหว่างฝันกับตื่น อิงฟ้ารู้สึกถึงมือเย็นแตะบนไหล่ เงาในกระจกยังเคลื่อนไหวช้ากว่านาฬิกาในห้อง ทุกอย่างพร่ามัวแต่ความรู้สึกกลัวลึกเข้าไปกว่าเดิม ราวกับความลับกำลังกัดกินหัวใจ
วันหนึ่งรัญเข้ามาทักตรงหน้าตึก “ทำไมเมื่อคืนเธอดูเศร้าขนาดนั้น?” เสียงเขาแหบต่ำ น้ำเสียงจริงจังกว่าที่ควรเด็กผู้ชายอายุใกล้กันจะมี อิงฟ้านิ่งงันก่อนพูด “เธอเห็นเราเหรอ?” เขาสบตาเธอก่อนจะเบือนหลบ “ก็แค่แสงไฟมันส่องกระจก…”
“เธอคิดถึงพ่อเหรอ?” รัญถามเบาๆ แพรวที่เดินผ่านแอบหุบยิ้ม มองตาอิงฟ้า “นี่เธอไม่เคยเล่าอะไรให้ใครฟังจริงเหรอ?” ต่างคนต่างยืนนิ่ง อิงฟ้าเม้มปาก สายตาแพรวเต็มไปด้วยคำถามแต่ไม่มีใครพูดต่อ
ค่ำวันหนึ่ง ขณะที่แม่ออกไปซื้อของ อิงฟ้าเปิดไฟนั่งอยู่ในห้องน้ำ พลางจ้องกระจกครู่ เงาสะท้อนขยับช้ากว่า รอยยิ้มปรากฏกว้างขึ้น บรรยากาศเย็นวูบ เธอกรีดร้องเสียงหลง วิ่งออกไปกลางโถง เหยียบกระเบื้องเย็นเยียบจนชา
เสียงเคาะประตูดังขึ้น รัญกับยายยืนอยู่หน้า ห้องเขาอยู่ตรงข้าม “เราได้ยินเสียง…เธอโอเคใช่มั้ย” รัญตะลึงกับท่าทีหวาดกลัวของเธอ ยายชายตามองซึม “กระจกบางบานสะท้อนสิ่งที่ใจเราไม่ยอมรับ” อิงฟ้านิ่ง อึ้งกับประโยคนี้ รัญถอนหายใจนั่งลงเงียบข้างๆ
วันรุ่งขึ้น อิงฟ้ากลัวจนไม่กล้าเข้าห้องน้ำโรงเรียน กลับหลบไปบนดาดฟ้า กอดเข่า ซ้อนอยู่หลังถังน้ำ แพรมาหา ยื่นขนมปังให้ด้วยความลังเล “ไม่กล้ามองกระจกเลยใช่มะ” อิงฟ้ารับขนมปัง มือสั่น “เหมือนมันไม่ใช่แค่ภาพ เงาในนั้นดูรอเรา…” แพรนิ่งไป “เราก็กลัวนะ มีแต่คนบอกให้เข้มแข็ง แต่ไม่เคยรู้ว่าเรากลัวอะไรจริงๆ”
เมื่อพบหน้าแม่ อิงฟ้าเหลือบเห็นรอยช้ำจางที่แขนแม่ เธอสะดุดใจถาม “แม่…มันเกิดอะไรขึ้นกับแขนแม่?” แม่รีบใส่เสื้อแขนยาวกลบ ไม่ตอบ อิงฟ้าสับสน ความกังวลในหัวเติบโตขึ้นเป็นเงาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
กลางดึก มีเสียงกุกกักจากห้องน้ำ อิงฟ้าค่อยๆ ลุกขึ้นย่องไปเปิดประตู ในกระจก เงาตัวเองยิ้มช้าๆ รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ของเธอ ร่างสะท้อนข้างในขยับมือเชิญชวน อิงฟ้าพึมพำ “ถ้าพ่ออยู่ เขาจะเชื่อไหมนะว่าเรากลัวขนาดนี้” น้ำตาไหล เงาในกระจกก้าวออกมากว่าครึ่ง เธอถอยกรูด ตะโกนสุดเสียง
เช้าวันต่อมา รัญมาเคาะประตูห้อง ยื่นกระดาษโน้ตอันหนึ่ง “ยายเขียน เห็นเธอเหมือนยายเด็กๆ” ข้อความเขียนว่า ‘เงาอาจไม่ใช่ศัตรู หากเรายอมรับมัน’ อิงฟ้าหยิบโน้ตอ่านซ้ำ หลายความคิดวกวนในใจ
ในโรงเรียน แพรมองอิงฟ้า “เราเคยเห็นแม่ร้องไห้ตอนกลางคืน” แววตาเศร้า แพรเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เธอไม่กล้าพูด “ทุกคนมีเงาของตัวเอง” อิงฟ้านิ่ง แล้วถามกลับ “เธอเคยทำผิดแล้วไม่กล้ามองหน้าตัวเองไหม?” แพรนิ่ง หันไปมองหน้าต่างสีขาวจาง รัญเดินมาบอก “คืนนี้มาด้วยกันมั้ย?”
กลางคืนทั้งสามมารวมกันหน้ากระจก อิงฟ้าจ้องเงาตัวเอง มองเห็นเงาของรัญและแพรซ้อนอยู่ในภาพเดียว เงาทั้งหมดเคลื่อนไหวต่างจังหวะ ครั้งแรกที่อิงฟ้าพูดขึ้น “เรากลัว…กลัวว่าจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”
เงาในกระจกเอื้อมมือมา อิงฟ้าหลับตาแน่น พึมพำ “เราขอโทษ” เงานั้นกลับคืนสู่ปกติราวกับสูญสลายไปในความมืด ความเงียบปกคลุม ทุกคนสบตากัน
รุ่งเช้า อิงฟ้านั่งอยู่บนระเบียง อากาศหนาวเย็นแต่เบาสบายขึ้น รัญเดินมานั่งข้างๆ “ต่อให้เงาหายไป ก็ยังมีเราอยู่” เธอยิ้ม น้ำตาคลอ แพรส่งข้อความว่า “ยินดีที่เงานั้นไม่ได้อยู่แค่ในกระจก”
แม่เดินมาโอบไหล่ อิงฟ้าหันไปสบตาแม่ คราวนี้แม่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนก้าวเข้าไปในห้อง หิมะโปรยปรายลงมาช้าๆ เบื้องหลังเงาพวกเขาในกระจกสะท้อนอย่างตรงกันเสียที