เสียงน้ำหยดสุดท้ายแห่งบ้านโบราณ
เสียงรองเท้าบูทกระทบกับพื้นไม้ที่เปียกชื้น แสงอาทิตย์ท้ายวันที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกฝ้า เผยให้เห็นเงาของผู้หญิงรูปร่างเล็กแต่ท่าทางมุ่งมั่น เมษา สถาปนิกสาววัยสามสิบต้น ๆ ยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงบ้านไม้โบราณหลังใหญ่ ตัวบ้านทรุดโทรม เปลือกสีลอกเป็นแผ่น ๆ กลิ่นอับของฝุ่นและความชื้นลอยคลุ้ง เธอเปิดสมุดโน้ตขีดเขียน รอยแผลจางๆ ตรงข้อมือซ้ายสะท้อนแสงเบา ๆ ตอนขยับมือขึ้นเก็บปอยผม เธอลังเล ลมหายใจสั้นลง ก่อนจะเดินต่อเข้าไปในเงามืดของบ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คุณเมษา จะเข้าไปข้างในคนเดียวแน่เหรอครับ?” เสียงของปริญ เจ้าของบ้านรุ่นใหม่เอ่ยถาม มือชายหนุ่มกำลังไขกุญแจสนิมเขรอะอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ปริญสวมเสื้อเชิ้ตเก่า รอยยิ้มเขาดูฝืนๆ ดวงตาหลบเลี่ยงชั่วขณะ
“ฉันต้องสำรวจให้ครบทุกห้องค่ะ จะได้ตัดสินใจเรื่องโครงการรีโนเวท” เมษาตอบด้วยท่าทีมั่นใจ แต่ความกังวลซ่อนอยู่ในน้ำเสียง เธอมองตามบันไดขึ้นชั้นสอง ไฟฟ้ายังต่อไม่เสร็จ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะมืดสนิท
เสียงประตูลั่นเอี๊ยดเมื่อทั้งคู่ผลักเข้าไปในบ้าน กลิ่นไม้เก่าจางๆ ผสมกลิ่นฝนจากทะเลสาบใกล้เคียง ซึมผ่านเข้ามา ทุกอย่างเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนเมษารู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงเกินควร
ขณะที่ปริญเดินนำไปยังห้องครัว ทันใดนั้นเสียงน้ำหยด “แปะ…แปะ…แปะ…” ดังขึ้นจากบนบ้าน ปริญหยุดชะงัก มองหน้ากันในความเงียบ
“คุณได้ยินมั้ย?” เมษาถามเบาๆ
“เสียงน้ำรั่ว…คงเป็นท่อเก่า” ปริญตอบพึมพำ ลอบมองขึ้นไปบนเพดาน สีหน้าดูระแวงมากกว่าอธิบาย เมษาจดไว้ในสมุด เธอเอื้อมจับราวบันไดเย็นเฉียบก่อนจะก้าวขึ้นไป
บนชั้นสอง มีห้องนอนสี่ห้อง ประตูบานหนึ่งปิดแน่น มีรอยขูดจาง ๆ ตรงลูกบิด เมษายืนฟังเสียงข้างใน ประหลาดแทนที่จะได้ยินเสียงอะไรกลับเงียบสนิท เหมือนห้องนั้นดูดเสียงไปหมด
“ห้องนี้เข้าไม่ได้ครับ กุญแจหายไปตั้งแต่รุ่นอากงแล้ว” ปริญพูดเสียงแผ่ว เธอเหลือบมองสีหน้าเขา พลางเก็บข้อสังเกตในใจ
ทันใดนั้นบนพื้นทางเดินหน้าอีกห้องหนึ่ง มีรอยเปียกเป็นหย่อม ๆ รูปทรงแปลกตา เหมือนหยดน้ำหยดซ้ำที่เดิม เมษานั่งลงลูบรอยเปียกนั้น เย็นเยียบขึ้นมาถึงปลายนิ้ว เธอถอนหายใจช้า ๆ มองไปที่ปริญ
“มันเพิ่งเปียกไม่นาน ใช่มั้ย?”
ปริญไม่ตอบ เพียงแต่เบือนหน้าหนี ดวงตาฉายแววหวาดวิตก
ตลอดบ่าย เมษาเดินสำรวจและจดบันทึก ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านหน้าประตูห้องปริศนา เธอรู้สึกจี้ด ๆ ที่ท้ายทอย เหมือนถูกจ้องมองจากข้างใน เงาเล็ก ๆ คล้ายคนยืนอยู่หลังม่านหน้าต่างจางหายไปเมื่อเธอเพ่งมอง
ตกเย็น อิทธิ ช่างไฟวัยกลางคนที่ถูกจ้างมาช่วยตรวจระบบ เดินขึ้นบ้านมาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย มือเขาถือกล่องเครื่องมือ “ไฟฟ้าบ้านนี้ขาดบ่อยครับ เดี๋ยวผมจะลองเช็คที่เมนก่อน”
“ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ก็ปล่อยไว้ก่อนนะอิทธิ บ้านนี้มันเก่าน่ะ” ปริญพูดเร็วเกินปกติ อิทธิแค่ยิ้มบาง ๆ ก้มหน้าก้มตาทำงาน โดยไม่สนใจมากนัก
ขณะเดียวกัน เมษาเดินกลับลงมาชั้นล่าง เธอเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น กำลังใช้ผ้าขาวบางเช็ดรูปถ่ายเก่า ๆ อย่างเบามือ หญิงสาวชื่อน้ำฝน เป็นญาติห่าง ๆ ของปริญ สีหน้าเธอเย็นชา เงียบขรึม
“คุณอยู่ที่นี่นานหรือยัง?” เมษาทักพลางนั่งลงตรงข้าม
น้ำฝนวางรูปถ่ายลงช้า ๆ “ตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ บ้านนี้อยู่กันไม่ค่อยได้นานหรอก ทุกคนชอบรีบย้ายออก”
“เพราะอะไรเหรอ?” เมษาถาม
น้ำฝนยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบ ดวงตาสะท้อนเงามืดของห้อง ทั้งสองนั่งเงียบกันครู่หนึ่ง มีแค่เสียงนกกรีดร้องนอกหน้าต่าง เมษารู้สึกถึงแรงกดดันในบรรยากาศ
เสียงน้ำหยดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังผิดปกติ เหมือนหยดอยู่ในห้องถัดไป เมษาเงี่ยหูฟัง น้ำฝนก้มหน้าไม่พูดอะไร สีหน้าเหมือนยอมรับบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในห้องครัว อิทธิกำลังตรวจสายไฟใต้ซิงก์ เขาชะงักเมื่อเห็นรอยน้ำเปียกเป็นวง ปลายนิ้วแตะแล้วสั่นสะท้าน รอยเย็นเฉียบแทรกผ่านผิวหนัง เขาขมวดคิ้ว มองไปรอบ ๆ ห้องที่เงียบสงัด
ตกค่ำ กลุ่มคนงานที่มาตรวจสอบโครงสร้างบ้าน ทยอยกลับหมด เหลือแค่เมษา ปริญ น้ำฝน และอิทธิในบ้าน บ้านทั้งหลังเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เมษาตัดสินใจว่าจะพักค้างหนึ่งคืนเพื่อดูสภาพจริง เธอวางเป้เล็ก ๆ ไว้ข้างเตียงในห้องนอนชั้นล่าง
ขณะเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอพบกล่องไม้เล็ก ๆ ใต้เตียง ภายในกล่องมีจดหมายเขียนลายมือหวัด ๆ กับสร้อยลูกปัดโบราณหนึ่งเส้น เมษาหยิบจดหมายออกมา เนื้อความอ่านยากแต่มีคำว่า “ขออย่าลืม” ซ้ำไปซ้ำมา
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นหน้าประตู เธอสะดุ้ง “ใคร?” ไม่มีเสียงตอบ เธอเปิดประตูออกไปก็ไม่พบใคร มีเพียงเงาของน้ำฝนที่เดินเลี้ยวหายไปในความมืดเท่านั้น
คืนนั้น เมษาพลิกตัวไปมาในความมืด เสียงน้ำหยดยังคงดังต่อเนื่อง หัวใจเต้นเร็ว เธอลุกขึ้นนั่งขณะที่เสียงหยุดลงกะทันหัน ความเงียบแน่นขนัด เงาเคลื่อนผ่านหน้าต่างข้างเตียง เธอขยับตัวช้า ๆ หยิบไฟฉายส่องไปในห้อง ทุกอย่างนิ่งสนิท มีเพียงเงาของตัวเองที่สั่นไหว
ตอนเช้า เมษาหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินไปในห้องอาหาร เจอปริญกับน้ำฝนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“เมื่อคืนใครเดินขึ้นลงบันไดดึก ๆ?” เมษาถาม
ปริญเม้มปากแน่น “ไม่มีครับ ผมหลับอยู่ฝั่งโน้น น้ำฝนก็อยู่ข้างล่าง คนงานก็กลับหมด”
น้ำฝนสบตาเมษาชั่วครู่ ก่อนพูดเบา ๆ “บางทีเราอาจไม่ได้อยู่กันแค่สี่คน”
เกิดความเงียบที่อึดอัด เมษารู้สึกถึงความไม่แน่ใจในสีหน้าของสองคนตรงหน้า เธอมองไปยังหน้าต่าง เห็นรอยหยดน้ำลากยาวจากชั้นบนลงสู่พื้นข้างบันได เหมือนมีบางอย่างไหลลงมาตอนกลางคืน
ตลอดเช้าวันนั้น เมษาสำรวจชั้นสองอีกครั้ง คราวนี้เธอพยายามงัดประตูห้องปริศนา รอยขูดที่ลูกบิดดูเหมือนถูกทำซ้ำซาก เธอลองเคาะประตูเบา ๆ ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากเสียงน้ำหยดเบา ๆ จากในห้อง
เสียงโทรศัพท์มือถือของเมษาดังขึ้น ข้อความจากเบอร์แปลก “อย่าเข้าห้องนั้น” เธอรู้สึกสยองวาบ มองไปรอบ ๆ ตัว ปริญกับน้ำฝนยืนอยู่ปลายทางเดิน ไม่มีใครถือมือถือเลย
ตกบ่าย อิทธิเดินมาหาเมษาด้วยใบหน้าซีดเผือด “เมื่อคืนผมฝันเห็นเด็กผู้หญิงผมหยิกนั่งร้องไห้อยู่ในห้องข้างบน เสียงน้ำหยด…แล้วเธอก็หายไป”
“ฝันเหรอ?” เมษาถาม น้ำเสียงลังเล เธอเองเริ่มแบ่งแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริงหรือภาพหลอน
“ผมไม่กล้าขึ้นไปแล้วครับ” อิทธิพูดเบา ๆ มองหน้าทุกคนในบ้าน เหมือนรอให้ใครสักคนตัดสินใจแทน
คืนนั้น เมษานอนกระสับกระส่าย เธอตื่นขึ้นกลางดึกอีกครั้ง เสียงน้ำหยดคราวนี้ดังใกล้มาก เหมือนหยดอยู่ข้างเตียง เธอเอื้อมเปิดไฟฉาย ส่องไปบนพื้น เห็นรอยหยดน้ำใหม่ขนาดเท่าเท้าเด็กเล็ก ๆ หยดซ้อนกันเป็นเส้น เมษาหายใจขัด ท้องไส้ปั่นป่วน เธอเดินตามรอยหยดน้ำออกไปในความมืด
รอยหยดน้ำพาเธอไปหยุดหน้าห้องปริศนา เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากข้างใน “แปะ…แปะ…” เมษายืนตกใจ ไม่กล้าเปิดประตู
ปริญเดินมาเห็นเข้า “อย่าเปิดเด็ดขาด” เขากระซิบเสียงสั่น เมษาจ้องหน้าเขา ต้องการคำอธิบาย แต่ปริญหลบตา
“ถ้าคุณไม่บอก ฉันจะเปิด” เมษาขู่ แม้จะกลัวจนมือสั่น
“มันเกี่ยวกับครอบครัวผม…แต่ผมก็ไม่รู้ทั้งหมด” ปริญพูดเสียงแผ่ว หายใจหอบ น้ำฝนเดินตามขึ้นมา เธอเอื้อมมือจับแขนเมษาแน่น
“ทุกคนที่อยู่บ้านนี้นาน ๆ จะฝันคล้ายกันหมด” น้ำฝนพูดเบา ๆ “เด็กผู้หญิงคนนั้น…เขาไม่เคยจากไปจริง ๆ”
“ใคร?” เมษาถาม เสียงเธอพร่า เงามืดในห้องโถงเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต
“ลูกสาวของเจ้าของบ้านคนแรก…เขาจมน้ำตายในอ่างในห้องนั้นเมื่อห้าสิบปีก่อน” น้ำฝนบอกเสียงค่อย ๆ หายไปเหมือนกระซิบ
“แต่เขายังอยู่ที่นี่…” ปริญเอ่ยตัดบท เบือนหน้าหนี เงียบงันเป็นเวลานาน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
คืนนั้นฟ้าครึ้มฝน เสียงน้ำหยดดังต่อเนื่อง เมษานั่งกอดเข่าอยู่ข้างเตียง สองตาไม่ละไปจากประตูห้องปริศนา เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่พาเธอเข้าใกล้ความจริงที่ซ่อนเร้น
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกหนัก เมษาตัดสินใจจะออกจากบ้าน ปริญกับน้ำฝนมาส่งที่ประตู แต่ทันใดนั้น โทรศัพท์เมษาสั่นอีกครั้ง ข้อความ “กลับมา” เด้งขึ้นมาท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง
เธอเหลียวมองบ้านหลังนั้น เงาเล็ก ๆ คล้ายเด็กหญิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นบน ยกมือโบกเบา ๆ เมษานิ่งอึ้ง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอเริ่มจำอะไรขึ้นมาบางอย่าง ภาพตัวเองในวัยเด็กวิ่งเล่นกับเด็กหญิงผมหยิก เสียงหัวเราะในอดีตแผ่วเบา
“มันเป็นความผิดของฉัน…” เมษาพึมพำ ปริญกับน้ำฝนมองหน้ากันอย่างงุนงง
ความทรงจำผุดขึ้นมา เธอเคยมาเยี่ยมบ้านนี้กับแม่ตอนเด็ก ๆ ในวันที่เกิดเหตุ เธอแอบหนีไปเล่นในป่า ทิ้งเด็กหญิงไว้ในอ่างน้ำ เพื่อนของเธอจมน้ำตาย ภาพวันนั้นวนเวียนอยู่ในหัว
เสียงน้ำหยดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เมษาเดินเข้าไปในบ้าน ลากสัมภาระตาม ปริญกับน้ำฝนพยายามรั้งแต่เธอไม่หยุด เธอเดินตรงไปที่ห้องปริศนา วางมือบนลูกบิดเย็นเฉียบ
“ฉันต้องขอโทษ…” เมษากระซิบเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ เปิดประตู
ภายในห้องมืดสนิท อากาศเย็นเฉียบ เสียงน้ำหยดดังจากอ่างน้ำในมุมห้อง เงาเด็กหญิงผมหยิกนั่งอยู่ข้างอ่าง หันหน้ามาช้า ๆ ดวงตาเศร้าสร้อย
เมษาคุกเข่าลงตรงหน้าเงานั้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ขอโทษที่ทิ้งเธอไว้คนเดียว ขอโทษที่หนีไป”
เงาเด็กหญิงยิ้มเศร้า เสียงหยดน้ำหยุดลงกะทันหัน ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง เหมือนเวลาหยุดเดิน เมษาหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
เมื่อเธอลืมตาอีกครั้ง ห้องนั้นว่างเปล่า อ่างน้ำแห้งสนิท ไม่มีเสียงน้ำ ไม่มีเงาเด็กหญิง เหลือแต่ความสงบแปลกประหลาดในใจ
เมษาเดินออกจากบ้าน ท่ามกลางเสียงสายฝนโปรยปราย เธอมองกลับไป เห็นเงาเด็กหญิงยืนมองจากหน้าต่างชั้นบน สีหน้าเปลี่ยนเป็นโล่งใจ ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายหมอก
เสียงน้ำหยดเงียบไปตลอดกาล เหลือเพียงความทรงจำที่ถูกปลดปล่อย บ้านไม้เก่ากลับสู่ความเงียบสงัด เมษาก้าวเดินไปข้างหน้า โดยรู้ตัวว่าบางความผิดพลาดในอดีตต้องเผชิญหน้าและยอมรับ เพื่อจะเป็นอิสระได้อีกครั้ง