วันที่ฝนตกในเดือนเมษายน
เสียงฝนประเดิมเช้าแรกของเดือนเมษายน ซัดกระทบหน้าต่างห้องชมรมศิลปะอย่างไม่ล้า ผกากรองกำลังระบายสีน้ำบนผ้าใบ กลิ่นสีเจือปนกลิ่นฝนจนขมอับ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นอาชว์กำลังวิ่งตากฝนเข้ามาในตึก มือข้างหนึ่งกอดแฟ้มมือข้างหนึ่งกุมโทรศัพท์แน่น ประตูชมรมเปิดออก อาชว์ชะเง้อมองหาใครสักคนก่อนสายตาจะมาเจอเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอหลบฝนหน่อยนะ ร่มหาย” เขาหอบ เหงื่อและน้ำฝนเปียกปอนเต็มแขนเสื้อสีกรม
ผกากรองพยักหน้า ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ เธอเพิ่งได้คุยกับเขาครั้งที่สองแบบจริงจัง สีหน้าอาชว์ดูเขินเล็กน้อยแต่พยายามพูดให้ดูเป็นกันเอง “ขอบใจนะ…ตกใจเสียงฟ้ารึเปล่า”
“ไม่ค่อยเท่าไหร่…แต่กลัวรูปจะเปียกมากกว่า” เธอพูดพลางเหลือบมองผ้าใบ อาชว์เดินสำรวจรอบห้อง มองรูปวาดของสมาชิกคนอื่น ๆ พร้อมรอยยิ้มเจือหม่น
เสียงฝนกลายเป็นดนตรีเบา ๆ ในความเงียบ เขาเอานิ้วแตะกรอบรูปภาพดอกเสี้ยวสีม่วง “นี่เธอวาดเองเหรอ ดูมีชีวิตดี”
ผกากรองเก้อ ๆ “พยายามวาดแบบไม่คิดมาก แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้”
อาชว์นั่งลงใกล้ ๆ โต๊ะทำงานของเธอ ไม่พูดอะไรสักพัก ก่อนจะโพล่งเบา ๆ “ฉันวาดอะไรไม่เก่งเลย แต่ชอบเขียนนะ บางทีเขียนถึงเรื่องที่ตัวเองอยากวาดแต่ทำไม่ได้”
ผกากรองหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงผสมความเก้อเขิน “งั้นเราแค่เป็นคนจินตนาการที่เก็บนิสัยไว้คนละมุมเหรอ”
เขายิ้มมุมปาก ลูบแฟ้มในมือ เสียงฝนเริ่มซาลง “แล้วมีใครเคยเข้าใจที่เธอวาดบ้างมั้ย?”
ผกากรองนิ่งไปนาน ก่อนตอบ “ไม่ค่อยมีหรอก ส่วนมากคนก็ชมผ่าน ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันวาดเพื่ออะไร…”
อาชว์ผงกหัวช้า ๆ เหมือนมีบางอย่างถูกเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องพูดเพิ่ม
วันนั้นไม่มีบทสนทนายืดยาว มีแค่สายตาที่คอยคลอเคลียและความเงียบที่ไม่อึดอัด
จากนั้นอีกหลายวันก็วนกลับมาเจอกันโดยบังเอิญที่คาเฟ่ในมหาวิทยาลัย ผกากรองนั่งอยู่กับเพื่อนแต่จ้องกาน้ำชาในมือเสียมากกว่า อาชว์เดินเข้ามา พร้อมหนังสือปึกใหญ่ในแขน
“โอ้ มีสอบเหรอ อาชว์” เพื่อนของผกากรองถามขึ้น
เขาฉีกยิ้มจาง ๆ “เปล่า…กำลังเขียนนิยาย แต่ส่องข้อมูลหนักไปหน่อย เลยกลัวตัวละครจะโง่”
เพื่อนหัวเราะเสียงดัง สนใจกว่าเดิม ผกากรองแค่ยิ้มแทนการตอบ ช่วงบ่ายวันนั้นเธอเฝ้าดูเขาคุยเล่นกับเพื่อน สังเกตเห็นเขาตอบทุกคนอย่างจริงจัง แต่กลับหลบตาเธอเป็นระยะ
หลังเลิกเรียน ผกากรองกับอาชว์เดินไปขึ้นรถเมล์ด้วยกัน ฝนเริ่มตั้งเค้ามืดฟ้ามัวดิน
“วันนี้จะวาดรูปต่อที่หอเหรอ” เขาถามเสียงเบา กึ่งห่วงใยกึ่งชวนคุย
“คงงั้น…แต่พอบางทีเหนื่อยก็ไม่ได้แตะสี่ห้าวันเลย” ผกากรองถอนใจ มือกำสมุดสเก็ตช์แน่นขึ้น
อาชว์เงียบไปพักหนึ่ง “บางทีฉันก็ไม่ได้เขียนนานเหมือนกัน…กลัวว่าถ้าเขียนแล้วทุกอย่างจะเหมือนเดิม ติดอยู่ที่เดิมตลอดไป”
ผกากรองเงียบ เธอเข้าใจดีว่าความกลัวอะไรบางอย่างมันหนักกว่าความตั้งใจจะทำ…
การพบกันของทั้งคู่เต็มไปด้วยความลังเล พอกันทั้งสองฝ่าย บางวันแทบไม่ได้พูดอะไรเลย แต่แววตาที่มองกันกลับเอ่ยมากกว่าถ้อยคำ
สัปดาห์หนึ่ง อาชว์บังเอิญเจอผกากรองนั่งริมสนามหญ้า ใต้ต้นก้ามปูแผ่กิ่งใบ ร่มเย็น วันนั้นเธอดูเศร้ามาก เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ
“เป็นอะไร”
เธอดึงสมุดวาดรูปมากอด เงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทา “แค่รู้สึกเหมือนทำอะไรก็ไม่ดีพอ เหมือนจะทิ้งทุกอย่าง แล้วเริ่มใหม่ตลอด…”
อาชว์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนเขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเกินไป “บางทีเราต้องหยุดคาดหวังกับตัวเองสักครั้งนึง”
เธอหัวเราะเบา ๆ “พูดง่ายนะ ทั้งที่เธอก็ทำไม่ได้เหมือนกันนี่นา”
อาชว์นิ่งไป มองสายน้ำที่หยดจากปลายกิ่งไม้ “ใช่ ฉันก็ยังหนีตัวเองไม่พ้นเหมือนกัน”
สายลมเย็น ๆ พัดผ่าน ทั้งสองนั่งนิ่งเคียงกันในความเงียบที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ
ผกากรองเริ่มรับอาสาช่วยอาชว์เก็บข้อมูลบางอย่างสำหรับนิยายของเขา บางวันเธอช่วยอ่าน ฉากที่เขาเขียนค้าง บางวันเขาช่วยติว่าภาพของเธอสื่ออะไรได้มากกว่าที่ตั้งใจจะวาด ทั้งสองเริ่มสนิทขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยข้ามเส้นบาง ๆ ที่คั่นอยู่
คืนหนึ่ง ทั้งสองคุยกันยาวผ่านแชต แม้ประโยคจะสั้น ๆ เต็มไปด้วยจังหวะหยุดกลืนไม่ลง
ผกากรอง: “เวลาเธอเขียนถึงตัวละครที่กลัวผิดหวัง เธอคิดเองหรือเปล่า”
อาชว์: “ส่วนมาก…อาจเพราะฉันกลัวจริง ๆ”
ผกากรอง: “เวลาเธอเขียนจบ เธอรู้สึกยังไง”
อาชว์: “มันคล้าย ๆ การลา…แต่ก็เบาใจนิดนึง”
ผกากรอง: “ถ้าได้เริ่มใหม่ เธอจะกล้าทำอะไรต่างออกไปมั้ย”
อาชว์: “ฉันกลัวคำตอบตัวเองมากกว่า…”
ข้อความถูกทิ้งไว้ให้ค้างคา ความใกล้แต่ห่าง กลายเป็นกำแพงเงียบ ๆ อยู่เสมอ
วันหนึ่ง อาชว์เอานิยายที่เขาเพิ่งเขียนจบให้ผกากรองอ่าน เธอกำลังกังวลกับนิทรรศการใหญ่ ภาพของเธอเพิ่งถูกอาจารย์ติงว่าไร้ชีวิตชีวา
“เธออยากอ่านจริง ๆ เหรอ มันอาจเศร้าไปหน่อย” เขายื่นต้นฉบับให้
ผกากรองรับมา “ฉันชอบอ่านทุกอย่างที่มันซื่อสัตย์จนเจ็บ”
อาชว์มองเธอในแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและความกลัวในเวลาเดียวกัน
คืนนั้นผกากรองอ่านนิยายของเขาจนจบ น้ำตาคลอหน่วย เข้าใจว่าเขาเองก็ยังไม่ให้อภัยอดีตของตัวเอง สิ่งนั้นสะเทือนใจเธอมาก เพราะเธอเองก็หนีอดีตที่เคยล้มเหลวเรื่องครอบครัวมาก่อน
ความสัมพันธ์อยู่ในจุดที่ต่างคนไม่กล้าบอกความรู้สึก กลัวการเปลี่ยนแปลง ความใกล้ชิดนั้นทำให้กลัวจะสูญเสีย ฝนในเดือนเมษายนที่ตกหนักในค่ำคืนหนึ่ง ทำให้ทั้งสองต้องติดอยู่ใต้หลังคาร้านหนังสือ
“ถ้าเธอต้องเลือก ระหว่างอยู่กับบางคนที่ทำให้เห็นแค่ด้านดี กับอยู่กับใครสักคนที่ทำให้กล้าซื่อสัตย์ เธอเลือกอะไร” อาชว์ถามเบา ๆ
ผกากรองไม่ตอบทันที สายตาเธอติดอยู่ที่พื้นเปียกฝน “ฉันเคยคิดว่าความสุขคือการไม่ต้องรู้สึกผิด…แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้ว บางที การมีใครสักคนที่กล้าบอก ว่ากลัวเหมือนกัน อาจสำคัญกว่า”
อาชว์ยิ้มเศร้า ๆ นิ้วเรียวสั่นน้อย ๆ ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า “ฉันกลัวจะเปลี่ยนไป กลัวจะเสียเธอโดยไม่ได้บอกอะไรเลย”
ต่างคนต่างเงียบ…
ในวันนิทรรศการ รูปของผกากรองถูกแขวนอยู่มุมหนึ่ง คนเดินดูผ่านไปผ่านมา ผกากรองยืนนิ่งเงียบ อาชว์ส่งข้อความมา “ถ้าไม่กล้าดูคนเดียว ฉันไปดูด้วยได้มั้ย”
เธอตอบตกลง ทั้งสองเดินวนรอบนิทรรศการด้วยกัน สายตาผกากรองถูกดึงไปที่รูปดอกไม้สีฟ้าที่เธอวาดซ้อนทับกับภาพใบหน้าหนึ่งใบแบบราง ๆ
“นี่มัน…เหมือนใครสักคนในฝันของเธอรึเปล่า” อาชว์ถาม
ผกากรองส่ายหน้าเบา ๆ “เหมือนคนที่อยากจะให้อภัย…ทั้งเขาแล้วก็เราเอง”
เสียงคนรอบข้างตัดขาดออก เหลือเพียงสองคนที่ไร้คำพูด รอยยิ้มจาง ๆ กับความเป็นไปได้ใหม่
หลังนิทรรศการ ความเงียบเริ่มครอบงำ ทั้งสองห่างกันไปด้วยภาระหน้าที่ อาชว์เริ่มงานพิเศษ ผกากรองฟุ้งซ่านกับงานศิลป์ ทุกข้อความที่ส่งถึงกันเริ่มเรียบง่ายลง
“ช่วงนี้เหนื่อยมั้ย”
“โอเคนะ แค่ลองหาทางใหม่ให้รูปตัวเองอยู่”
บางครั้งความเงียบก็ชวนคิดไปไกล ผกากรองแอบตามอ่านบล็อกของอาชว์ เห็นว่าเขาหยุดเขียนไปนาน สงสัยในใจแต่ไม่กล้าทัก
วันหนึ่งผกากรองไปร้านหนังสือที่อาชว์เคยนั่งประจำ เห็นเขานั่งเงียบอยู่ตรงมุมเดิม ตรงหน้าไม่มีสมุด ไม่มีต้นฉบับ มีแต่สายตาที่ล่องลอยเงียบงัน
เธอเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามโดยไม่พูดอะไร เขาเพียงเงยหน้าช้า ๆ สีหน้าดูแปลกใจปนโล่งใจ
“ไม่เขียนเหรอช่วงนี้” เธอเอ่ยเบา ๆ
“ยัง…มีหลายอย่างที่ติดค้าง กลัวว่าถ้าเริ่มใหม่จะเจ็บเหมือนเดิม”
ทั้งคู่เงียบ เหมือนรอให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มอะไรบางอย่าง
ผกากรองตัดสินใจวาดรูปเขาระหว่างที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เธอให้เขาดูหลังจากลากเส้นสุดท้ายจบลง “ฉันวาดเธอในวันที่กลัวจะเริ่มใหม่ เพราะฉันก็กลัวเหมือนกัน”
เขาจับกระดาษไว้แน่น “รู้มั้ย ฉันนึกว่าคนที่กลัวเหมือนกันจะสื่อสารไม่เข้าใจกัน กลายเป็นว่ามันทำให้สบายใจที่สุด”
คืนวันนั้นทั้งคู่ลุกออกจากร้านไปพร้อมกัน ใต้ฝนโปรยปราย อาชว์ยื่นร่มให้เธอก่อน
“ไปด้วยกันมั้ย” เขาถามเบา ๆ ชั่วอึดใจผกากรองลังเล แต่สุดท้ายก็ก้าวเคียง
ฝนเดือนเมษายนไหลลงช้า ๆ สองเงาต่างเดินแนบชิดกันใต้ร่มแคบ ๆ ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีจุมพิต มีแต่สายตาเข้าใจและใจที่กล้าเติบโตไปพร้อมกัน