เงาสะท้อนบนผืนน้ำรัตติกาล
เสียงเพลงขลุ่ยไม้แว่วเบาแทรกมากับสายลมหนาวเย็นเยือก ยามค่ำในหมู่บ้านดอยสายฝนที่ถูกหมอกปกคลุม แนบท้องฟ้าสีหมึกหม่นกับผืนน้ำทะเลสาบกว้าง เงาภูเขาระยับเคลื่อนไหวเมื่อคลื่นแรงสายลมกระทบ ผิวน้ำในค่ำคืนนี้กลับนิ่งสนิทผิดปกติ กิ่งไม้แห้งร่วงหล่นเป็นจังหวะ รอยเท้าหนึ่งคู่เหยียบบนสะพานไม้เก่าคลอไปกับท่วงทำนองขลุ่ยเศร้าเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นที ชายหนุ่มผิวขาวจัด ใบหน้าเรียบเฉย ตาสีดำมืดเหมือนกำลังเก็บซ่อนพายุในใจ เขาสะพายกระเป๋าผ้าขาดรุ่งริ่ง เดินอย่างเหนื่อยอ่อนกลับมาเยือนบ้านเกิดหลังเจ็ดปีของการหนีออกจากบ้าน ใต้แสงจันทร์ ภาพบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางต้นสนปรากฏขึ้น เสียงขลุ่ยหยุดลงทันทีที่นทีหยุดมองประตูไม้ที่ทาสีหลุดล่อน
เสียงสุนัขหอนในความมืดยิ่งขับขานความวังเวง นทีลังเลจะผลักประตูเข้าไปหรือไม่ มือของเขาสั่นระริก—จากความกลัวที่เก็บสะสมตั้งแต่เยาว์วัยกับความทรงจำที่ตัดไม่ขาด ทันทีที่ประตูแง้ม ชายสูงวัยในเสื้อม่อฮ่อม ฟันขาวเป็นหย่อม เหลียวมองมาด้วยสายตาสับสนก่อนผุดรอยยิ้ม “นที ใช่มั้ยลูก?” เสียงพ่อน้ำเงินฟังดูแห้งแล้งอย่างคนเพิ่งผ่านการร้องไห้นาน “กลับมาแล้วเหรอ?”
“ครับพ่อ…” นทีพึมพำ คำพูดตกค้างในลำคอ เกิดช่องว่างระหว่างพ่อกับลูก เมื่อน้ำเงินคว้ากระเป๋าไปวางและเดินนำสู่ห้อง นทีกวาดตามองไปรอบบ้านที่แน่นขนัดไปด้วยข้าวของเก่า เสียงนกร้องแว่วมาจากนอกหน้าต่าง หนึ่งในนั้นคือกรอบรูปร้าว ๆ ของหญิงวัยกลางคนผู้หน้าเหมือนนทีราวกับแกะ เขาแอบชำเลืองนานแต่ไม่แตะต้อง
“คืนนั้น…แม่เจ้ายังมากระซิบข้างหูพ่ออยู่เลย” น้ำเงินพูดเสียงสั่น นทียิ้มน้อย ๆ แล้วเดินขึ้นห้องของตัวเอง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้ากระจกแตกแหลกส่องเงาตัวเอง เงาที่บิดเบี้ยวในกระจกชำรุดดูคล้ายคลึงกับเงาในน้ำเมื่อคืนนี้ เศษภาพอดีตย้อนกลับมากัดกินใจเขา
เวลาผ่านไปจนบ้านเงียบงัน นทีนอนตาแข็งในห้องเก่าที่กลิ่นอับจับใจ เสียงน้ำหยดติ๋งๆ จากหลังคารั่ว เจือกับเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างนอกหน้าต่าง เขาแนบใบหน้ากับหมอน พยายามหลับทั้งที่ข้างในลุกเป็นไฟ
เช้าวันใหม่มาเยือนอย่างเย็นชา เสียงรถไถแว่วอยู่ไกล ๆ นทีเดินลงมาพบโต๊ะข้าวต้มวางร้อน ๆ ในครัว พ่อน้ำเงินนั่งกินเงียบ ๆ นทีเลิกคิ้ว “พ่อ…เมื่อคืนได้ยินเสียงน้ำไหม”
“เสียงอะไร? เจ้ามาเหนื่อย ๆ อย่านึกหวาดกลัว บ้านนี้ปลอดภัย ถ้าใจเจ้าอยู่กับมัน” พ่อว่า พลางหันไปปาดน้ำตาที่คลอเบ้า
แต่แววตาของนทีสั่นไหว สิ่งที่เขาได้ยินเมื่อคืน ไม่ใช่แค่เสียงน้ำแต่มันคือเสียงกระซิบ “เจ้ากลับมาทำไม” “เจ้ายังทำใจไม่ได้ใช่ไหม” แว่วแผ่วแม้แต่ในยามสาย
สายวันเดียวกัน นทีเดินไปกลางสะพานไม้ริมทะเลสาบ จ้องมองเงาตัวเองบนผืนน้ำ หยิบขลุ่ยจะเป่า แต่ขลุ่ยตกลงน้ำ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่ง เด็กสาวผมสั้นในชุดกระโปรงขาดวิ่นปั่นจักรยานล้าสู่ตรงหน้า เธอยิ้มกวน ๆ “หัดเล่นขลุ่ยอีกหรือพี่?”
นทีมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนตอบ “อย่าแซวสิ ฝันดีก็พอแล้ว…”
เด็กสาวยกคิ้ว “ใครฝันดี?”
“นี่…เราเคยคุยกันมั้ยนะ?” นทีสอบถามทั้งที่แน่ใจว่าไม่เคยรู้จักกัน เด็กสาวมองยิ้ม ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เคย…แต่พี่จำไม่ได้” จากนั้นปั่นจักรยานจากไปโดยไม่เหลียวหลัง
เสียงกระซิบจากผืนน้ำดังอีกครั้งจนเส้นผมนทีลุกชัน ลมเย็นจัดเฉี่ยวหน้าเขาอย่างแรง เงาในน้ำเหมือนเคลื่อนไหวเอง นทีเดินถอยหลัง เอื้อมมือจะหยิบขลุ่ย—แต่น้ำในทะเลสาบปั่นป่วนจนปลายฝักขลุ่ยลอยหายไปใต้ผิวน้ำ
ตกเย็น นทีมานั่งคุยกับพ่อน้ำเงินใต้แสงไฟสลัวทั้งสองพูดคุยน้อยกว่าที่คิด เพราะต่างไม่อยากเปิดหัวข้อที่เกี่ยวกับอดีต น้ำเงินจิบเหล้าเบา ๆ “แม่เจ้าฝากอะไรไว้ในบ้านมากกว่าเพลงขลุ่ยนั่น” เสียงพูดต่ำพร่าขณะที่นทีนั่งฟังเงียบงัน
กลางดึก ในห้องนอนนที เสียงน้ำหยดและฝีเท้าเบา ๆ ส่งเขาให้ผวาตื่น เงาคนในห้องที่น่าจะว่างเปล่าปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนร่างโปร่งใส ยืนอยู่ริมเตียง กล่าวถ้อยคำเบา ๆ “ลูก…ไม่ต้องกลัว” นทีขยับตัวถอย หายใจขัดขึ้น “แม่!” เสียงเขาแตกพร่าด้วยความรู้สึกผิดและคิดถึง
หญิงสาวหันมายิ้ม “แม่ยังอยู่ตรงนี้เสมอ…เจ้าเห็นแล้วก็ต้องยอมรับความจริง เจ้ายังไม่ให้อภัยตัวเองหรือ?” เสียงเย็นจัดเหมือนลมค่ำในพายุ
รุ่งเช้า นทีวิ่งลงไปหน้าเรือนหน้าตาหวาดกลัวคล้ายเห็นผี น้ำเงินหยุดกวาดลาน ยื่นมือแตะแขน “เมื่อคืนฝันหรือเห็นอะไร?”
นทีอึกอัก ไม่ยอมตอบ “เจ็บคอ บางทีคงไม่ได้นอนพอ” น้ำเงินหรี่ตามอง สายตาเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนลงมือทำงานสวนต่อเงียบ ๆ
เวลาผ่านไประหว่างวัน นทีเดินสำรวจห้องเก่า ๆ ของแม่ เขาเปิดลิ้นชัก พบจดหมายเก่าเลือนหมึกบางส่วน พลางอ่านซ้ำ ๆ เนื้อหาพูดถึงการให้อภัยและความรัก “จงฟังเสียงในหัวใจเจ้าเอง ลูก…ทุกคนต่างเคยผิดพลั้ง”
กลางวันแสงสว่างจ้า แต่ในความสว่างกลับร่มครึ้มเงาพาผ่อนคลาย ด้วยสายลมเย็น นทีตัดสินใจเดินไปทะเลสาบอีก ในนั้นเงาตัวเองสลับเงาแม่สลับกับอดีตที่เขาเคยเถียงแม่จนหล่อนร้องไห้ครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตในน้ำ น้ำตาไหลลงผิวหน้า เขายกมือปิดตา กลั้นสะอื้นอย่างคนพ่ายแพ้
เสียงพูดจากข้างหลังดังขึ้นอีก “ถ้าแม่ยังอยู่ แม่จะบอกอะไรกับพี่” เด็กสาวคนนั้นเดินเข้ามาหย่อนตัวข้างนที มือขาวบางวางบนไหล่ “อย่ากลัวน้ำ…มันแค่สะท้อนใจเรา”
นทีกระซิบ “แล้วเธอเป็นใคร?”
“คนที่เฝ้าทะเลสาบนี้ — เฝ้าความลับของบ้านพี่กับแม่ คนที่จะช่วยให้พี่มองตัวเองใหม่” เธอหัวเราะกลั้วน้ำเสียงเศร้า แล้วเดินจากไปอย่างไร้ร่องรอย นทีมองตามอย่างงุนงง
ค่ำคืนนั้น นทีฝันถึงแม่อีกครั้ง แม่เดินออกมาจากเงาน้ำ มองเขาด้วยดวงตาอบอุ่น “ปล่อยเถอะลูก ลูกแค่อยากได้รับรักอีกครั้ง ไม่ต้องฝืนต่ออีกแล้ว”
เสียงขลุ่ยดังขึ้นรอบ ๆ ห้อง เงาแม่ละลายไปกับเสียงเพลง นทีนั่งน้ำตาไหลไม่ขาด ในฝันเขาโผกอดแม่แล้วตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกอบอุ่นแม้จะเปื้อนน้ำตา
ตอนเช้าเขาตัดสินใจเดินไปทะเลสาบอีกครั้ง เห็นเด็กสาวนั่งรออยู่ที่สะพาน “พี่พร้อมหรือยังที่จะลงไปในน้ำ?”
“พร้อมแล้ว…” เขาตอบเสียงสั่น หญิงสาวพยักหน้า “ลงไปแล้วพี่จะเห็น — ไม่ใช่แค่เงาของแม่ แต่ยังเห็นเงาของตัวเอง”
ทั้งสองเดินลงสู่ขอบน้ำ นทีหย่อนเท้าในน้ำที่เย็นจัดเหมือนจะหยุดหัวใจเขาไว้ เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก ๆ เสียงคลื่นเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบ “เจ้าทำเต็มที่แล้ว”
เมื่อนทีลืมตา เขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองกับแม่ซ้อนทับกันในน้ำ น้ำใสลึกเปล่งประกายราวกับจะพูดคุยได้ เสียงในใจปล่อยวางความกลัว ความผิด เขายิ้มช้า ๆ ก่อนหันไปขอบคุณเด็กสาวลึกลับซึ่งบัดนี้หายตัวไป
นทีเดินกลับบ้าน ดวงตาสดใสมากขึ้น เมื่อเจอพ่อ น้ำเงินยิ้มรับอย่างอ่อนโยน สองพ่อลูกโอบกอดกันกลางแสงแดดอุ่นยามเช้า บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป เสียงขลุ่ยเล่นแว่วขึ้นอีกครั้งในลมหายใจ
หากค่ำคืนนี้ใครผ่านมาแถวสะพานไม้ริมทะเลสาบ จะได้ยินเสียงขลุ่ยกับเสียงหัวเราะแผ่วเบา ราวกับใครบางคนได้คืนดวงใจและคืนความรักที่หายไปแล้วตลอดกาล