เงากลางทะเลทรายไฟฟ้า
เสียงซู่ซ่าของเครื่องกลเมืองลอยฟ้าดังประสานสายลมร้อนแรง ยอดตึกโลหะสูงเสียดฟ้าที่อาบด้วยแสงไฟสีน้ำเงินได้กลายเป็นบ้านและกับดักสำหรับใครหลายคน ที่ปลายดาดฟ้า เอก เด็กหนุ่มวัยสิบหกปี ผอมสูง ผมสั้นสีดำ กำลังนั่งเอาหลังพิงรั้วเหล็กสนิม สายตาเหม่อมองเหวลึกเบื้องล่าง เวลาสองปีที่ย้ายมาอยู่ที่มะรีน ชีวิตไม่เคยเหลือเพื่อนหรือที่พึ่งพิง ยกเว้นนาฬิกาไฟฟ้าข้อมือเครื่องเก่า ๆ ของพ่อที่จากไปในคืนพายุใหญ่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าทำให้เอกหันมอง มิน เด็กสาววัยสิบห้า เตี้ยกว่าเอก ผมสั้นยุ่ง ๆ สวมเสื้อผ้าที่ซ่อมปะอย่างดีดึงกระเป๋านักสำรวจเก่าตามเข้ามา สายตาของมินเต็มไปด้วยประกายอยากรู้อยากเห็นและความระแวง
มินหยุดยืนอยู่ห่างจากเอกไม่กี่เมตร มองวิวเบื้องล่างพลางเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยเสียงเบา “นายคิดว่าจะมีที่อื่นนอกจากนี่ไหม”
เอกไม่ตอบทันที สีหน้าเขาขรึม จับข้อมือแน่น “เคยฝันถึง…แต่ไม่รู้จะเชื่ออะไรได้อีก” เสียงแผ่วบอกความเจ็บปวด
มินยิ้มน้อย ๆ เหมือนแหย่ “บางทีโลกนั่นอาจจะไร้ค่าเหมือนขยะที่เขาทิ้งลงไปก็ได้” เธอพยายามยิ้มแต่แววตากลับสั่นไหว
สายลมพัดแรงขึ้น เสียงเครื่องจักรเปลี่ยนจังหวะเป็นเร่งรีบ ดวงไฟตามแนวขอบตึกกระพริบเหมือนจะเตือนอะไรบางอย่าง
ในซอยแคบโค้งใต้สายไฟ หนึ่งในกลุ่ม “ผู้รักษาระบบ” แต่งชุดหุ้มสมบูรณ์หมายตาเอก สายตาเย็นชาเจือความรังเกียจ มินดึงแขนเอกให้หลบ
“เราไปดูตรงท่อน้ำข้างใต้กันไหม” มินกระซิบ เธอหันมองผู้รักษาระบบแล้วรีบลากเอกออกมาอย่างฉุกละหุก
เอกขยับเดินตาม เงาของทั้งสองทอดยาวบนพื้นแผงโซลาร์แตก ๆ ก่อนจะหายลับไปในช่องทางมืด เสียงหัวใจเต้นแรงกลบเสียงเมืองรอบตัว
มินหยุดเมื่อลงมาถึงใต้ดิน น้ำซึมขังอยู่เต็มข้อเท้า ส่องไฟฉายเล็กในมือถือ “ถ้าหนีพวกนั้นไม่ได้ เราจะหายไปเหมือน ‘เขา’ หรือเปล่า” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
เอกนิ่งนาน เขาจำพ่อไม่ได้ดีนักแต่ยังจำคืนที่คนเหล่านั้นลากพ่อเขาไป “ถ้ามีใครสักคนอยู่ข้างเรา…คงดีกว่าอยู่คนเดียว”
หยดน้ำไหลตกลงพื้นเงียบ ๆ ความมืดในอุโมงค์ทำให้ทุกเสียงดูใหญ่เกินจริง มินหายใจแรง ดันประตูเหล็กขึ้นไปอีกฝั่ง แต่แสงไฟฟ้าพาดผ่านเหมือนหิมะเย็นเฉียบ
ทั้งสองเดินไปถึงซอกมืดหลังห้องเครื่อง เมืองลอยฟ้าดูไกลออกไป มีเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เศษเหล็กกองสูง มินปีนขึ้นยืนบนลังเหล็ก เปิดฝาลังออก พบเศษซากเครื่องกลตรงกับที่เธอพยายามประกอบมานาน
“นายช่วยฉันไหม…ถ้าทำสำเร็จเราอาจออกจากที่นี่ได้จริง ๆ” มินพูดเร็ว เสียงแฝงความหวังบิดเบี้ยว เอกชะงัก มองมือสั่น ๆ ของตัวเองที่มีแผลเป็นเก่า
“ถ้าเกิดมันผิดพลาด…พวกเขาจะจับเราแน่” เอกกระซิบ พยายามซ่อนความกลัว แต่มินสบตาตรง ๆ
“ถ้าเราไม่ลอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราจะอยู่แค่ในเมืองนี้ตลอดไปเหรอ นายโอเคกับมันไหม?”
เอกเงียบ มือกำเศษฟิวส์แน่น หัวใจเขาเหมือนแตกร้าวอยู่ข้างใน
เสียงฟ้าร้องเบา ๆ จากขอบฟ้า กลิ่นฝุ่นละอองกับโอโซนลอยมา มินกับเอกช่วยกันประกอบเศษเครื่องบินโบราณทีละชิ้น เสียงโลหะกระทบโลหะเป็นจังหวะฉุนเฉียวทุกคราวที่เอกเสียบสลักผิดตำแหน่ง มินแหย่เขา “นายทำแบบนี้ได้ไง นี่มันต้องใส่ขวาก่อนซ้าย” เธอหัวเราะแต่จู่ ๆ ก็ชะงัก มองนาฬิกาข้อมือเอก แสงไฟสีฟ้าสลัว
“ของพ่อเหรอ” เธอถามเสียงเบา
เอกพยักหน้า สายตาเศร้า “พ่อชอบวาดภาพ เขาบอกว่าถ้ามีปีกจะบินได้อิสระเหมือนนก…แต่เขาไม่ได้ไปไหนไกลจากที่นี่เลย”
มินมองมือทาบนเศษเครื่องบิน “ครั้งแรกที่แม่พูดถึงทุ่งกว้าง ฉันคิดว่ามันเป็นแค่เทพนิยาย แล้วนายล่ะ? เคยเชื่ออะไรบ้างไหม”
“เคย…แต่พอเสียคนที่เรารัก เรื่องพวกนั้นมันก็เลือนหาย” น้ำเสียงเอกต่ำเศร้า ใจเขากระเพื่อม
มินนิ่งไปสักพัก ชูชิ้นส่วนทองเหลืองขึ้นสูงแสงสะท้อน “บางทีเราต้องสร้างปีคเอง ไม่งั้นเราก็แค่ฝัน”
เสียงกึก ๆ ข้างนอกดังขึ้น ผู้รักษาระบบเริ่มเดินตรวจกะกลางคืน เสียงเตือนของระบบดังขึ้นในเมือง มินกับเอกซ่อนตัวในเงามืด
มินก้มหน้าแน่น มือกำซากโลหะ ชีพจรเต้นแรงจนสัมผัสได้ เอกจับมือเธอไว้เบา ๆ “อย่ากลัว ฉันอยู่ตรงนี้” ประโยคสั้น ๆ ก้องไปในเงาเงียบ
เสียงไฟฟ้าสปาร์ค ทุกอย่างชะงัก ผู้รักษาระบบเปิดประตูเหล็กเข้ามา สบตาเข้ากับเอกอย่างจัง สักวินาทีนั้นที่ไม่มีใครขยับ เอกตัดสินใจเงียบกริบก้าวเข้าขวางหน้า
ชายชุดหุ้มโลหะจ้อง “ทำอะไรที่นี่ นี่คือพื้นที่หวงห้ามเด็กพวกแกควรกลับไปที่พักซะ” น้ำเสียงเย็นชา การกดดันในอากาศหนักอึ้ง
มินตอบเสียงเรียบนิ่ง “เราหาของเล่นน่ะ ไม่มีอะไร”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่น” ผู้รักษาระบบเสียงแข็ง ดวงตาแววระแวง จ้องเอกและมินแน่นิ่ง
เอกกลืนน้ำลายเงียบ ๆ รู้ว่าถ้าพูดอะไรผิดอีกนิดอาจจบไม่สวย เขาทอดสายตามองเศษเครื่องกลในมืออย่างลังเล
มินแทรกกลาง เสียงเธอฟังดูไม่จริงใจแต่แน่วแน่ “เราจะกลับเดี๋ยวนี้ค่ะ ขอโทษนะคะ” เธอจับมือเอกแน่น ลากออกหลังห้องเครื่อง
ทันทีที่พ้นระยะอันตราย เธอถอนหายใจแรง ปล่อยมือให้เอก “นายขี้ตกใจเหมือนเด็กเล็กเลย” เธอหยอก เสียงสั่น ๆ
เอกหัวเราะน้อย ๆ แรงกดดันในอกเขาผ่อนลงทีละน้อย
ทั้งสองเดินกลับไปที่ซ่อน แวะตรวจเครื่องอีกครั้ง คราวนี้เอกขะมักเขม้น อดทน พยายามเก็บรายละเอียดตามที่มินแนะนำ ท่าทีเขาเริ่มมั่นใจเล็กน้อย แต่สายตายังกังวล
ในห้องแคบใต้เมือง ไฟฟ้าดับกะทันหัน เงามืดกลืนกินทุกอย่าง เสียงเครื่องจักรเงียบลง มินใช้ไฟแช็กจุดไฟ เธอมองหน้าเอกอย่างท้าทาย “กลัวไหม”
“จะให้ตอบจริง ๆ ก็ใช่…แต่ถ้าเธออยู่ ฉันก็คิดว่าไม่น่ากลัวเท่าไหร่” เงาและไฟที่สะท้อนในตาเขาเผยความจริงใจ
มินยิ้มอ่อนลง “ฉันเองก็กลัวนะ แต่ถ้าเราหนีได้ จะทำอะไรก่อน”
เอกนั่งเงียบ คิดคำตอบนาน “คงอยากออกวิ่ง เหยียบทรายจริง ๆ บ้าง ไม่ใช่เหล็ก ไม่ใช่ไฟ…อยากเงยหน้ามองท้องฟ้าโดยไม่ต้องกลัวอะไรอีก”
มินพยักหน้า ฝังคำพูดไว้ในใจ
อีกสามวันต่อมา งานประกอบเครื่องบินเก่าเสร็จมากขึ้น เสียงประกอบชิ้นส่วนกับบทสนทนาเงียบ ๆ กลายเป็นกิจวัตร บ้างวันทะเลาะเพราะอ่อนล้า มินเสียงแข็ง “เหนื่อยเมื่อนายคิดแต่เรื่องแย่ ๆ ลองมองด้านดีสิ”
เอกสวนกลับ “ก็ไหนเธอบอกว่าความฝันมันลวง?”
“เปลี่ยนใจได้ไหมล่ะ คนอย่างฉันไม่ใช่เครื่องจักร” มินตัดบท เงียบจบฉากการโต้เถียงด้วยหน้าตาจริงจัง
ปีนขึ้นหลังห้องเครื่อง เฝ้ามองสูรตะวันลับขอบฟ้า ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไปทุกวันจากความกลัวเป็นความไว้ใจจากอดีตที่ปิดผนึกกลายเป็นสัญญาเงียบ ๆ ว่าจะอยู่เพื่อกันและกัน
คืนนั้นสายฟ้าฟาด ชั่วขณะเครื่องบินที่ประกอบดูเหมือนสิ่งมีชีวิต ก้อนเมฆทมิฬครอบเหนือเมือง สะท้อนแสงตกกระทบใบหน้าเอกที่ส่องแววแน่วแน่ขึ้นครั้งแรก
รุ่งเช้า เอกตื่นก่อนมิน เขาลุกขึ้นไปยืนมองฟ้าสีเทา ทะเลทรายข้างล่างยังส่องไฟสีส้มอ่อนจากแสงแดดแรก เครื่องบินเก่าแต่ดูแข็งแรงขึ้นมาก เสียงหัวใจเต้นประสานกับเสียงลม
“นายคิดว่า…ถ้าวันนึงฉันหายไป นายจะทำยังไง” มินถามขึ้นตอนที่ยังไม่ได้ลืมตาเต็มที
เอกชะงัก น้ำเสียงเขาช้าลง “คงตามหาให้สุดขอบฟ้า”
มินทำเป็นหัวเราะแต่แววตาบอกชัดว่ากลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด ความเหงาร้อยอยู่ในอากาศ