ฤดูฝนบนระเบียงห้องเช่า
เสียงฝนโปรยลงแรงชนกับหลังคากระเบื้องของอพาร์ทเมนต์เก่า หลินยืนพิงราวเหล็กสนิมเขรอะของระเบียงห้องชั้นสาม ในมือคือถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กลิ่นหอมจางลงเพราะปล่อยให้เย็นลงนานเกินไป สายตาเหม่อลอยออกไปยังท้องถนนเปียกปอน เสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์และแตรรถผสมกันเป็นเสียงขรมของเมืองกรุงที่หลินคุ้นเคยแต่ไม่เคยรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฝนเย็นเหมือนความรู้สึกหนาวเหน็บที่กรุ่นในอกเธอ คืนนี้เหมือนคืนอื่นๆ ที่เธออยู่คนเดียวในโลกเล็กๆ แห่งนี้ กระทั่งเสียงประตูเหล็กของห้องข้างๆ เลื่อนดังแกรก หลินชำเลือง เห็นชายหนุ่มสวมเสื้อยืดเก่าๆ กางเกงวอร์มสีซีดยืนหลบฝนเงียบๆ ที่ระเบียงห้อง ตาจ้องไปไกลไม่ต่างกับเธอ ในมือของเขาคือแก้วน้ำชา อุ่นไอยามดึกสลายหายไปกับอากาศเย็น
“ฝนยังไม่หยุดเลยนะ…” หลินพูดเบาๆ กับตัวเอง แต่ชายหนุ่มหันมา ขมวดคิ้วเหมือนแปลกใจที่ได้ยินเสียงฝั่งตนเอง
“ครับ—ใช่ ฝนตกหนักกว่าที่คิด” เขาตอบเสียงไม่ดังนัก น้ำเสียงนิ่งเป็นมิตรแต่แฝงระยะห่าง หลินพยักหน้ารับ รอยยิ้มแปลกอายๆ ผ่านริมฝีปาก ไม่ต่างจากทุกคืนที่พวกเขาเผชิญหน้ากัน แค่ทักทายสั้นๆ ก็เหมือนว่าได้พูดมากเกินไปแล้ว
วันต่อมาหลินตื่นก่อนนาฬิกาปลุก มือควานไปหยิบโทรศัพท์ เธอเห็นข้อความจากเพื่อนสนิทในกลุ่มเรียน คำว่า “เตรียมพรีเซนต์นะพรุ่งนี้” ทำให้ใจเธอเต้นแรงด้วยความกังวล เธอเลือกหนีเหตุการณ์นี้ด้วยการออกมาระเบียง สูดอากาศรับเช้าวันใหม่
ระเบียงห้องข้างๆ ยังเงียบ แต่ไม่ทันไร ประตูเลื่อนก็เปิดออกอีกครั้ง วิน—ชายหนุ่มคนนั้น—ออกมาเช็ดผ้าเช็ดตัวกับราวเหล็ก ผมเปียกชื้นจากการอาบน้ำ “อรุณสวัสดิ์” หลินกล่าวทักอย่างตั้งใจขึ้นกว่าทุกวัน
วินชะงัก ก่อนพยักหน้าตอบเบาๆ “อรุณสวัสดิ์ครับ” รอยยิ้มขี้อายเผยบนใบหน้าในวินาทีเดียวกันนั้น ทำให้หลินรู้สึกแปลก เธอไม่เคยมีเพื่อนบ้านที่คุยกันนอกเหนือจากคำทักทาย วินก็ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่คุ้นกับใครสักเท่าไหร่
เช้าวันนั้น หลินสังเกตว่ามีอีกสองสามห้องบนชั้นเดียวกันกำลังขนข้าวของออกจากตึก เธอแอบยืนมองผ่านราว ระหว่างหลืบสายฝนตก หลินแอบจ้องมองไปยังชายหนุ่มข้างห้อง วินเองก็กำลังมองคนย้ายออกเหมือนกัน แต่เขาดูเศร้ากว่าปกติ เธออยากถามแต่สุดท้ายก็เงียบไว้
ช่วงบ่าย หลินกลับจากเรียนด้วยความเหนื่อยล้า ฝนเพิ่งซา เธอเดินกลับห้อง หยุดตรงประตู เห็นวินนั่งข้างระเบียง วางโน้ตบุ๊กไว้ข้างตัว เสียงเพลงซึ้งๆ แทรกออกมาเบาๆ หลินลังเลว่าจะทักหรือไม่ แต่ความเงียบทำให้เธอเดินเข้าห้องแทน
คืนต่อมา ฝนกระหน่ำแรงกว่าทุกวัน ชั้นล่างน้ำขัง พอไฟดับ หลินออกมายืนที่ระเบียง จุดเทียนเพื่อให้แสงสว่างในความมืด เธอกำลังจะโทรหาเจ้าของอพาร์ทเมนต์แต่ไม่ทันไร วินพูดขึ้นกลางเงียบ “ไฟดับแบบนี้ทุกปีครับ ฝนหนักทีไรก็วุ่นตลอด”
เธอขำ มองไปที่ระเบียงข้างๆ เห็นแสงเทียนบนโต๊ะสมุดของวิน เขายกแก้วขึ้นเหมือนจะชวนคุย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ หลินรู้สึกตัวว่าหายใจติดขัด เธออยากคุยต่อแต่ไม่รู้จะพูดอะไร
“ตอนเด็ก ๆ อยู่ต่างจังหวัด อะไรก็ดูง่ายกว่านี้นะ” หลินเอ่ยขึ้นเบาๆ
วินฟัง เหลียวกลับมามอง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูด “ผมโตที่กรุงเทพฯ นี่แหละ…แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนกรุงเทพฯ จริง ๆ เลยสักที”
เงียบ หลินอยากถามว่าทำไม แต่สุดท้ายเปลี่ยนเรื่องเป็น “ไฟแบบนี้ นอนก็ไม่สบายเนอะ” วินหัวเราะในลำคอเล็กน้อย หลินรับรู้ได้ถึงความอึดอัดแฝงอยู่ในรอยยิ้มของเขา
เช้ามืด วินนั่งเล่นกีตาร์เบา ๆ ที่ระเบียง หลินลุกขึ้นมาด้วยเสียงเพลง เธอแง้มม่านแอบฟัง ได้ยินเนื้อร้องที่เต็มไปด้วยความเหงา เธอลังเลใจครู่หนึ่งก่อนออกไปนั่งที่ราวระเบียงเช่นทุกวัน
“เพลงเพราะจัง แต่งเองเหรอ”
วินหันไปยิ้ม “ใช่ แต่ยังไม่เสร็จเลย ไม่กล้าร้องให้ใครฟัง นี่ถือว่าหลุดออกไปแล้วสินะ” เขาหยอดคำพูดติดตลก สายตากลับแอบเขินอาย หลินหัวเราะ “ไม่ต้องเขินหรอก คนเรามีเรื่องที่ไม่กล้าบอกกันทุกคนแหละ” พูดจบเธอก็ก้มหน้ากินขนมปังในมือ
สองสัปดาห์ต่อมาความคุ้นเคยค่อย ๆ เติบโตขึ้น เปลี่ยนจากบทสนทนาสั้น ๆ เป็นการพูดยาวขึ้น เกี่ยวกับอาหารที่ชอบ ร้านข้าวแกงข้างซอย ถึงเรื่องเรียน หลินเล่าถึงโปรเจกต์จบที่เธอกลัวสอบตก วินพูดถึงงานฟรีแลนซ์รับจ้างแต่งเพลงที่เขาเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่
บ่อยครั้งที่ทั้งสองต่างคนต่างนั่งคิดเรื่องตัวเองแล้วพบว่าอีกฝ่ายยังอยู่ข้าง ๆ แม้ว่าระยะทางจะมีเพียงผนังบาง ๆ ขวางอยู่ก็ตาม
วันหนึ่ง หลินกลับจากพรีเซนต์โปรเจกต์ด้วยสีหน้าเศร้า วินเฝ้ามองจากระเบียงข้างห้อง เขาอยากถามแต่ลังเล สุดท้ายจึงแค่ส่งข้อความผ่าน LINE ให้เท่านั้น
“เป็นไงบ้างวันนี้”
หลินอ่านข้อความแล้วพิมพ์ตอบ “ก็โอเค…แต่รู้สึกไม่ได้อย่างที่หวังไว้อะ”
“บางทีมันอาจจะต้องใช้เวลา” วินตอบ แล้วเว้นวรรคครู่ยาว “ถ้าสอบตกก็ยังลองใหม่ได้ใช่ไหม”
หลินนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตอบกลับไป “กลัวจะผิดหวังซ้ำอีกอะ”
วินส่งสติกเกอร์แมวร้องไห้มา หลินหลุดหัวเราะ เธอรู้สึกใจเบาขึ้น แค่การมีใครรับฟังก็ช่วยให้หายหนักใจ แม้ว่าบางครั้ง วินก็ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุดในโลก
คืนหนึ่ง วินถูกโทรศัพท์จากแม่เรียกกลับบ้านเก่ากะทันหัน หลินได้แต่เห็นแสงไฟระเบียงห้องข้างๆ ดับเงียบ เธอรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด ช่วงเวลาหนึ่งที่เขาห่างกัน ทั้งคู่ต่างเงียบหาย ไม่มีแม้แต่ข้อความ ฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง เหมือนกลืนกินวันเวลาและความคิดถึงของเธอไปด้วย
สามวันถัดมากลับมา หลินพบว่าวินดูหมองเศร้า เธอเห็นเขานั่งเหม่องานบนโน้ตบุ๊ก เงียบขรึมไม่เหมือนเดิม เธออดใจไม่ไหว เดินไปเคาะประตูห้องข้าง ๆ ครั้งแรกที่เธอเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยกับเขาก่อน “มีอะไรให้ช่วยไหม” หลินถามเสียงแผ่ว
วินเงยหน้ามองนิ่ง น้ำตาคลอเบ้าก่อนส่ายหัวเบาๆ “ผม…แค่คิดถึงพ่อที่เสียไปเมื่อปีที่แล้ว วันนี้วันเกิดเขา”
หลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงข้างประตูอีกฝั่ง กำแพงกั้นระหว่างกัน เธอสอดมือไปจับราวเหล็กไว้แน่น ๆ “ฉันก็เพิ่งเสียพ่อเหมือนกัน…เมื่อปีที่แล้ว” เสียงเธอเบามากทั้งกลัวและเศร้า วินนิ่งอึ้งก่อนสายตาทั้งคู่จะพบกันที่ช่องหน้าต่างระเบียง เล็ก ๆ แห่งเดียวที่เชื่อมหากัน
เมื่อสายตาเปราะบางเหล่านั้นปะทะกัน ต่างคนต่างไม่พูดอะไรอีก สายฝนยังตก หลินซบหัวกับฝ่ามือ น้ำตาค่อยๆ ไหล วินกำหมัดบนตัก สุดท้ายพูดเบา ๆ “เคยโกรธที่โลกนี้เอาคนสำคัญไปไหม” หลินพยักหน้า น้ำเสียงสั่นไหว “เคยสิ บางคืนยังรู้สึกผิดด้วยซ้ำ ที่ไม่ได้ลา…”
ข้ามวัน ฝนยังไม่หยุด วินและหลินกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันคือความเงียบที่รับรู้และเข้าใจกันมากขึ้น ตอนวินออกมานั่งที่ระเบียง หลินยื่นขนมลูกชุบที่เธอซื้อมาจากตลาดให้เขา ใบหน้าวินเผยรอยยิ้มบาง “ขอบคุณนะ” เขากระซิบ “มันหวานกว่าปกติด้วย”
“เธอเปลี่ยนสูตรหรือเปล่า” วินแซว หลินหัวเราะ “ร้านพี่เขาทำเองน่ะ” บทสนทนาเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันทำให้ความสัมพันธ์ขยับเข้าใกล้โดยที่ทั้งสองแทบไม่รู้ตัว
เมื่อลมฝนเปลี่ยนเป็นแดดอ่อน หลินได้รับจดหมายตอบรับฝึกงานจากบริษัทออกแบบชื่อดัง แต่ความดีใจนั้นจางลง เมื่อรู้ว่าบริษัทนั้นอยู่อีกจังหวัดหนึ่งที่ห่างไกล เธอลังเลระหว่างความฝันกับความผูกพันที่เพิ่งเริ่มในตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้
คืนนั้น หลินออกมานั่งเงียบที่ระเบียงแทรกกลางสายลมและฝน เธอมองไปที่ห้องข้างๆ วินนั่งกอดเข่าเงียบ ๆ ต่างคนต่างอยากพูดแต่ก็กลัวคำตอบ
“หลิน…จะไปจริง ๆ เหรอ”
หลินสูดหายใจลึก เธอไม่กล้าสบตา “มันเป็นโอกาส…แต่ก็กลัวว่า…”
วินพยักหน้านิ่ง “ถ้าเป็นผม ผมก็เลือกคงอยู่เหมือนเดิม กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวเริ่มใหม่…แต่…อย่างน้อยเธอมีความฝันที่ชัดกว่าผม”
“บางทีความฝันมันก็น่ากลัวเหมือนกัน” หลินถอนหายใจ “กลัวผิดหวังเหมือนกันนั่นแหละ”
“แล้วถ้าต้องทิ้งสิ่งที่เคยผูกพันไป จะเสียดายไหม” เสียงวินเบามาก
หลินอมยิ้ม “บางทีมันก็ต้องยอม…เพื่อไม่ให้เสียใจในอนาคต”
ทั้งสองนั่งนิ่ง คนละมุมของผนังห้อง ดวงตาจ้องออกไปในความมืด ฝนโปรยบาง แต่ไม่มีใครอยากแยกกลับห้อง
วันสุดท้ายก่อนเดินทาง วินยืนข้างราวเหล็ก หลินลากกระเป๋าออกมาหน้าห้อง เธอกำลังจะจากไปแต่ลังเลยืนอยู่นาน “ดูแลตัวเองนะ” วินพูด เสียงสั่นน้อย ๆ หลินพยักหน้า
“ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายังมีคนสนใจฟังเพลงที่แต่ง”
หลินยิ้มออกมา แม้มีน้ำตาคลอ “ขอบคุณที่อยู่ข้างกัน แม้เราจะไม่คุยอะไรกันทุกวัน”
วินยิ้ม เฉียงหน้าอาย ๆ “เพลงนั้น…จะเก็บไว้ให้ฟังวันหนึ่ง”
ฝนหยุด เด็กสาวลากกระเป๋าออกจากตึก โดยมีสายตาชายหนุ่มมองตามจนสุดทาง เธอยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย
ผ่านไปอีกหลายเดือน ฤดูฝนกลับมาใหม่ หลินได้รับไฟล์เสียงเพลงทางอีเมลที่มีชื่อเดียวกับชื่อเธอ “Lin’s Song” ท่วงทำนองที่คุ้นเคยพรั่งพรูเมื่อเธอกดเปิดฟัง เสียงวินร้องเพลงด้วยความลังเลเจือความเหงา ก่อนจะจบด้วยประโยคสั้น ๆ
“หวังว่าฝนปีนี้ จะทำให้เธอสุขใจ เหมือนที่เธอเคยทำให้ฉัน”
หลินนั่งเงียบยิ้ม น้ำตาซึม>manual}}]}(response truncated)