ตำนานภูเขากระจกและเหล่าขบวนเดินแห่งแสง
ณ ดินแดนที่สูงกว่าก้อนเมฆ อาณาจักรซินคารินทร์วางตัวเสมือนปราการแห่งแสงอยู่บนผืนฟ้าเหนือหุบเขากระจก เสียงลมกรรโชกพัดพาเศษละอองแก้ววาวสะท้อนแสงหลากสี ระยิบระยับอยู่เหนือยอดไม้คริสตัลและแมกไม้มุ่งขึ้นไปแตะชายฟ้า ท่ามกลางหมอกบางกับแสงวันใหม่ เหล่าเด็กในเมืองกลมกลืนกับขบวนแห่แห่งรุ่งอรุณ ร้องเพลงรับตะวันพร้อมเพรียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อินตรันดา เด็กหนุ่มผู้สูงขาวสะอาด ผมสีเทาอ่อนคล้ายเคลือบคริสตัล ดวงตาสีน้ำเงินอ่อนเป็นประกายแต่ลึกซึ้ง นั่งเงียบใต้ต้นแก้วผลึก ค่อยยื่นมือจับแสงยามเช้าที่เต้นระบำอยู่บนผิวใบไม้ มืออีกข้างหนึ่งกำสร้อยห้อยเศษแก้วแวววาวไว้แน่น ดวงหน้ายังวาดเส้นรอยกังวลง่วงแต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เสียงเพลงของชาวเมืองเงียบลง ในขณะที่ม่านหมอกในเช้าวันนั้นเริ่มหมุนวนผิดปกติ อินตรันดามองไปรอบตัว เด็กคนอื่นๆ หัวเราะ วิ่งชวนตีลังกากลางลานกระจก แต่จุดหนึ่งตรงฝั่งตะวันออก มีเงาดำจางปรากฏขึ้น มันขยับกลืนแสงบางส่วนออกไป อินตรันดาสะดุ้ง ร่ำร้องคนอื่น กระทั่งพ่อมดเฒ่าแห่งหมู่บ้านมาถึง
“ความมืดกำลังหิวโหย มันไม่ควรโผล่มากลางวัน เราต้องเฝ้าระวัง” พ่อมดเฒ่ากระซิบ ถ้อยคำนั้นไม่ได้ทำให้เขาคลายหวาดกลัว อินตรันดามองท้องฟ้า ลมหายใจหนึ่งแฝงความโหยหาคำตอบ เหตุใดแสงอาทิตย์เริ่มหายไปเมื่อตรงนี้คือแหล่งกำเนิดแสงแรกของโลก
คืนวันนั้น ในบ้านคริสตัลหลังน้อย อินตรันดาฝันถึงภูเขากระจก ยอดแหลมจรัสแสงในความมืด เขาตื่นขึ้นมาด้วยเหงื่อเย็นเส้นตรงหน้าผาก หัวใจเต้นระรัว เสียงในฝันกระซิบว่า “จงไขปริศนาของแสง หากไม่รีบ แสงแรกจะดับไปชั่วนิรันดร์…”
อินตรันดาไม่กล้าบอกใคร แม้แต่พ่อแม่ แต่เช้าตรู่ก็แอบออกจากบ้าน สะพายถุงผ้าขาวใส่เศษขนมกับโคมแก้วเล็กๆ ที่จุดอัคคีวิเศษแสงจาง เตรียมหาเส้นทางสู่ภูเขากระจกโดยไม่รู้ว่าการเผชิญความมืดกำลังรออยู่
เส้นทางนอกเมืองผ่านป่าแก้วระยิบระยับ กิ่งไม้โค้งครอบผืนหิมะสะอ้านไร้รอยเท้า ทว่าส่องแสงสีน้ำเงินอมเขียว แสงเหล่านั้นวาดเส้นทางสู่แนวหินสูงทะลุเมฆที่ว่ากันว่าไม่มีใครข้ามไปถึงยอดได้
เสียงแว่วประหลาดพาให้อินตรันดารีบวิ่ง ทันใดนั้นเงาสะท้อนบนผิวน้ำแข็งเบื้องทางแยกตัวออกเป็นรูปร่างประหลาด รูปร่างขยับเคลื่อนไหวแวววาวเหมือนมีชีวิต อินตรันดาถอยหลัง บีบโคมแก้วแน่น ตั้งสติ
“ไม่ต้องกลัว ฉันคือเมริลัส ผู้เดินบนแสงสะท้อน” เสียงนั้นดังกังวานแต่ทุ้มอ่อนโยน
ภาพของสัตว์รูปร่างประหลาด ปรากฏขึ้น มันดูคล้ายกวางผสมกับกระต่าย ร่างกายประกอบด้วยเศษแก้วสีรุ้ง เส้นขนเป็นเงาสะท้อนล่องหน แววตาสีฟ้าเข้มเจิดจ้าเป็นประกายเหนือธรรมชาติ อินตรันดากลืนน้ำลาย พยายามทำเสียงกล้าหาญ “ถ้าเจ้าจะกินฉัน…ขอให้เร็วเข้า”
“ฉันกินแต่เงาตัวเอง และแสงที่ใครไม่ต้องการ” เมริลัสตอบพร้อมยิ้ม พลางขยับหูแหลม อินตรันดานิ่งไป จ้องดูอาการขี้เล่นและน้ำเสียงขบขันของมัน ก่อนใจจะเต้นช้าลง
“เจ้ามาทำอะไรในหุบเขากระจก” เมริลัสเอียงคอ “คนส่วนใหญ่กลัวภูเขานี้”
อินตรันดาหลุบตา มองความว่างเปล่าในใจ “ข้า—อยากรู้ว่าทำไมแสงแรกแห่งโลกถึงกำลังจะดับ ข้ากลัวความมืด…ข้าไม่อยากให้ใครจมหายไปในเงามืดนั้น”
เมริลัสหรี่ตา จ้องอินตรันดาจนเขารู้สึกเหมือนเปลือยใจ
“การกลัวไม่ใช่ความผิด แต่อาจมีบางอย่างที่เจ้าต้องเผชิญ ข้าจะพาเจ้าเดินบนเงาสะท้อน…”
อินตรันดายังคงลังเลแต่ก็เอื้อมมือขึ้นจับแสงสะท้อนเล็กๆ ข้างด้านขาของเมริลัส พลันที่ปลายนิ้วสัมผัส เงาใต้เท้าทั้งคู่พลิกผันราวสายน้ำพาเข้าสู่เส้นทางใหม่ เส้นทางของแสงและเงาไขว้ประสานกันเป็นม่านเส้นสายต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งคู่เดินข้ามสะพานแก้วที่ร่วงหล่น ณ ใจกลางหุบผาระหว่างทิวเมฆ ม่านแสงทอดเงายาว แล้วกระทบกับเงามืดที่ปรากฏเป็นรูปร่างวิปลาสในช่องว่างใกล้ๆ เมริลัสรีบโน้มตัวลง ต่ำกว่าปกติ เอ่ยเสียงช้า “ถ้าเดินบนเงาต้องซื่อตรงกับความรู้สึกตนเอง…ไม่งั้นจะตก”
อินตรันดามองแรงสะท้อนของตัวเองในกระจกใต้เท้า ชั่วขณะ ดวงตาเขาเห็นภาพตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ยามร้องไห้ในความมืดอยู่ลำพัง ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นบางจางจากอดีต เขาอดไม่ได้ที่จะเบือนสายตา
“บางทีข้ากลัวความมืดเพราะข้ากลัวจำความเจ็บปวด” อินตรันดาสารภาพ เมริลัสยิ้มละมุน “ทุกความมืดมีอดีตเจ็บ ทุกแสงจึงมีค่า เจ้าต้องให้อภัยตัวเจ้าด้วย”
ระหว่างเดินผ่านโขดแก้วบาง อินตรันดาก็สะดุดเงามืดรูปเงาสัตว์ร้าย เงานั้นผลุบโผล่ เสียงครางต่ำคล้ายสัตว์ขู่ ศีรษะของมันเป็นทรงคลื่นละเอียดเหมือนเงาเปียกฝน เมริลัสกระโดดขึ้นกำบัง
“เจ้านี่คือ ‘บรัทซิรา’ ผู้กินเศษแสงที่ถูกทิ้ง” สัตว์วิเศษตัวใหม่ในตำนานนี้ เคร่งครัดกับขอบเขตความสว่าง หากแสงกลัวเงา มันยิ่งใหญ่มากขึ้น อินตรันดาต้องรวบรวมความกล้าเพื่อใช้โคมแก้ววิเศษนำทางผ่านหมอกแห่งความกลัวของตน
บรัทซิราแผ่เงาใหญ่กลืนสะพานแก้วใต้เท้า อินตรันดากีดขวดโคมแก้ว ขังแสงจางที่เหลือไว้ เขาเอื้อมหาเมริลัส “ไปด้วยกัน ใคร่เงาเจ้ารวมกับแสงข้างใน ข้า…ขอโทษเจ้าที่เคยคิดอยากผลักเงาออกไป” เงานั้นสงบลงจนค่อยๆ เลือนหาย ให้ทางทั้งคู่เดินต่อไป
ภูเขากระจกสูงขึ้น เมฆม่านต่อเข้ามาแน่นขึ้น เส้นทางเปราะบางราวจะสะดุดร่วงลงทุกขณะ ทว่ารอยเท้าของเมริลัสสะท้อนแสงเล็กๆ ทำให้อินตรันดามองเห็นบ้างแม้ข้างหน้าเต็มไปด้วยหมอก
การเดินทางดำเนินต่อ อินตรันดาเห็นภาพชาวเมืองกำลังหวาดกลัวกลางแสงที่ลับหาย และเสียงลือว่าเมื่อใดภูเขากระจกปิดแสงสุดท้าย เผ่าพันธุ์มนุษย์และสัตว์วิเศษจะมุดหายลงสู่ความมืดนิรันดร์ อินตรันดาเริ่มลังเล กลัวว่าตนไร้ค่าพอจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
ในถ้ำน้ำแข็งใหญ่ใจกลางภูเขา ทั้งคู่เข้าสู่ประตูเงาลวงสะท้อนเงาตัวเองในอดีต เห็นความผิดและกลัวของตัวเอง อินตรันดานั่งลง น้ำตาเอ่อ แต่เมริลัสนั่งเคียงข้าง ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่พูด จนเขาจ้องหน้าสัตว์คู่ใจแล้วหัวเราะแผ่ว “ข้าคิดว่าข้าเกลียดเงาตัวเอง…แต่ข้าคงแค่กลัว”
เมริลัสเอียงหัว “ทุกแสงมีเงา หากเจ้ามองเป็นเพื่อน โลกจะนุ่มนวลขึ้น” ขณะเดียวกัน เงาของอินตรันดาพร่าไหวแล้วบางลง เขารู้สึกเบาสบาย
เมื่อเข้าสู่หัวใจภูเขากระจก อินตรันดาพบคริสตัลแห่งแสงแรก มันถูกห่อด้วยหมอกเงาดำสนิท เขาเอื้อมมือด้วยความลังเล แต่มือสั่น เมริลัสค่อยๆ เดินเข้ามาคลอเคลียขาเขา “เจ้าต้องยอมรับแสงและเงาในใจ ถ้าเงาคือความทรงจำ ขอโทษและให้อภัยกับทุกสิ่ง…”
อินตรันดาหลับตา หายใจเข้าลึกและกล่าวกับตนเอง “ขออภัยทุกความกลัว ขอรักรอยแผลของข้า” เมฆหมอกดำจึงอ่อนกำลัง คริสตัลแสงแรกเปล่งประกายแสงอุ่น ตัดม่านหมอกเผยแสงหลากสีเต็มหุบเขา
เมริลัสดีดขาเรียวก้าวออก แสงระยับตัว วิ่งวนรอบอินตรันดาพลันกลายเป็นขบวนแห่สัตว์วิเศษทั้งป่า ปรากฏรุ้งแก้วเส้นใหญ่พาดฟ้า เมืองใต้เมฆเปล่งแสงสดใส ชาวเมืองต่างวิ่งออกมาต้อนรับด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ
อินตรันดายืนสงบใต้แสงแรก รู้สึกถึงความสบายในจิตใจ เขาเดินกลับพร้อมเมริลัส ผู้กลายเป็นสหายแท้ และรู้ว่าทุกแสงมีเงา ทุกความกลัวมีความหมาย หากเรายอมรับและให้อภัยตัวเอง โลกย่อมเปล่งแสงได้อีกครั้ง