นิทานตำนานแห่งแม่น้ำความทรงจำและโคมไฟวิเศษแห่งอัลวาโลน
ม่านหมอกขาวละมุนลอยคลอเหนือแม่น้ำอันทอดยาวกลางหุบเขา เมล็ดน้ำค้างเปล่งประกายระยับดุจดาวเกลื่อนกระจายอยู่บนใบหญ้า ด้านเหนือสุดของโลก หลังม่านเมฆหนา มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมสายธารชื่อว่า “อัลวาโลน” ที่ผู้คนยังนับถือดวงวิญญาณแม่น้ำ ด้วยเชื่อกันว่าแท้จริงแม่น้ำสายนี้คือเส้นทางไหลรินของความทรงจำโลก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในหมู่บ้านนั้น มีเด็กชายหนึ่งชื่อ ‘บีลา’ ผู้ถูกลืมง่ายยามใดที่เผลอใจ บีลามักลืมของ ลืมงาน ลืมเรื่องราวสำคัญในหัวใจผู้คน แม้เขาพยายามตั้งใจฟังเพียงใด บางอย่างมักหลุดรอดไปเหมือนสายน้ำไหล บีลามักเดินเล่นตามลำธาร คอยก้มเก็บสิ่งน้อยชิ้นละนิด เดินเล่นเดียวดาย พลางพูดกับตนเองว่า “ความทรงจำของเราคงอยู่ในสายน้ำนี้กระมัง”
คืนหนึ่งหลังม่านหมอกหนาขึ้นและลมหนาวผิวผ่านริมฝั่ง บีลาตื่นขึ้นมาพบว่าแม่ของตนหายไป ทั้งหมู่บ้านพล่านไล่ตามหา แต่ไม่มีร่องรอยนอกจากเศษผ้าเล็ก ๆ ที่ปลิวตกริมแม่น้ำ มีเพียงลำแสงประหลาดสีม่วงอ่อนลอยไกลออกไปในสายลม ดูคล้ายโคมไฟลึกลับริมผิวน้ำ
ชาวบ้านพูดจาปนกลัวว่าคงเป็นวิญญาณแม่น้ำ—“ลองตามเส้นทางโคมไฟแห่งโคมไร้เงา บางทีเจ้าจะได้ใช้ความทรงจำเป็นสะพานคืนแม่” ลุงเอเรส เพื่อนบ้านชรา พึมพำเบา ๆ แล้วจับบ่าบีลาแน่น
บีลาตัดสินใจกระโจนเข้าสู่ม่านหมอกในรุ่งเช้า นำเศษผ้าของแม่ติดตัว หัวใจทั้งกลัวและเด็ดเดี่ยว—กลัวจะลืมแม่ไปตลอดกาล กลัวจะจำแม่ไม่ออกเมื่อต้องเผชิญกับคำสาปของแม่น้ำ กลัวจะเดินหลง แต่สิ่งที่รั้งเขาไว้คือความกล้าหาญปนไร้เดียงสาและความปรารถนาแรงกล้าจะกอบกู้คนสำคัญกลับมา
เขาเดินลัดเลี้ยวไปตามแม่น้ำ ฝ่าไอหมอกขาว พบรอยน้ำหยดลงบนหินที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อน บีลาจึงเดินตามแสงนั้น ไม่นานนักเขาได้พบ “โคมไร้เงา” ซึ่งมิใช่โคมไฟธรรมดา หากแต่เป็นสัตว์วิเศษรูปร่างลอยขนาดสองฝ่ามือ รูปทรงเปล่งแสงลอยวนเหมือนมีชีวิต มันไม่มีปีกไม่มีขา มีเพียงเปลวแสงเหลืองอบอุ่น คุยกันเสียงเบาได้เหมือนลมกระซิบ
“เจ้าตามข้าได้หรือ?” โคมนั้นถามบีลา แนวเสียงเหมือนในความฝัน “เพื่อแลกกับของสำคัญที่สุด สิ่งหนึ่งจะกลับมา สิ่งหนึ่งต้องสูญไป เจ้ายอมรับหรือ”
บีลานิ่งคิด ความลังเลอาบซึมหัวใจ แต่ที่สุดเขาพยักหน้าทั้งกลัวทั้งหวัง ภาพแม่ลอยมาชัดในหัวใจจนต้องกลั้นน้ำตา แล้วเดินตามโคมไปแม้หัวใจสั่น
ตลอดสองฟากฝั่งที่เดินผ่าน บีลาเห็นเงาวิญญาณผู้มากระซิบข้างหู เรื่องราวในอดีต ความรัก อดีตอันขมขื่น ของผู้ที่เคยสูญเสียบางสิ่งในแม่น้ำนี้ เงาทุกเงากังวลในดวงตาแต่ต่างฝ่ายต่างเลือกทางของตนเอง
ในม่านหมอก บีลาได้ยินเสียงเด็กหญิง “เซเฮรา” ร้องขอให้ช่วยตามหา ‘เสียงหัวเราะแรกของโลก’ ที่หายไปในน้ำ เด็กหญิงเล่าชีวิตตนเองว่าลืมเสียงหัวเราะของแม่จากคำสาปแม่น้ำ ส่งให้บีลาสะท้อนใจและเริ่มหวาดกลัวว่า หากเขามิอาจจำเสียงของแม่ตนได้อีก จะเป็นอย่างไร
เดินต่ออีกไม่กี่ลมหายใจ บีลาพบ “ติก้า” กระรอกวิเศษขนสีเงิน ตากลมโตกระโดดขวางหน้า ติก้าเปล่งเสียงคล้ายขลุ่ยน้อย “ที่นี่ข้ามิรู้จักเจ้าหรอก เจ้าควรกลับบ้าน” บีลาส่ายหัว “ข้าต้องช่วยแม่”
ติก้าเอาหางฟูขัดขวางต่อ “แม่น้ำนี้เต็มด้วยภาพลวงตา ความทรงจำที่ขมขื่นยิ่งกว่าสายน้ำเชี่ยว เจ้าต้องรู้ความจริง เจ้ากล้ามั่นใจหรือ”
“ข้ากลัวจะลืม…แต่ข้ายอมเดินต่อ” บีลาเอ่ย และติก้าจึงยอมให้เดินผ่าน ชี้ทางลับสู่เกาะกลางแม่น้ำ ก่อนจะหลบเข้าหมอกไปอย่างเงียบเชียบ
บีลาเดินข้ามสะพานหินเลือนไปถึงเกาะกลางแม่น้ำ พบกิ่งอ่อนแห่งต้น “ซิรันต์” ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่าสามารถตรึงความทรงจำไว้ได้กับเปลือกไม้ ต้นซิรันต์สูงสง่า กลีบใบบางใสเหมือนกระจกแตกสะท้อนภาพอดีต ปรากฏภาพบีลาเคยหกล้มข้างแม่ แม่ร้องปลอบทั้งหัวเราะทั้งกอดแน่น ภาพนั้นทำให้หัวใจอุ่นวาบทั้งในขณะนั้นและเมื่อคิดย้อน
แต่ขณะบีลาจะยื่นมือไปจับกิ่งไม้ สายลมเย็นยะเยือกพัดโหมทันใด กลุ่มเงาสีเทาก่อตัวหมุนวนกลางอากาศ เงา “อาฟลอน” วิญญาณเก่าแก่แห่งแม่น้ำ ปรากฏร่างสูงใหญ่ ใบหน้าไร้ตาไร้ปากพูดด้วยเสียงหัวใจ
“เจ้ามาที่นี่เพื่อฉุดอดีตกลับหรือ ผู้คนมากมายพยายามลืมเพื่อเยียวยา เจ้าอยากแตกต่างหรือ”
“ข้ารักแม่ ข้าคิดถึงแม่ ข้ากล้าพอจะจำความเศร้าหากจะได้รอยยิ้มกลับคืน” บีลาตอบเสียงเบา
อาฟลอนเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วชี้นิ้วเรียวยาวไปยังกิ่งซิรันต์ “จงตัดสินใจ วางความทรงจำหนึ่งทิ้งลงสายน้ำ เพื่อได้อีกความทรงจำหนึ่งคืนกลับ”
บีลาก้มลง หลับตานึกถึงความทรงจำต่าง ๆ ของตน ในหัวใจมีทั้งความสุขปะปนกับความเจ็บปวด สุดท้ายเด็กชายนึกถึงความผิดเก่า—วันที่เผลอพูดร้ายกับแม่ด้วยความน้อยใจ เขาเปิดเศษผ้าที่เก็บมาจากริมแม่น้ำ วางลงบนผิวน้ำ แล้วนึกถึงเสียงขอโทษที่อยากพูดแต่ไม่เคยได้เอื้อนเอ่ย
ทันใดนั้น กระแสสายน้ำหมุนวน อาฟลอนเอามือแตะบ่า ใจกลางแม่น้ำเกิดวงแหวนแสง เสียงแม่เรียกชื่ออย่างนุ่มนวลดังก้องกังวาน บีลาลืมตา สัมผัสถึงอ้อมแขนอ่อนโยนความรักที่หวนคืนมาอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกัน ความทรงจำเกี่ยวกับเพลงกล่อมที่แม่เคยร้องกลับเลือนหายไป
บีลาน้ำตารินทั้งแอบดีใจและเศร้า ทว่าในใจรู้ว่าการได้สิ่งใดมักต้องสูญเสียอะไรสักอย่าง ทุกหยาดน้ำตาไหลกลายเป็นประกายบนเกาะกลางน้ำ เซเฮรากลับหัวเราะ ขณะที่เสียงหัวเราะแรกของโลกขับขานก้องกลางแม่น้ำ
บีลาได้รับโคมไร้เงาไปวางที่หน้าบ้าน กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ถ่ายทอดแสงความหวังแก่ทุกคนในหมู่บ้าน ทุกปีเมื่อผ่านวันที่หมอกลงหนา สายแสงพริ้วโลมแม่น้ำ ผู้คนจากทั่วสารทิศจะพานกันมากระซิบขอพรกับแม่น้ำ—โดยย้ำว่าจะต้องรู้ว่าการจดจำสิ่งใด ต้องยอมสูญเสียบางอย่างเสมอ เพียงแต่ ทุกข์และสุขนั้นดำรงอยู่ในใจมนุษย์อย่างงดงาม
เมื่อบีลาเติบโตเป็นคนหนุ่ม เขาได้ถ่ายทอดนิทานเรื่องนี้ต่อแก่เด็ก ๆ บนฝั่งแม่น้ำ ผู้คนในอัลวาโลนล้วนจดจำชื่อบีลาในฐานะผู้กล้าแห่งความทรงจำ ที่ยอมรับข้อจำกัดของชีวิตและเลือกความรักเป็นหลักชัยกว่าอดีตอันเฉาเหงา
แม่น้ำยังคงไหลต่อ พาสายน้ำแห่งความทรงจำสู่รุ่นต่อไป โลกเหนือเมฆถูกปรุงแต่งด้วยนิทานและความหวังตราบนานเท่านาน