ลมหายใจแห่งตะวันนิรันดร์
เสียงระฆังแก้วดังแว่วลอดมาตามสายลมในเช้าวันใหม่ ความเงียบสงบดั่งเวทมนตร์ทอดยาวเหนือเมืองลอยฟ้า Nirakor ท่ามกลางกลุ่มเมฆหนาทึบอาบไล้ด้วยแสงสีทอง พ่าย เด็กหญิงวัยสิบหกปี ผมดำยาวตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้ายอีกคืน น้ำตาอาบแก้ม เธอหันข้างไปมองเตียงว่างเปล่าข้างแม่ ใจเต้นรัว เมื่อคิดถึงเจ้าคุณพ่อที่หายตัวไปโดยไม่มีแม้คำร่ำลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ ห้องครัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นขนมปังและกลิ่นกาแฟ แม่ของพ่าย อ้อม อุ้มแก้วน้ำชาไว้อย่างอ่อนแรง พ่ายเดินมาช่วยจัดจาน เหลือบตามองแววตาที่หลบเลี่ยงของแม่
“แม่…เราจะไปแจ้งวิศวกรประจำเขตไหมว่าพ่อยังไม่กลับมา” พ่ายพูดเสียงแผ่ว ริมฝีปากสั่นเทา
อ้อมถอนหายใจยาว คล้ายอดทนกับความกังวลสะสม “พ่อของลูกคง…ติดประชุมอีกนาน รอเถอะนะ”
พ่ายรู้ดี คำโกหกนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกคืนนับแต่เจ้าคุณพ่อหายตัวไป ไม่ใช่แค่จากบ้าน หากจากโลกใบเดิมของพวกเขาไปด้วย
แสงแดดอ่อนลอดม่านหน้าต่าง สาดลงบนรูปถ่ายครอบครัว พ่ายนิ่งจ้องนานพลางคิดถึงเสียงหัวเราะอบอุ่นที่วันนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่า เธอตัดสินใจเดินออกระเบียงท่ามกลางหมอกเงินหนา สายตาเธอสอดส่องหาบางอย่าง—หรือใครบางคน—ในเมืองที่ลอยอยู่เหนือเมฆ
เช้าวันนั้น เมือง Nirakor เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายรูปลักษณ์สวมชุดไฟเบอร์คลุมทั้งร่าง ถนนลอยฟ้าทอดยาวระหว่างอาคารแก้วใส เสียงเครื่องกลเบาบางแว่วตามมา พ่ายเดินสวนกับกลุ่มเจ้าหน้าที่เมืองหน้าตาขึงขัง เธอหลบตาหลบหลีกกลุ่มคนท่าทางแปลกแยกเหล่านั้น
เมื่อพ่ายเดินมาถึงเกตติกา เพื่อนสนิทตัวเล็ก ผมหยิกฟูเก้าอี้ไม้ข้างสระน้ำลอยฟ้า กำลังจดจ้องจอมอนิเตอร์โปร่งใส แววตาหนักด้วยคำถาม
“เจ้าคุณพ่อของพ่าย—” เกตติกาเริ่มพูดแต่อ้ำอึ้ง ลมหายใจของเธออบอุ่นแต่กลับมีบางอย่างซ่อนอยู่
พ่ายพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะกลืนอารมณ์เข้าไป “ฉันต้องหาให้เจอ… ต้องรู้ให้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น”
เกตติกามองซ้ายขวารอบตัว “เมื่อคืนมีคนเห็นนายทวารเมืองเดินทางผ่านสะพานกลางคืน ไม่มีใครเดินสายนั้นตอนดึกมาก่อน”
พ่ายตัดสินใจจะสืบหาความจริง เธอกับเกตติกาจึงนัดพบที่ห้องสมุดลอยเมฆในตอนกลางคืนโดยไม่บอกใคร
เมื่อค่ำลง แสงของเมืองกลายเป็นสีน้ำเงินมรกต เสียงสายลมพัดเศษกระดาษบางเบาลอยว่อน เกตติกานั่งรออยู่ในซอกเงามืดข้างชั้นหนังสือ พ่ายแอบเข้ามาช้า ๆ ไม่ไกลนักได้ยินเสียงฝีเท้าอื่น ค่อย ๆ เงียบหาย
พ่ายค่อย ๆ เลื่อนนิ้วผ่านหน้าจอค้นหาข้อมูล ในหมวด ‘ประวัติเมือง Nirakor’ พบข้อความถูกลบและทันใดนั้นระบบแจ้งเตือนก็ดังขึ้น สีหน้าของเกตติกาเปลี่ยนจากอยากรู้อยากเห็นเป็นกลัวทันที “รีบไปกันเถอะ มีใครบางคนกำลังจับตาดูเราอยู่”
ทั้งสองหลบหนีออกทางบันไดหนีไฟ พายุกระโชกแรงจนต้องเกาะราวบันไดแน่น พวกเธอเห็นเงาคนหนึ่งยืนอยู่ไกล ๆ บนสะพานเชื่อมระหว่างตึก ใจพ่ายเต้นระส่ำ ลางสังหรณ์ในอกแหลมคมทันใด
รุ่งเช้าถัดมา ผู้อำนวยการเมืองเรียกประชุมคับคั่ง ท่ามกลางจอมอนิเตอร์ยักษ์ผุดขึ้นกลางอากาศ ผู้ใหญ่พูดจาชิงดีชิงเด่น แต่ไม่มีใครพูดถึงการหายตัวไปของเจ้าคุณพ่อพ่าย หรือเด็กอีกหลายคนที่หายไปก่อนหน้านี้
พ่ายแอบฟังอยู่หลังประตูบานหนา ระหว่างนั้น เธอเห็นสมุดบันทึกปกแข็งของพ่อในกระเป๋าถุงมือของนายทวารเมือง
ค่ำคืนนั้น พ่ายกลับถึงบ้าน อ้อมซ่อนน้ำตาที่เอ่อคลอ พ่ายเดินเข้าไปหาแม่ กุมมือแม่แน่น “แม่บอกหนูเถอะ ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ”
อ้อมนิ่งนาน ก่อนพูดเสียงแหบพร่า “สิ่งที่ลูกเห็น…ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็น มันมีบางอย่างใน Nirakor ที่มนุษย์ไม่อยากรู้…เจ้าคุณพ่อของลูก—เขารู้มากเกินไป”
ความสับสนฉายชัดในสีหน้าพ่าย เธอขอไปนอนคนเดียวในคืนนั้น แววตาเองก็ฉายความกลัวจับใจ
ในความมืด พ่ายฝันถึงภาพเมืองล่มสลาย คนจำนวนมากร้องไห้ขอชีวิต และเจ้าคุณพ่อถูกผลักตกจากสะพานลอยฟ้า เธอกระโดดลงไปคว้ามือแต่กลับจับได้เพียงความว่างเปล่า
รุ่งเช้า พ่ายตื่นขึ้นด้วยความกระวนกระวาย หัวใจดุจถูกขยุ้ม เธอรีบบันทึกความฝันลงในสมุดบันทึกส่วนตัว เกตติกามารอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทั้งสองคนไปเผชิญหน้ากับนายทวารเมืองที่ห้องเก็บเอกสารใต้ดิน
ภายใต้แสงสลัว นายทวารเมืองเอี้ยวตัวมาเผชิญหน้ากับเด็กทั้งสอง ชายผู้นี้พูดเสียงเรียบแต่แฝงรอยกดดัน “พวกเธออย่าไปขุดอดีต ให้มันจบอยู่ตรงนี้ อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ก็ลืมสิ่งที่เห็นซะ”
เกตติกากระซิบกับพ่ายเมื่อออกมาได้ “เราจะหยุดไหมพ่าย?”
แววตาพ่ายแข็งกร้าว “ไม่ ฉันจะไม่หยุด จนกว่าจะรู้ความจริง”
จากนั้น ทั้งสองกลับไปค้นบ้านตัวเอง พบห้องลับใต้พื้นไม้ ซุกซ่อนจดหมายเก่าหลายฉบับและบันทึกของเจ้าคุณพ่อ ข้อความหนึ่งเขียนว่า “ใครควบคุมลมหายใจของเมือง คนนั้นมีอำนาจเหนือชีวิตทุกคน”
คืนวันเปลี่ยนผ่าน เมือง Nirakor เริ่มเกิดเหตุไฟดับเป็นระยะ เครื่องอุปโภคหยุดทำงาน ผู้คนเริ่มตื่นตระหนก ข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีคนพยายามล้มระบบจ่ายพลังงานของเมือง มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น
ในขณะที่ผู้คนแตกตื่น พ่ายและเกตติกาลอบเข้าโรงงานพลังงานใจกลางเมือง ที่นั่น ทั้งสองได้พบวาล์วควบคุมลมหายใจเมือง—เครื่องจักรที่แท้จริงควบคุมการให้ออกซิเจน สองเด็กสาวตกตะลึงเมื่อพบข้อมูลลับระบุว่า เมืองนี้เลือกสละชีวิตคนส่วนน้อยเพื่อควบคุมระบบนี้เสถียร
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าหนักย่ำเข้ามา เจ้าหน้าที่เมืองบุกจับพ่ายและเกตติกา ทั้งสองพยายามดิ้นรน พ่ายตะโกน “พ่ออยู่ที่ไหน!”
ผู้ที่นำหน้าคือผู้อำนวยการเมือง สำทับเสียงแข็ง “พ่อเธอเลือกจะเปิดโปง Nirakor อยู่เอง เขาถูกแยกขังไว้แล้ว จะได้ไม่ก่อปัญหา”
ความโกรธและตกใจถาโถมเข้าสู่ใจพ่าย น้ำตาไหลไม่หยุด เธอหันไปสบตาเกตติกาแวบหนึ่ง ก่อนทุบตีนขัดขืน เจ้าหน้าที่กระชากแขนทั้งสองพาเข้าไปขังในห้องเย็นที่มีอะคริลิคกั้นหนาแน่น
ในความมืดและหนาวเหน็บ พ่ายกัดฟันแน่น เธอเล่าให้เกตติกาฟังว่า เธอเคยกลัวการเผชิญหน้าความจริง กลัวสูญเสียแม่และครอบครัว แต่วันนี้ต่อให้ทั้งเมืองเกลียด เธอต้องสู้เพื่อความถูกต้อง
เกตติกาฟังเงียบ ๆ ก่อนจะพูดเสียงสั่นเบา “เราเคยคิดว่าเมืองนี้สมบูรณ์แบบ แต่ท้ายที่สุดมันก็แค่สร้างขึ้นจากความกลัวและการเสียสละของใครบางคน”
คืนนั้นทั้งสองได้รับการช่วยเหลือจากชายชราแปลกหน้า เขาคืออดีตผู้คุมวาล์วเมือง ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปฏิวัติเมื่อยี่สิบปีก่อน
เขากระซิบผ่านรอยแผลเป็นที่แก้ม “อนาคตของ Nirakor ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอำนาจบ้า ๆ ของผู้นำเมือง แต่ด้วยหัวใจของคนที่กล้าบอกความจริง”
โดยความช่วยเหลือของชายชรา ทั้งสองลั่นแผนปล่อยข้อมูลลับออกสู่สาธารณะ โดยใช้ระบบสื่อกระจายเสียงกลางเมือง ในขณะที่นายทวารเมืองและเจ้าหน้าที่หัวหน้าตามล่า ทั้งสามคนต่างหวาดระแวงทุกก้าว ยามผ่านแต่ละซอกมุมของ Nirakor
เมื่อถึงเวลา พ่ายลังเล เพียงเสี้ยววินาทีก่อนกดส่งไฟล์เปิดโปง เธอหันมองแม่ในจอโฮโลแกรม มองภาพในหัว มองตาเกตติกาที่เปื้อนน้ำตา เธอกำลังจะกลายเป็นศัตรูของเมืองทั้งเมือง ความกลัวใหม่แทรกผ่านทุกเส้นประสาท
นาทีตัดสินใจ พ่ายเลือกเดินหน้า เธอกดส่งข้อมูล ทุกคนในเมืองได้เห็นความจริง ตัวเลขของผู้ที่ถูกเลือกเสียสละ นโยบายที่ซ่อนความโหดร้ายภายใต้ภาพลักษณ์อารยะ
เสียงหวีดร้อง ความโกลาหลดังขึ้นทั่ว Nirakor เมืองทั้งเมืองระส่ำระสาย ผู้อำนวยการตกใจ เร่งสั่งปิดสัญญาณ แต่ช้าเกินไป
พ่ายและเพื่อนถูกจับอีกครั้ง แต่อ้อม ผู้เป็นแม่ นำชาวเมืองกลุ่มหนึ่งออกมาต่อรอง ขอให้ปล่อยลูกตน โดยยื่นข้อแลกเปลี่ยนจะช่วยประคองระบบพลังงานระหว่างทบทวนนโยบายใหม่
ผู้ใหญ่ในเมืองเริ่มแตกแยก มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและคัดค้านการเปิดเผย พ่ายมองเหตุการณ์เบื้องหน้า รอยยิ้มน้อย ๆ แวบที่มุมปาก เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกไกลและเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่เธอ—และ Nirakor—จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ค่ำคืนสุดท้าย อ้อมโอบกอดลูก น้ำตาซึม “ลูกเก่งมาก พ่าย…”
พ่ายซบอกแม่ น้ำตาไหลเงียบ เธอยืนอยู่ใต้ฟากฟ้าใหญ่ เมืองลอยฟ้าส่องแสงไหวแพรว พรุ่งนี้ยังมาเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น