เงาบนหอพักหมายเลข 7
เสียงปั่นจักรยานบนถนนขรุขระของมหาวิทยาลัยในจังหวัดเล็ก ๆ ดังเคล้าไปกับเสียงเพลงจากมือถือของสาริศ ลมร้อนปลายเมษายามบ่ายไต่ตามลำคอเหงื่อโชก เด็กหนุ่มหยุดหอบหน้าอาคารหอพักหมายเลข 7 ที่แปะป้ายเก่า ซีดจนดูราวกับบ้านผีสิง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไง มึงกลัวผีมั้ยวะ” เสียงขึงขังของเป๋า เพื่อนร่วมห้อง ดึงสายตาสาริศกลับมาจากความคิด เป๋าหัวเราะทั้งที่มือยังบีบลูกกุญแจสีซีดแน่น “ข่าวลือแม่งเยอะเกิน”
“กูกลัวอะไรมากกว่าผีอีก” สาริศตอบด้วยเสียงแผ่ว ราวกับพูดกับตัวเอง ประตูหอพักเปิดเสียงดัง พวกเขาก้าวเข้าไป ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่อาจสลัดออกได้
หอนอนเก่า กำแพงปูนมีรอยเชื้อรา โต๊ะไม้หักขา พวกเขาทำความสะอาดไปด้วยเสียงบ่นของเป๋า เสียงหัวเราะของกรรณ เพื่อนอีกคนที่มาใหม่ และความเงียบประหลาดระหว่างสาริศกับเบสท์ สาวร่างเล็กหน้าตาเคร่งที่เพิ่งย้ายมา
ค่ำลง พวกเขานั่งวงกลมรอบหม้อมาม่า เบสท์ขึงสายตามองหน้าต่างห้องที่ปิดแน่น กรรณพูดขึ้นว่า “ที่นี่เคยมีเด็กผู้หญิงหายตัวไปนะ…ตั้งแต่ปีสาม แล้วไม่มีใครเจออีกเลย”
เบสท์หรี่ตามองกรรณ “แล้วมึงจะเล่าให้กูฟังทำไม เดี๋ยวคืนนี้ฝันร้าย!”
สาริศนิ่ง เมื่อเป๋าแทรก “เค้าว่ากันว่ายังมีคนเห็นผู้หญิงคนนั้นเดินอยู่ตอนเที่ยงคืน บ้างว่าเดินวนอยู่บนชั้นสี่…”
“พูดเป็นเล่น เรื่องแบบนี้มัน…” สาริศพูดไม่จบ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทั้งสี่หยุดหายใจ เป๋าลุกเดินไปเปิดแต่ไม่มีใครนอกจากลมอุ่นกับกลิ่นฝาดของสนิมเหล็ก
เป๋ากลับมากอดอก “ลมแน่ ๆ” เบสท์จ้องหน้าสาริศ สาริศหลบตา มือเกาะช้อนแน่นมากกว่าปกติ
กลางดึก สาริศลุกเข้าห้องน้ำ เขากลั้นหายใจเมื่อต้องเดินผ่านทางเดินเปลี่ยว ไฟนีออนกระพริบ เงาของตัวเองบนผนังดูบิดเบี้ยวผิดรูป เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ “…ช่วยด้วย…”
สาริศหยุด หัวใจเต้นรัว เขามองไปรอบ ๆ เจอเพียงความว่างเปล่าและปลวกแทะประตู
เช้าวันถัดมากรุ๊ปไลน์หอพักเต็มไปด้วยข่าวลือเรื่องคืนที่ผ่านมา มีคนถ่ายภาพแสงประหลาดบนชั้นสี่ได้ กรรณเอามาเปิดให้เพื่อนๆ ดูพร้อมเสียงหัวเราะหยัน “ของเล่นมือถือป่ะวะ”
แต่ตาของสาริศไม่อาจละสายตาจากเงาจาง ๆ ในรูปนั้นได้ เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นเงานั้นที่ไหนมาก่อน เหมือนมันกำลังมองกลับมาด้วยดวงตาเศร้า ๆ
เวลาเย็น เบสท์นั่งอ่านสมุดภาพเก่า ๆ ที่ห้องนั่งเล่นสายตาเธอดูอ่อนลงเมื่อเห็นภาพใครบางคน “นี่…เด็กผู้หญิงในรูปนี่ไม่ใช่คนที่หายไปเหรอ?” เธอถามกรรณ
เป๋าทำท่าไม่สนใจ “ก็ใช่…แต่ใครจะกล้าขึ้นไปชั้นสี่ กลางคืนจริง ๆ วะ”
สายตาทุกคนหันมาที่สาริศ เขาถอนหายใจยาว “ถ้ากูไป…เธอจะไปด้วยมั้ย?” สาริศสบตาเบสท์ เธอเงียบไปนาน แล้วพยักหน้าอย่างลังเล
กลางคืน ทั้งสี่คนย่องขึ้นบันได สาริศเดินนำ มือสั่นเทา ทุกครั้งที่ไฟกระพริบ เงาของเขาเหมือนแยกออกเดินคู่ขนาน พอถึงชั้นสี่กลิ่นอับชื้นอบอวล เบสท์กระซิบ “เหมือนบ้านแม่ยายกูเลย…” กรรณหลุดขำเบา ๆ
แต่แล้ว…เสียงร้องแผ่วเบาดังผ่านผนัง เป๋าจ้องหน้าประตูห้องมุมสุด เขาหยิบมือถือขึ้นเตรียมถ่าย เงามัวสะท้อนอยู่ปลายทางเดิน
กรรณกลืนน้ำลาย “ใครอยู่ตรงนั้น!” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเงาที่ค่อย ๆ จางหายไปต่อหน้าทุกคน
สาริศกัดริมฝีปาก เลือดซึม “มันไม่ใช่ผี…ผีมันไม่เศร้าแบบนี้”
คืนนั้นพวกเขาลงมานั่งจับกลุ่มด้วยความหวาดกลัว เบสท์กอดเข่าตัวเอง “แม่ง…มันยังอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ”
เป๋าทำปากแข็ง “ก็ไม่ได้ทำอะไรเรานี่…” กรรณเงียบเป็นครั้งแรก “หรือมันกำลังขอให้เราช่วย”
ในเช้าวันต่อมา สาริศออกไปนั่งหน้าอาคารแล้วหยิบสมุดบันทึกของหอพักเปิดอ่าน เขาพบว่าปีที่เด็กหญิงหายไป…เป็นปีเดียวกับที่แม่เขาเสียชีวิต เขาซ่อนความจริงนี้มาตลอด เบสท์เดินมาแอบมองเงียบ ๆ
“มึงคิดว่าทุกคนต้องทิ้งอะไรไว้ใช่มั้ย ก่อนจะตาย” เบสท์ถามเสียงเบา
“กูไม่อยากทิ้งใคร กูกลัวการสูญเสียมากกว่าผีอีก” สาริศพร่ำ เห็นความเศร้าในตาตัวเองสะท้อนอยู่ในแว่นของเพื่อน
เบสท์ยิ้ม “งั้นถ้ามีผีที่กลัวการลืมเหมือนมึงล่ะ” สาริศนิ่งไม่ตอบ ภาพในหัวผุดขึ้น หญิงสาวในรูป เงาเศร้าบนผนัง…
คืนนั้น เขาตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสี่คนเดียว เหงื่อไหลเต็มแก้ม มือจับประตูห้องปลายทางเดินที่ล็อก ฝุ่นคลุมหนา ลมเย็นแว่วมา สาริศพูดเสียงสั่น “ถ้ามีใครอยู่ในนี้…บอกหน่อย เราอยากช่วย”
ประตูส่งเสียงลั่นเบา ๆ ราวกับตอบรับ ในความมืดสลัว เขาเห็นเงาหญิงสาวนั่งซบกำแพง น้ำตาไหลเป็นสาย เสียงสะอื้นก้องไปทั่ว
“ทำไมเธอถึงยังไม่ไป…” สาริศถาม น้ำตาเขาซึมเบา ๆ เพราะคิดถึงแม่ เขาหลับตาสื่อสารกับเงานั้นในใจ
เงาตอบเพียง ‘กลัวถูกลืม…’
สาริศเข้าใจความกลัวนั้นดี เขานั่งลงข้างๆ แว่วเสียงกรรณกับเป๋าตามขึ้นมา พวกเขานั่งล้อมวงโดยไม่มีคำพูด เบสท์มากอดไหล่สาริศไว้ทุกคนต่างเงียบงัน ราวกับเข้าใจบางอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย
รุ่งเช้า สาริศเขียนจดหมายถึงแม่เป็นครั้งแรกในรอบสามปี “แม่ครับ ผมจะไม่ลืม…แต่ผมจะไม่จมอยู่กับความกลัวอีก”
ข่าวลือเรื่องผีเงาหายไป ไม่มีใครเห็นเงานั้นอีก หอพักหมายเลข 7 กลับมาคึกคักอีกครั้ง กรรณทำหน้าที่สภานักศึกษา เบสท์เริ่มยิ้มบ่อยขึ้น เป๋าเลิกปากแข็ง คืนนั้นพวกเขานั่งดูหนังสยองขวัญด้วยกัน เสียงหัวเราะดังกลบทุกตำนาน
สาริศเงียบลง มือแตะประตูหอพักเบา ๆ เหมือนกล่าวลาอดีต สายตาเขาเจอเพียงเงาที่ซื่อตรงของตัวเองในกระจก เขายิ้ม เหมือนครั้งแรกที่กลับมารู้สึก “บ้าน”