ภาพฝันบนฟากฟ้า
รองเท้าผ้าใบสีมอมแมมของมิวเหยียบผ่านพื้นกระเบื้องที่เย็นเยียบของห้องโถงใหญ่ กลิ่นเปลือกไม้ซีดจัดผสมกับสายลมเย็นจากด้านนอก ราวกับเขายังคงเดินหลงอยู่ในฝัน—แต่ภาพตึกเรียนค้ำฟ้า โรงอาหารลอยสะท้อนเมฆและเหล่านิสิตที่จับกลุ่มส่งเสียงจอแจยืนยันว่าทุกอย่างจริงจังเกินฝันกว่าที่เคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายเป็นเด็กใหม่เหรอ มิวใช่ไหม?” เสียงของหญิงสาวทักขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เจ้าของหน้ากลม กระเป๋าผ้าหลากสี—กอหญ้า มือของเธอจับไหล่เขาแผ่วเบา มิวหยุดกึก ตากวาดมองชั่วครู่ก่อนก้มต่ำอย่างเคอะเขิน
“อืม…ใช่ เราเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก” มิวเสียงเบาเกือบกลืนหายในเสียงลม ฝ่ามือขึ้นเงียบงันระหว่างทั้งสอง ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้าเหมือนไม่ถือสา
เสียงพูดพล่ามรอบข้างหยุดชะงัก ขณะที่เด็กหนุ่มร่างสูงผิวคล้ำเดินปรี่มายืนข้างกอหญ้า ดวงตาคมจ้องมิว “เลน—” เขาแนะนำตัวเองสั้นๆ ก่อนจะเสริมอย่างขึงขัง “ที่นี่มีอะไรแปลกๆ ระวังตัวด้วยนะ”
มิวเงยขึ้นสบตา “หมายถึง?”
กอหญ้าส่งสายตาร้าวรานเล็กน้อย “บางทีก็แค่ข่าวลือ แต่เมื่อคืนเด็กปีหนึ่งหายไปคนหนึ่ง—ไม่รู้ใครพูดยังไงแต่เค้าบอกมันเกี่ยวกับ ‘ความลับบนฟ้า’”
ลมหอมหวานเย็นของมหาวิทยาลัยลอยฟ้าเปลี่ยนไปในบัดดล มิวกลืนน้ำลายฝืดคอ ร่ำร้องกับความโดดเดี่ยวข้างในที่ยาวนานเหลือเกิน จนการมาอยู่ตรงนี้ เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่แต่เต็มไปด้วยปริศนา
กลุ่มเด็กปีหนึ่งหลีกทางให้ผู้บริหารเดินผ่าน สีหน้าต่างคนดูระแวง มีสายตาคู่นึงมองข้ามไหล่—ประกายเยือกเย็นแวบเดียวก่อนหายไป มิวขยำข้อมือตัวเอง ไม่รู้ทำไมบางอย่างในอากาศรอบตัวกลับพลุ่งพล่านขึ้นมา
เมื่อเลิกคลาสแรกในวันนั้น มิวเดินฉายเดี่ยวผ่านลานสน กลิ่นข้าวโพดคั่วโชยจากหอพักด้านล่าง เสียงหัวเราะก้องเป็นฉากหลัง เขาจ้องตำแหน่งที่เงาสะท้อนในอากาศสั่นระริกเหมือนคลื่นน้ำ สายตาเขามองเห็นความทรงจำ—ภาพลางเลือนของเด็กหญิงร้องไห้ก้มหน้าบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ลอยอยู่แวบเดียวแล้วจางหายไป
มือเย็นเฉียบของมิวสัมผัสอากาศตรงนั้น—และทันใดนั้นเสียงกระซิบเบาจากข้างหู “นายเห็นเหรอ” มิวสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไป พบเลนจ้องมาที่เขาตาแข็ง
“นาย…เห็นมันด้วยเหรอ?” เสียงเลนเบาราวกับกลัวให้ลมได้ยิน
มิวอึกอัก เลือกปิดรับความลับ เดินเลี่ยงออกมา ขาก้าวช้า ร่องรอยในใจปลุกปั่นกับพรสวรรค์พิสดาร พรสวรรค์ที่เขาไม่เคยอยากมี
กลางสนามหญ้าใต้ต้นโบตั๋นใหญ่ กอหญ้าล้มตัวนอนมองฟ้า พลางคุยกับมิว “เคยรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรในที่นี้จับตาเราไหม บางทีฉันก็ฝันถึงสายลมที่พูดอะไรบางอย่าง”
มิวพยายามฝืนยิ้ม “เรา…ก็แปลกบ้างเหมือนกันนะ” เสียงหัวเราะแห้งแล้ง สายตามองเลยผ่านไหล่เธอไปไกล ฟ้าไกลนั่นเหมือนหลบเร้นอะไรไว้จริงๆ
ในอีกมุมเล็กๆ ของห้องสมุด เลนเปิดหนังสือเก่า ภาพถ่ายเก่าของเด็กนักเรียนถ่ายรวม รอยยิ้มประหลาดของคนหนึ่งสะท้อนบนหน้ากระดาษ มิวเดินเข้าใกล้อย่างระวัง “นั่นอะไรเหรอ”
“รูปผู้ก่อตั้งที่หายไป…ว่ากันว่าเขารู้ความลับของหมู่เกาะนี้ดี เห็นไอ้นั่น—ความทรงจำที่ลอยอยู่ในอากาศเหมือนนาย” เลนมองไปไกลเหมือนเห็นภาพเหล่านั้นชัดเจน เสียงในห้องเงียบลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสอง
“ฉัน…ไม่ได้อยากเห็นมันเลยนะ ตั้งแต่เล็ก มันทำให้ฉันรู้มากกว่าคนอื่น—แต่ก็ทำให้กลัวมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม” มิวสารภาพเสียงขาดสั่น เลนเงียบไป ครู่หนึ่งสายตาซับซ้อนแทนคำพูดไม่ได้
กอหญ้านิ่งงันอยู่ที่ระเบียงหอพัก มองลงไปเบื้องล่างอย่างวุ่นวาย เพื่อนปีหนึ่งอีกคนเดินหายเข้าไปในเงามืดหลังตึก พึมพำขวัญเสีย “เมื่อคืนเด็กปีหนึ่งอีกคนหายวับไปต่อหน้าต่อตา”
เลนสูดลมหายใจลึก “เราต้องช่วยกัน มันเกี่ยวกับความทรงจำลอยบนฟ้านั่น นายกับฉันเห็น มันอาจเกี่ยวข้องกับคำสาป”
มิวลังเล กดเสียงต่ำ “ถ้ามันเกี่ยวกับคำสาปจริง แล้วทำไมเราถึงไม่โดน”
“หรือเราโดนแล้ว…แต่แค่ยังไม่รู้ตัว” เลนตอบแผ่วเบา กอหญ้าจ้องหน้าอีกทั้งสอง นัยน์ตาคู่นั้นกำลังไหวไปมาอย่างกลัวกล้า
วันต่อมา สามคนเดินฝ่าเปลวแดดอ่อนแถวริมระเบียงกระจก แสงอาทิตย์สะท้อนตึกสูงโปร่ง มิวเผลอจับมือกอหญ้าไว้แน่นโดยไม่ทันคิด เธอยิ้มอบอุ่น มือเย็นชื้นจากความกลัวและคาดหวังปะปนกัน
จู่ๆ ภาพความทรงจำผุดขึ้นกลางอากาศอีก ดวงตากลมของเด็กหญิงวิ่งหนี วัตถุสีดำแล่นผ่านอากาศ กระซิบเสียงลมหวิว “อย่าเปิดเผยความจริง”> มิวสะดุ้งปล่อยมือ เงาในใจของเขาเข้ามาใกล้ทุกที
กลางคืนในห้องพัก มิวพลิกตัวไปมาบนเตียง ความกลัวปะทุท่วมอก ทั้งพรสวรรค์และคำสาป ชวนให้นอนไม่หลับ เสียงประตูห้องเปิดแผ่ว กอหญ้าย่องเข้ามานั่งข้างเตียง “กลัวไหมมิว…ถ้าความทรงจำเหล่านั้นจะหายไปหมด”
มิวจ้องเธอเนิ่นนาน เห็นประกายในดวงตาเธอไหววูบ กอหญ้าเอื้อมมือแตะใบหน้าเขาเบาๆ “บางความลับมันอยู่กับเราจนกลายเป็นส่วนหนึ่ง” เสียงนั้นแผ่วเบาจนน่าขัน มิวรู้สึกได้ถึงสายใยบางๆ ที่โยงสองคนเข้าใกล้กันอย่างแปลกประหลาด
รุ่งเช้าฝนโปรยเล็กๆ มิวเดินทางไปยังป่าหลังมหาวิทยาลัยที่ว่ากันว่ามีอาศรมเก่าเลือนลาง วันนั้นเขากล้าถามเลนตรงๆ “นาย…กลัวอะไรที่สุด”
เลนเงียบอยู่นาน “กลัว…จะไม่มีใครเหลืออยู่ข้างๆ อีก”
ทั้งสองเงียบไปครู่ กอหญ้าก้าวเข้ามาคร่อมกลาง พร้อมเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน “งั้นก็อย่าทำให้ตัวเองต้องอยู่คนเดียวไง”
จังหวะนั้น เงาสะท้อนลอยผ่าน ลมแรงผิดปกติพัดบิดเสาไฟจนเอี๊ยดอ๊าด ดอกไม้ร่วงกระจาย เด็กชายคนหนึ่งตะโกนเรียกเพื่อนแล้วหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตา สามคนรีบวิ่งเข้าไปดู
ในรอยตีนเปียกชื้นบนพื้นดิน มิวสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของความทรงจำ—เสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วมาท่ามกลางสายลม ทั้งสามสบตากันแล้วต่างนิ่งงัน กอหญ้าเอื้อมจับมือเลน
กอหญ้าเสียงสั่น “เราควรกลับไปถามผู้ดูแลมหาวิทยาลัย”
ห้องผู้ดูแลเต็มไปด้วยหนังสือเก่า กลิ่นมอสชื้นคลุ้ง ประกายตาท่านผู้อาวุโสวาววับ “ที่นี่สืบทอดคำสาปความลับมายาวนาน บางคนถูกเลือกให้แบกรับภาพทรงจำเหล่านั้น”
เลนถามตรง “ถ้าพวกเราไม่อยากรับต่อ เราจะทำอะไรได้บ้าง”
ผู้อาวุโสยิ้มเศร้า “ต้องเลือกว่าจะหนี หรือจะสามารถเป็นผู้ปกป้องเรื่องราวให้คนรุ่นหลัง ไม่สูญหายไปกับสายลม”
มิวหลบตา สับสนกับความกลัว ผิดหวังในตัวเองที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มาตลอด ขณะที่กอหญ้าและเลนดูแน่วแน่ขึ้น
คืนนั้น กอหญ้าตัดสินใจสารภาพต่อมิว “เราชอบนาย…แต่เราเกลียดความกลัวของนายเหมือนกัน”
มิวตกใจ “เราไม่อยากสูญเสียใคร…เลยไม่กล้าทำอะไรเลย” กอหญ้าทำหน้านิ่ง ก่อนเดินจากไป เหลือมิวกับลมเย็นเฉียบ
รุ่งเช้า เลนมาเคาะประตูห้อง กอหญ้าหายตัวไป “เธอทิ้งข้อความไว้ว่าจะไปหาความจริงที่อาศรม”
มิวกับเลนวิ่งฝ่าหมอกขึ้นเขา สายลมแรงจนแทบยืนไม่ไหว ในอาศรมร้างกอหญ้าเผชิญกับเงาดำของเด็กที่หายตัวไป เงานั้นกระซิบ “ปล่อยให้เราลืมทุกอย่าง…อย่าเปิดเผย”
มิวกลั้นใจ เลือกเดินเข้าหา เอื้อมมือกุมมือกอหญ้า “อย่าหนีความกลัวอีกต่อไป”
สายลมรอบตัวเงียบกริบ ภาพอดีตกระจายฟุ้งในอากาศ ทุกคนเห็นความทรงจำเจ็บปวดของตน—เลนสูญเสียครอบครัว กอหญ้าหวาดกลัวความไร้ตัวตน มิวโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็ก
มิวตะโกน “ความทรงจำพวกนั้นต้องมีคนยอมรับ ไม่ใช่ปิดซ่อน!” แสงสว่างฉาบห้องอาศรม ภาพเงาหลายภาพกลมกลืนกัน ฝนโปรยเบาบนกระจกหน้าต่าง
เงาดำสลาย กอหญ้าฟุบซบมิว “ขอโทษที่หนี” เขากุมไหล่เธอไว้แน่น เลนยืนเงียบ น้ำตาไหลครั้งแรก
เมื่อกลับสู่มหาวิทยาลัย ทุกคนเริ่มพูดถึงความจริง เด็กที่หายค่อยๆ กลับมา คำสาปจางหาย มิว กล้าเปิดใจคบกับกอหญ้า กอหญ้าเลิกกลัวการสูญเสีย เลนเลือกเป็นผู้ดูแลเรื่องราวใหม่
วันจบการศึกษา สามคนยืนอิงราวระเบียงสูงสุด เมฆขาวลอยต่ำ แสงอาทิตย์กินพื้นที่ฟ้า มิวพูดยิ้ม “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งเรา”
กอหญ้าตอบเสียงเครือ “ต่อให้วันไหนความกลัวจะกลับมา ก็จะไม่ทิ้งเธออีก”
เลนหัวเราะแผ่ว “บางที ความทรงจำที่เจ็บปวด อาจกลายเป็นเรื่องงดงามที่สุด”
ทั้งสามยิ้มกับฟากฟ้าที่รอการเริ่มต้นใหม่ เมฆลอยต่ำ ทิ้งเงาสะท้อนแห่งความกล้ามุ่งสู่อนาคต