บทเพลงแห่งเกาะวารี
แสงแดดยามสายตกกระทบเหนือพื้นน้ำใสจนเห็นเงาตัวเองคล้ายจะพร่าเลือน ทว่าเสียงแล้วเสียงเล่าของเรือยนต์เล็กที่ไถลเข้าฝั่งกลับดังประหลาดกว่านั้น เหมือนทุกสิ่งรอบข้างกำลังกลั้นหายใจรอคอยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มินตรา หญิงสาวรูปร่างเล็ก ผมหยักศกฟูสีน้ำตาลเข้ม ยกกระเป๋าเป้หนักอึ้งสีน้ำเงินขึ้นมาสะพายบนบ่า เธอก้มมองน้ำทะเลสีมรกตที่ซัดกระเซ็นมาตามเท้า ท่ามกลางเพื่อนร่วมสายตาอีกหกคน ทุกคนดูต่างคนต่างมาจากโลกที่ไม่เกี่ยวกันเลย มินตราสูดหายใจลึกแล้วเหยีบย่ำน้ำขึ้นฝั่ง ตอบรับสายตาอยากรู้และหวาดระแวงที่ประสานกันชั่วพริบตา
วารี เกาะกลางทะเลที่ถูกโปรโมทในโซเชียลว่าเป็นสถานที่จัดค่ายแข่งขันสุดลึกลับ รูปแบบค่ายเต็มไปด้วยปริศนาที่ไม่มีใครในกลุ่มได้รับคำอธิบายชัดเจน แค่ “มาเผชิญหน้ากับตัวตนของคุณ ผ่านบทเพลง” โปสเตอร์เขียนแบบนั้นและแปลกประหลาดจนทุกคนแอบขำและสงสัยว่าเป็นแค่กิจกรรมหลอกเด็ก แต่รางวัลหลักล้านบาทก็ทำให้ทุกคนมาที่นี่
คนคุมค่ายชื่อพี่จักร สูงใหญ่ ผิวสีแทน ใส่เสื้อฮาวายลายดอก เดินนำหน้าตั้งแต่เรือเทียบท่า เขาหันมา “ขอต้อนรับสู่วารี ทุกคนรู้กติกาแล้วใช่ไหม? ห้ามสื่อสารกับโลกภายนอก ห้ามออกนอกเขตเกาะ และ…ห้ามฟังเสียงเพลงหลังสี่ทุ่ม ใครฝ่าฝืนจะถูกคัดออกจากการแข่งขัน”
สายตาหลายคู่มีทั้งขำและกลัว หมอก หนุ่มสำอางคิ้วเข้ม เปิดโทรศัพท์ขึ้นเช็กสัญญาณแล้วสบถ “มีแต่สัญญาณขีดเดียว บ้าไรเนี้ย…”
อิงฟ้า เด็กสาวผิวขาวหน้าใส เจ้าของเสียงร้องดีที่สุดในกลุ่ม กลอกตาแล้วหัวเราะในลำคอ “ไม่ต้องห่วงน่า ถ้าไม่มีเน็ต ร้องเพลงก็ยังพอไหว”
ทิวา ชายหนุ่มร่างท้วม นั่งกอดกระเป๋ากีตาร์สีแดงไว้แน่น เขาไม่ยิ้ม ไม่พูด เดินตามคนอื่นเงียบเชียบ
จันทร์ หญิงสาวตาเรียว ดวงตาเด็ดขาดแม้จะสดใส เธอสังเกตทุกอย่างรอบตัวด้วยความระมัดระวัง “ถ้ามันแค่ค่ายแข่งเพลง กติกาก็ประหลาดเกินไป…”
ตะวัน เด็กหนุ่มผิวเข้ม ท่าทางเงียบขรึม เอาแต่เก็บสมุดโน้ตเล่มหนึ่งแน่นมือ ไม่ค่อยสบตาใคร ส่วนพายุ เด็กหนุ่มผมหยักศก รอยยิ้มทะเล้นวัยรุ่น เดินลากกระเป๋าล้อลากบนทรายอย่างไร้กังวล
ทุกคนนั่งรวมกันรอบโต๊ะไม้ใต้ร่มเงาเพิงใบจาก เสียงคลื่นเคล้าเสียงไม้ไผ่กระทบกันบางเบา พี่จักรแจกริชแบนด์ผ้าเจ็ดสีคนละเส้น “ใครยังอยู่จนครบสัปดาห์ จะได้ชิงเงินล้าน โอเคไหม?” ไม่มีใครกล้าถามถึงกติกาที่มากกว่านั้น สายตาทุกคนเต็มไปด้วยความกังวลบางอย่าง
คืนนั้น สายลมเย็นบนเกาะกับกลิ่นทะเลชื่นใจ มินตราตื่นกลางดึก เสียงเพลงคลอเบาๆ ลอยมาแผ่วจากอีกฟากเกาะ ครู่หนึ่งเธอนึกว่าฝัน แต่เสียงนั้นกลับสะกดใจ เธอเดินตามเสียงออกนอกเขตที่พัก พลันเห็นแสงสลัวริบหรี่ที่ศาลาไม้ริมทะเล เธอชะงัก เมื่อพบว่ามีเงาคนรูปร่างคล้ายทิวานั่งอยู่ตรงนั้น มือกำกีตาร์แน่น เสียงสะอื้นเบาๆ มินตราไม่กล้าเข้าไปใกล้
รุ่งเช้า เมื่อทุกคนนั่งล้อมวงเพื่อฟังภารกิจ พี่จักรแจ้งว่า “การแข่งขันรอบแรก เริ่มด้วยการแต่งเพลงจากเสียงในเกาะวารี” หมอกแอบถอนใจเงียบ ๆ “ให้แต่งเพลงจากเสียงคลื่น?” จันทร์ขยับตัว “หรือจะเป็นเสียงอย่างอื่นกันแน่?” เธอมองหน้าพี่จักรอย่างมีแววไม่ไว้ใจ
แต่เมื่อแต่ละคนแยกไปหามุมสงบของตัวเอง มินตราพบว่าบรรยากาศบนเกาะเริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนดูเงียบขรึม มีแต่เสียงกระซิบของใบไม้ และเสียงแว่วของบทเพลงที่ได้ยินยากจะบอกว่าเกิดจากมนุษย์จริงไหม
ตอนบ่าย ทิวานั่งซ่อนตัวใต้ต้นสน ชิงหนีงานกลุ่ม เขากดคอร์ดกีตาร์สั่น ๆ เหมือนไม่มั่นใจ พายุเดินมา “จะซ้อมคนเดียวทำไมวะ ช่วยแกะคอร์ดกับฉันหน่อยสิ” ทิวาไม่ตอบนอกจากสบตาแวบเดียว พายุอมยิ้ม “แกเคยกลัวเวทีมาก่อนใช่ไหม” ทิวาขบกราม “ไม่ใช่เรื่องของนาย” เนื้อเสียงแข็งกร้าวแต่มีบางอย่างสั่นไหว
ในขณะเดียวกัน มินตราหยิบสมุดเล็ก ๆ มาขีด ๆ เขียน ๆ ร้อยเรียงคำเพลงที่ยังไม่กล้าให้ใครเห็น เธอแว่วยินเสียงร้องเล็ก ๆ ของอิงฟ้าที่อยู่ไม่ไกล เสียงสูงของอิงฟ้าประสานกับเสียงนกราวกับเป็นเพลงแห่งความหวัง มินตราหลบตา เธอไม่เคยเชื่อว่าจะร้องสู้กับใครได้ ไม่กล้าจริงจังกับความฝันที่แท้จริง
ค่ำนั้น ทุกคนทำอาหารและล้อมวงกันรอบกองไฟ พี่จักรจ่ายคำท้าสุดท้าย “ท้ายรอบนี้ ใครไม่ได้ยินเสียงเพลงแห่งวารี จะเป็นผู้ตกรอบ” ทุกคนงุนงง เสียงหมอกดังขึ้น “หมายความว่าอะไร?” พี่จักรไม่ตอบ แค่ยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินหายไป ทิ้งกลุ่มไว้ในความเงียบงัน
กลางดึกวันต่อมา เสียงเพลงโหยหวนแว่วมาอีกครั้ง ทุกคนสะดุ้งตื่นพร้อมกัน มินตราเดินออกจากเต็นท์พบว่าทุกคนรวมตัวกลางชายหาด อิงฟ้าหน้าซีด “มันมาจากใจกลางเกาะ…” หมอกพูดเสียงเคร่ง “ไปดูกันไหม” ตะวันที่ปกติไม่พูดจา เบียดกระเป๋าสะพาย อึกอักก่อนพูดเบา ๆ “อันตรายนะ พวกเราไม่ควรเข้าไป”
แต่ความกลัวและข้อสงสัยผลักดัน เด็กทั้งกลุ่มลอบเดินลึกเข้าไปในป่า ไฟฉายส่องเปะปะ พืชใบหนาทึบขวางทาง ทุกคนเงียบงัน ต่างจินตนาการถึงเรื่องแปลกพิสดารในใจตัวเอง ยิ่งเข้าไปใกล้ต้นน้ำกลางเกาะ เสียงเพลงยิ่งทวีความดัง ประหนึ่งมีใครกำลังขับขานต่อหน้าพวกเขา
ทันทีที่ถึงริมลำธารใหญ่ ทุกคนมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ ทิวายืนนิ่ง น้ำตาซึม “ผมเคยผลักน้องตกน้ำที่บ้าน…” เสียงเขาสั่นไหว เผยความผิดในอดีตที่ไม่มีใครล่วงรู้ มินตราหันมาแตะไหล่เขา “มันไม่ใช่ความผิดของนายคนเดียว” ทุกคนหันมามองหน้ากัน ตระหนักว่าทุกคนต่างแบกเสียงลึก ๆ จากอดีตในใจ
วันต่อมา ความสัมพันธ์ในกลุ่มเริ่มเปลี่ยน หมอกกับจันทร์มีปากเสียงบ่อยขึ้น หมอกหงุดหงิดที่ไม่มีใครฟัง แม้แต่ตอนช่วยกันแต่งเพลง เขาตั้งใจจะเป็นผู้นำกลุ่มแต่จันทร์ไม่ยอมง่าย ๆ เธออยากพิสูจน์ตัวเองและไม่ชอบถูกสั่งใด ๆ
ตะวันเริ่มพูดมากขึ้นแต่ประโยคของเขาสั้นและเย็นชา “ทุกคนควรฟังเสียงตัวเองก่อน ไม่ใช่เสียงคนอื่น” พายุสวนกลับ “งั้นพวกเราจะมาทำไมวะ ถ้าไม่ช่วยกัน” บรรยากาศในกลุ่มเริ่มคุกรุ่น มินตรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง กำข้อมือแน่น กำลังชั่งใจว่าจะพูดหรือเก็บไว้ในใจ
คืนนั้นเป็นค่ำคืนที่ฝนฟ้าคะนอง ทว่าเสียงเพลงไม่เลือนหาย มินตราเดินไปยังศาลาริมหาด เจออิงฟ้านั่งอยู่เก้าอี้ไม้ เธอนั่งลงข้างกัน ไหล่แตะอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“กลัวไหม?” มินตราถามเสียงสั่น อิงฟ่ายักไหล่ “ไม่มีใครไม่กลัวหรอก เราต้องแข่งขันกับอะไรไม่รู้ ทั้งในหัวทั้งข้างนอก” มินตรานิ่งแล้วพูดเบา ๆ “เราร้องเพลงดีไม่เท่าเธอเลย…” เงียบไปครู่หนึ่ง “แต่เราชอบวิธีที่เธอหัวเราะหลังร้องผิดโน้ตนะ ทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด” อิงฟ้าหัวเราะจริง ๆ ละเอียดอ่อน ราวกับปล่อยเสียงเศร้าในใจหลุดร่วงไปกับสายลม
วันต่อมา หมอกเกิดปากเสียงใหญ่กับพายุ พายุตะโกนลั่น “หยุดคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นได้ไหม!” หมอกปั้นปึ่งทันควัน “อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้หลบปัญหาเหมือนบางคน!” ทุกคนตกใจ เสียงตะวันผะแผ่ว “หยุดได้ไหม มันไม่ช่วยอะไร…” ความเครียดล้นกลุ่มจนบางคนหลบมุมร้องไห้
ในภารกิจรอบสอง ทุกคนต้องร้องเพลงบนหอคอยริมทะเล ท่ามกลางลมแรงและสายตากรรมการ พอถึงคิวมินตรา เธอก้าวขึ้นไป มือสั่น ยืนนิ่ง เงียบกริบ สายตาทุกคู่จ้องจับ
“พร้อมหรือยังน้อง?” พี่จักรถามเสียงต่ำ มินตรายิ้มจาง ๆ “หนู…ไม่แน่ใจค่ะ” เธอสูดหายใจลึก รวบรวมเสียงหัวใจ แล้วร้องเพลงใหม่ที่แต่งเอง เสียงอาจไม่ดังหรือหวานเท่าคนอื่น แต่มันมีบางอย่างอัดแน่น บทเพลงของความกลัว ความหวัง และการให้อภัย เงียบงันวาบหนึ่ง ก่อนเสียงปรบมือกระหึ่ม ทุกคนลุกขึ้นยืนเคียงข้างมินตรา พายุตะโกน “สุดยอด!”
ขณะแต่งเพลงด้วยกันวันถัดมา จันทร์ชวนหมอกออกไปคุยข้างนอก “นายกลัวใช่ไหมว่าถ้าไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม จะไม่มีใครเห็นค่า” หมอกจ้องหน้าเงียบ ๆ “แล้วเธอล่ะ ไม่กลัวถูกปฏิเสธเหรอ” จันทร์เงียบ เสียงคลื่นกลบคำตอบ แต่แววตาทั้งคู่มีประกายเข้าใจและเห็นอกเห็นใจมากขึ้น
คืนนั้น กลุ่มรวมตัวเผชิญเสียงเพลงวารีอีกครั้ง ทิวานั่งยอง ๆ นิ่ง ดูเหมือนผ่านความเครียดจนอ่อนล้า มินตราเอื้อมมือไปสัมผัสไหล่ “นายไม่ได้อยู่คนเดียว” ทิวาเงยหน้ามองแล้วยิ้มจาง ๆ พายุพูดเสียงทุ้ม “เราไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่กับความกลัวคนเดียวอีก”
ขณะกลุ่มกำลังจะกลับถึงที่พัก เสียงเพลงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวน ตะวันล้มลงกับพื้น สั่นไปทั้งตัว “มันมาจากข้างในหัว…หยุดไม่ได้” อิงฟ้าวิ่งเข้าไปประคองตะวัน น้ำตาคลอ “ใจเย็นนะ เราอยู่ตรงนี้” หมอกยื่นมือมาช่วยดึงตะวันขึ้น บทเพลงจางหายหลังจากทุกเสียงหัวเราะเสียดแทงอดีต
เมื่อถึงคืนที่สุดท้าย กติกาประกาศ “ใครจะได้ชิงเงินล้าน ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวในใจตัวเอง ร้องเพลงให้วารีฟัง” ทุกคนหน้าซีด แต่รวมตัวแยกไปเตรียมใจ มินตราชะเง้อมองทะเลที่นิ่งสงบ เธอหลับตา พึมพำกับตัวเอง “กลัวมาตลอดว่าจะไม่พอ แต่ถ้าเราไม่ลอง ก็ไม่มีวันรู้”
รอบสุดท้าย ทุกคนขึ้นเวทีไม้ริมทะเล ทีละคนเผยเพลงของตนเอง ทิวาร้องเพลงขอโทษที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ง่ายๆ หมอกแต่งเพลงกับเพื่อนเพื่อขอบคุณสำหรับการให้อภัย พายุแร็ปถึงความกลัวแต่ก็ยังมุ่งหน้าไปต่อ อิงฟ้าร้องถึงความทรงจำดี ๆ ที่อาจหายไป จันทร์ร้องถึงเส้นทางใหม่ที่ค้นพบ ตะวันเล่าถึงแสงอาทิตย์ที่ตนเคยหวาดกลัว ส่วนมินตราเลือกเปิดเผยทุกอย่าง ร้องจากใจที่เปราะบางถึงความผิดหวังของคนที่ต้องการยืนอยู่ตรงนี้
บทเพลงผสานกันราวกับเสียงพูดของหัวใจ เสียงเพลงวารีเงียบลงชั่วขณะ พระอาทิตย์ตกที่ขอบฟ้า ทุกคนยืนหยัดไม่หนีความกลัวของตนเอง มินตราสบตากับแต่ละคน น้ำตาเปื้อนรอยยิ้ม เสียงเพลงลึกลับเงียบหายไป มีเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่งอย่างสงบ พี่จักรเดินมากล่าว “ทุกคนคือผู้ชนะของวารี” ริชแบนด์เปลี่ยนสีเจิดจ้าทุกคน ทุกคนโผเข้ากอดกัน ร้องไห้ หัวเราะ เดินออกจากเวทีอย่างผู้ค้นพบตัวเองใหม่
บนฝั่ง มินตราเหลียวมองกลับไปที่เกาะวารี ปล่อยให้แสงสุดท้ายของวันหลอมรวมกับเสียงหัวใจของทุกคน ดั่งบทเพลงที่ไม่มีวันจางไป