คฤหาสน์ริมทะเล: ลับซ่อนทราย
ละอองทรายเคลือบฝ่าเท้าอัมพวันขณะเจ้าตัวลากกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้าใกล้คฤหาสน์หลังใหญ่ริมชายหาด พระอาทิตย์ช่วงบ่ายคล้อยขับแสงเป็นเงาทอดยาวเหนือกำแพงหิน พวกนกเป็ดน้ำกรีดร้องว่อนผ่านรัวหน้าต่างเก่าซึ่งบานหนึ่งกระจกแตกร้าวเป็นรูปร่างคล้ายตาเด็กเล็กจ้องมอง อัมพวันหยุดยืน ลมหายใจขาดเป็นห้วง ๆ ใจเต้นแรงราวกับสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มอะไรบางอย่างที่พาให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงล้อกระเป๋าสัมภาระครูดกับหินทรายดังคลอจังหวะฝีเท้าหญิงสาวเปรี้ยวระห่ำ “ณี” เธอสวมกางเกงยีนส์สีซีดกับเสื้อยืดหลวมขึง เหงื่อซึมตามแนวกรอบหน้า ณีแกล้งพ่นลมหายใจแรงแล้วหันมาหาเขา
“กลัวไร บ้านเก่าแค่เนี้ย” เธอเยาะเสียงห้าวพลางผลักประตูไม้หนาทำสนิมจนลั่นเอี๊ยด อัมพวันกับณีเดินเข้าสู่โถงบ้าน ระแนงไม้ชื้นกลิ่นเค็มกับผ้าม่านโปร่งขาวปลิวพราวไปกับลมทะเล เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังลอดฝาผนังมาจากไหนสักแห่ง อัมพวันชะงัก แต่น้ำเสียงณีแทรกขึ้นก่อน
“พี่ถามจริง นาย…กลัวเรื่องผีนี่อยู่รึเปล่า”
อัมพวันกะพริบตา พยายามกลั้นไม่ให้น้ำเสียงสั่น “เปล่า พี่ณีว่าจะให้ช่วยอะไรบ้างมั้ยครับ”
ณีหัวเราะ “ช่วยแบกของขึ้นห้องก็พอ”
ขณะที่อัมพวันออกแรงยกกล่อง ณีเดินนำ พวกเขาไต่บันไดไม้แคบชั้นสอง เสียงฝีเท้าเหนือหัว กระทบพื้นดังกรอบแกรบราวกับมีใครวิ่งบนฝ่ามือของเวลา ณีเหยียบพื้นหน้าแพนทรีแล้วหยุดมองภาพถ่ายเก่ากรอบดำแขวนผนัง เด็กหญิงคนหนึ่งในชุดกระโปรงชีฟอง มองลอดกระจกด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ
“ลูกสาวอดีตเจ้าของคฤหาสน์ หายตัวไปตอนแปดขวบ” ณีเอ่ยเสียงเบา
อัมพวันกลืนน้ำลาย “แล้ว…เจอมั้ยครับ”
“ไม่มีใครเจอ — เค้าว่าคืนไหนคลื่นแรงๆ จะมีคนร้องไห้แถวบันไดไม้”
หลังข้าวของถูกจัดวางในห้องใต้หลังคา อัมพวันนั่งจ้องมือถือในความมืด รอยยิ้มของเด็กหญิงบนภาพถ่ายยังติดตา ขณะที่แสงจากโทรศัพท์ส่องผ่านม่านลายดอก แสงเงาต้นสนสะท้อนบนผนังกลายเป็นเงาร่างมนุษย์ต่ำ ๆ เสียงคลื่นซัดเข้ากลบหัวใจที่เต้นระรัว
ณีเดินเข้ามานั่งข้างบนเตียง ผมหอมกลิ่นควันบุหรี่จาง ๆ “นายกลัวอะไรที่สุด” เธอถามขึ้นเบา ๆ
อัมพวันเงียบไปสักครู่ มือกำผ้าปูที่นอนจนยับ ก่อนตอบเบา “กลัว…เสียทุกอย่างที่รัก”
ณีสบตาเขา พลางหันไปมองนอกหน้าต่าง “ที่นี่ ไม่มีอะไรเสียไปตลอดกาล ถ้าไม่ยอมรับว่ามันหายไปแล้ว”
วันต่อมา อัมพวันเดินสำรวจรอบคฤหาสน์ พุ่มดอกจิกข้างซุ้มรั้ว พบรอยเท้าเล็ก ๆ บนทรายที่ดูสดใหม่ผิดปกติ แม้เมื่อคืนไม่มีใครนอกจากเขากับณี อัมพวันตามรอยไปสุดปลายสวน พบตุ๊กตาไม้เก่า ๆ ฝังทรายอยู่เพียงครึ่งตัว เขาทำหน้าลังเล แต่ก็หยิบมันขึ้นมา เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ลอดลมมาเป็นระยะจนขนลุกซู่
เย็นวันนั้น ขณะกินข้าวเย็นเงียบ ๆ ณีเอ่ยถาม “นายเชื่อเรื่องวิญญาณมั้ย”
อัมพวันชะงักตะเกียบ “เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น…”
ณีหัวเราะในลำคอ “บางอย่างที่มองไม่เห็น มันก็ฝังอยู่ในใจทุกคนใช่มั้ย”
กลางดึกคืนหนึ่ง อัมพวันสะดุ้งตื่นด้วยเสียงกรีดร้องปลายโถง เขาลังเลจะออกจากห้อง แต่ในสุดก็ย่องลงบันได พบณียืนหันหลังอยู่ในความมืด ณีถามเสียงเย็น “นายเคยเห็นเด็กผู้หญิงร้องไห้ในความฝันมั้ย”
อัมพวันไม่ตอบ เพียงยืนนิ่ง น้ำเสียงสั่น “เมื่อคืนผม…ฝันแต่เสียงคลื่น”
ณีถอนหายใจ “ถ้าเสียงนั้นยังดังอยู่ในใจ แม้เราจะตื่นแล้ว — มันก็ไม่ใช่แค่ความฝัน”
รุ่งเช้า ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องทำโลหิตเย็นเฉียบ อัมพวันเดินเข้าห้องเก็บของ พบรอยเลือดจาง ๆ บนผนังที่ถูกทาสีทับไว้ นาฬิกาเก่าสั่นกระตุกเองทั้งที่ไม่มีใครแตะ มือเขาสั่นเทา เมื่อพบกระดาษแผ่นหนึ่งซ่อนใต้ลิ้นชัก ‘เธอ…คือคนเดียวที่เห็นฉัน’ เขารีบเก็บซ่อนไว้ก่อนณีเดินมา
ณีจ้องเขม็ง “นาย…เจออะไรเหรอ”
“ไม่มีครับ แค่หาอะไรอ่าน”
“อย่าหาอะไรที่ไม่ควรรู้ จะหลับยาก” ณีสะบัดผม เดินออกไปทั้งที่สายตาห่วงใยยังฉายอยู่ใต้แววตาเย็นชา
เย็นวันต่อมา ขณะที่แดดรำไรใต้เงาสน อัมพวันตัดสินใจเดินถึงชายหาด พบเงาร่างเล็กวิ่งลับตาในแนวโขดหิน เด็กหญิงผมเปียหันหน้ามา — ดวงตากลวงเปล่าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา อัมพวันถอยหลัง มือสั่น ก่อนเสียงเรียกชื่อเขาจะดังขึ้นในหัว ไม่ใช่เสียงใคร แต่เสียงตัวเองในวัยเด็ก
อัมพวันทรุดนั่ง กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ณีมาเจอเข้า เธอยืนเงียบอยู่นานก่อนถาม “นายนี่มันอ่อนแอยิ่งกว่าเด็กอีก”
“ผมไม่กล้า…จะรับความจริงบางอย่าง”
ณีคุกเข่าข้างเขา กำมือเขาแน่น “ความกล้าไม่ใช่ไม่มีความกลัวหรอกนะ แต่มันกล้าพอจะเจอหน้าความกลัวต่างหาก”
คืนนั้น ขณะเสียงคลื่นซัดไม่หยุด เงาประหลาดใต้สนยืนรอริมขอบหน้าต่าง อัมพวันเปิดม่านแต่อยู่เฉย ๆ นัยน์ตาเด็กหญิงเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ใจเขาสั่น เขาเอามือลูบหลังมือของตัวเองในความกลัว จนเงานั้นค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมเสียงหัวเราะเบาบาง
วันรุ่งขึ้น ณีเดินสวนออกไปริมทะเลพร้อมแฟ้มกระดาษในมือ อัมพวันตามไปพบเธอนั่งขีดเขียนบนหิน ณีหันมาพูดเสียงเบา “นายรู้มั้ยว่าทำไมเราต้องเก็บความลับ — บางเรื่องถ้าพูดออกไปแล้ว มันอาจจะเปลี่ยนทุกอย่างที่เราเชื่อ”
อัมพวันสบตาเงียบ ริมตาแดงก่ำ
เย็นวันค่ำคล้อย ทั้งสองนั่งล้อมไฟหน้าเกลียวคลื่น ณีเปิดแฟ้มกระดาษ ภาพถ่ายเด็กหญิงในชุดชีฟองคือคนเดียวกับในกรอบข้างบันได “นี่…น้องสาวพี่ — หายไป ไม่มีใครยอมรับ เค้าตายตั้งแต่วันแรกที่มาถึงทะเลนี้” ณีน้ำเสียงแผ่วสั่นอย่างที่อัมพวันไม่เคยได้ยิน
“ผม…ก็สูญเสียแม่ตอนเด็ก — ผมหนี ไม่กล้ากลับบ้าน ไม่กล้ามองหน้าใคร”
ณีลูบหลังมือเขา “นายต้องให้อภัยตัวเองก่อนนะ”
กลางดึก เงายืนใต้หน้าต่าง ณีลุกขึ้น ตามแสงสว่าง สองคนเดินไปกลางสวน เงาเด็กหญิงยิ้ม น้ำตาไหลพราก บอกเสียงก้องในหัว “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ฉันหายไป”
อัมพวันโผกอดเงานั้น น้ำตาไหล ไม่กลัวอีกต่อไป ณีมองจ้องภาพนั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
คืนนั้น อัมพวันนั่งริมระเบียง ลมทะเลเย็น ตัวเขาเบาโหวงราววางภาระที่แบกมานาน ณีเดินมานั่งข้าง ดวงตาอ่อนโยน มือเอื้อมแตะหัวไหล่เบา ๆ
“ขอบคุณที่ไม่หนีอีกต่อไป” เธอกระซิบ อัมพวันยิ้มทั้งน้ำตารับแสงตะวันใหม่เหนือชายหาด ขับไล่เงาทุกอย่างที่ค้างคาในใจ ก้าวต่อไปสู่วันใหม่โดยไม่หลบซ่อน