เกาะล่องลอยแห่งความเงียบ
คลื่นกระทบตัวเรือเบา ๆ ขณะเรือสำรวจไม้สีซีดลอยกลางทะเล ทุกคนในกลุ่มต่างนั่งกระสับกระส่าย ภายในเรือลำเล็กนั้นประกอบไปด้วย ยอด แกนนำวัยสิบแปด ท่าทีแน่วแน่แม้สีหน้าแฝงกังวล ภูกับเจ เกลอซี้ค่อยเกาะขอบเรือเงียบ ๆ บัว สาวขี้เล่น ผู้ชอบแซวทุกสถานการณ์ และกิ๊ฟ เด็กหญิงหน้าตาเศร้าซ่อนความคิดมากไว้อย่างมิดชิด ส่วนคนสุดท้ายคือมุก ผู้มีรอยยิ้มจาง ๆ แต่สายตาหลบเลี่ยง สายหมอกหนาเริ่มคลุมรอบเรือ ขณะที่ใกล้เข้าเกาะ สีความเงียบแกว่งไกวเต็มพิกัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใกล้ถึงไหนแล้ววะเนี่ยยอด…” เจหันมาถาม สีหน้าพลางยักไหล่อย่างรำคาญ “มึงแน่ใจว่าแผนที่มึงหาเจอจริง ๆ ใช่ป่ะ”
ยอดเม้มปากแน่น ก่อนตอบ “ถ้าอยากรอดก็ต้องลองแหละ” สายตาเหลือบมองไปทางบัว ผู้หัวเราะเบา ๆ พยายามตลกกลบเกลื่อน “ถึงจะมีแค่เรือกับแผนที่ขาด ๆ กูก็ยังคิดว่าควรกลับไปตั้งแต่เมื่อเช้า…”
“ไอ้ภู มึงเตรียมเสบียงไงวะ เราไม่ได้มาเล่นเกมเอาตัวรอดนะ” มุกเปรยเสียงเจือกัด
ภูแค่นเสียง “เขาว่ารอดได้ถ้าไม่แตกคอกันเอง…”
เรือเทียบท่าโขดหิน เด็กทั้งหกกัดฟันลากสัมภาระขึ้นฝั่ง หมอกคลุมจนแทบมองไม่เห็นเท้า เมื่อยืนบนชายหาด พวกเขาตบฝุ่นไหล่และมองกวาดรอบขอบฟ้า เกาะที่ไม่มีชื่อ ดูรกร้างแต่แฝงความลึกลับ นกไม่มีเสียงลมไม่พัด แปลกประหลาดจนทุกคนเงียบงัน
“เราต้องพอใจกับสิ่งที่มี” ยอดว่าแล้วก้าวนำไปก่อน
เจขยับตามหลัง หญิงกระโดดหลบไกล “สาบานเมื่อตะกี้เหมือนเสียงใครกระซิบ…”
ภูกอดตัวเองแน่น มองไปรอบ ๆ “มึงก็อย่าเพ้อ มันไม่มีอะไรทั้งนั้น”
แผนที่ฉีกขาดในมือยอดกลายเป็นเพียงแค่ร่องรอยเส้นจาง ๆ พวกเขาพยายามเดินไปยังส่วนในของเกาะ ไม้ใหญ่ทอดเงาทึบ บัวขยี้รองเท้ากับโขดหิน “ยุงกัดเหมือนขี้ผึ้งอ่ะ ใครเอายาทาไปบ้าง?”
กิ๊ฟซุกมือในกระเป๋า ไม่เอ่ยอะไร สายตาจับทุกการเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ “เสียงเมื่อกี้…นี่มัน….”
แต่ยังไม่ทันจบประโยค เสียงตกแหลมแตกพร่าเล็ดลอดออกจากพุ่มไม้ ทุกคนหยุดเดินโดยอัตโนมัติ ยอดขยับเท้าช้า ๆ เดินไปเผชิญหน้าก่อน “ใครอยู่ตรงนั้น!”
ไม่มีเสียงตอบกลับ นอกจากสายลมพัดวูบเดียวแล้วเงียบสนิท กิ๊ฟตัวสั่น ภูกระซิบที่ข้างหู “ไปต่อเถอะ เดี๋ยวมันก็เช้า” แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดตัวเองได้
ค่ำคืนแรกทั้งกลุ่มรวมตัวล้อมกองไฟ กองไฟกะทัดรัดที่พยายามก่อขึ้นแทบจุดไม่ติด มุกโยนไม้แห้งลงเพลิง บัวเหล่มองยอด “พ่อกล้าหาญเราเมื่อกี้แอบกลัวใช่ไหม?”
ยอดหัวเราะแห้ง “มันไม่ใช่เกาะผีสิง มึงก็แค่…” เขาชะงัก เมื่อมีเสียงกระทบวัตถุจากในพุ่มไม้ ภูค่อย ๆ ยกร้องเท้าขึ้น กิ๊ฟกลืนน้ำลาย
“บัว ไปหยิบไฟฉายในสัมภาระให้หน่อย” ยอดพูดเบา ๆ
บัวลังเล ก่อนรีบเดินไปหยิบไฟฉายในเป้ ระหว่างก้มค้น เสียงกระซิบเย็นเยียบข้างหู “กลับออกไป…” หญิงปล่อยเป้ตก ใบหน้าซีดเผือด หันกลับมา ทว่าทุกคนยังนั่งอยู่รอบกองไฟ
บัวค่อย ๆ กระซิบเบา ๆ “เมื่อกี้…กูได้ยินเสียง…”
ภูหัวเราะกลบเกลื่อน “มึงก็อุปาทาน เอ็งไม่เคยดูหนังผีเหรอไง?”
มุกพูดเสียงเย็น “อย่าทำเป็นไม่เชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน บางอย่าง…มันจริง”
ยอดมองหน้าทุกคน “เลิกทะเลาะกันได้มั้ย เราต้องร่วมมือถ้าอยากรอด”
คืนนั้นไม่มีใครนอนเต็มตา ทั้งกลุ่มเฝ้ากองไฟจนฟ้าเริ่มสาง เสียงจิ้งจกและจิ้งหรีดเงียบ ยังไม่มีสิ่งผิดปกติ แต่ความอึดอัดเริ่มคืบคลาน
เช้าวันถัดมา ทุกคนแยกย้ายเดินสำรวจเกาะ บัวกับเจแยกไปทางเหนือ พระอาทิตย์อ่อนแรงเหมือนอยากหลบหลังเมฆ เจลื่นไถลตีนท่อนไม้ “โถวะ น้ำดื่มก็หมด จะหาจากไหน”
บัวมองเข้าไปในป่า “ที่กิ๊ฟหอบกระติกน้ำมากับฉันเมื่อคืน มันยังอยู่ไหม”
“ไปเอากับกิ๊ฟ…”
สองคนเดินกลับไปที่ชายหาด พบกิ๊ฟนั่งเหม่อ มือแนบขวดน้ำเปล่า “เมื่อคืนฉันฝันเห็นแม่”
บัววางมือลงบนไหล่ “ที่นี่มัน…ทำให้คิดถึงบ้านเนอะ”
มุกเดินมาสมทบ “ไม่มีใครเจออะไรเลยเหรอ?”
เจส่ายหัว “มีแต่เสียงประหลาด ๆ”
ยอดเดินเข้าไป สมทบ “ฟังนะ…เราต้องวางแผน ช่วยกันค้นหาเส้นทางออก ไม่ใช่มานั่งเถียง”
ทุกคนเงียบ กิ๊ฟเงยหน้ามองยอด “ถามจริง…ยอดคิดว่าพวกเราจะรอดไหม?”
ยอดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ถ้าไม่โกหกกัน…ก็น่าจะรอด”
สายลมพัดอ่อน ๆ ก่อนดอกหญ้าขาวขลิบปลิวเข้าปะทะหน้าทุกคน เงียบงัน นัยน์ตาแต่ละคนต่างอ่านความหวาดหวั่น
ค่ำคืนที่สอง เมฆคลุมท้องฟ้า กองไฟไร้แสง มุกกลับนั่งร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ริมน้ำ เจเข้าไปนั่งข้าง “ถ้าเรารอดกลับไป…มุกอยากทำอะไร”
มุกหายใจลึก “อยากขอโทษแม่ อยากแก้ไขเรื่องที่ทำผิดในใจ”
เจมองน้ำ “ฉันเหมือนกันนะ เคยคิดทำแบบนั้นหลายครั้ง…”
เสียงระรื่นในความเงียบแว่วมาอีกครั้ง บัวขยับถอยห่าง “ทุกทีที่กลางคืนนี้…เสียงนั่นมันจะดังขึ้นใช่ไหม”
ภูมองสบตาวิ้ง “นี่…พวกมึงคงไม่ได้เล่นตลกใช่มั้ย”
ยอดจับหัวตัวเองแน่น “ไม่…เราต้องอยู่รอดให้ได้ แม้จะกลัวขนาดไหน…”
เช้าวันที่สาม ลมกรดพัดหนัก เสาเต็นท์หัก ทุกคนรีบตื่นช่วยกันซ่อม อาการวุ่นวายทำให้เจทะเลาะกับยอด เจโวยวาย “พวกเราติดอยู่ที่นี่ก็เพราะมึง!”
ยอดฉุน “งั้นมึงกลับเองดิ!”
บัวจับมือทั้งสองคน “เฮ้ย…หยุด! ต้องช่วยกันสิ”
อีกฝั่งภูจับแขนกิ๊ฟ “อย่าแยกกัน…ถ้าใครหายไปก็ยุ่ง เราต้องอยู่ด้วยกัน”
แต่ยามค่ำ กิ๊ฟกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สองชั่วโมงผ่าน ทุกคนตะโกนเรียกหา หลบหลีกเงามืดในป่า มุกมือสั่นควานหาไฟฉาย แว่วเสียงร้องไห้กระซิบมาจากโขดหิน เจวิ่งนำยอดตามไป ขณะที่บัวสะอื้น
ยอดถามด้วยเสียงเค้น “เธอเป็นอะไร เธออยู่ไหน?”
กิ๊ฟเฉย เมินสายตาทุกคน น้ำตาคลอเบ้า มุกกลั้นใจ “ถ้าไม่อยากพูดไม่เป็นไร…แต่ขอให้อยู่กับเรา มันน่ากลัวจะตาย”
เสียงในป่ายังคงอยู่ ส่วนลึกในใจทุกคนต่างถูกความกลัวแต่ละคนกัดกิน ยอดจำใจสารภาพ “กูเป็นคนผลักให้ทุกคนมาติดที่นี่…กูอยากหนีสิ่งที่กลัวในตัวเอง แต่แม่ง…ยิ่งใกล้ตาย กูยิ่งกลัว”
มุกมองหน้าทุกคน “แล้วเราล่ะ กลัวอะไรบ้าง?”
บัวเงียบนาน ก่อนแย้ม “กลัวต้องอยู่คนเดียว…”
ภูเสริมเสียงเบา “กลัวว่าเพื่อนจะทิ้งกันไปตลอด”
กิ๊ฟเช็ดน้ำตาตัวเอง “ฉันกลัวว่าทุกอย่างที่หวังจะสูญเปล่า ฉันกลัวเสียงในหัวตัวเอง…”
แนวร่มเงาปรากฏ หญิงชรานิรนามโผล่จากขอนไม้ “ถ้ากลัว…ก็เลือก—จะพูดความจริง หรือจะวิ่งหนีต่อไป”
ทุกคนชะงัก เหม่อมองหญิงชรา ปากแต่ละคนขยับแต่ไม่มีเสียง ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้ทุกคนตัดสินใจสารภาพบางสิ่งของตนเอง เสียงปริศนาเริ่มจาง ป่าทั้งป่าดังเงียบ แสงจันทร์สาดกลางหมอกหนา
เจสารภาพรักกับบัว แต่ถูกบัวปฏิเสธอย่างสุภาพ “ขอโทษนะ ฉันรักภู…” เจเสียใจแต่ยิ้มให้อย่างเข้าใจ
ภูยืดอกบอกกับทุกคนว่าเคยทรยศความเชื่อใจของเพื่อนสมัยเด็ก มุกเปิดเผยว่ามีความลับเรื่องครอบครัวที่ไม่เคยบอกใคร ยอดอดทนฟังน้ำตาซึม กิ๊ฟเปิดใจกับเสียงในหัวตัวเองเป็นครั้งแรก หญิงชราหายไปเหมือนเป็นเพียงภาพลวงตา
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าสว่างขึ้นอย่างแปลกประหลาด เสียงนกร้องกลับมา เงียบสงบกลับคืน เมื่อทุกคนเดินไปถึงขอบหน้าผา กลับพบแผนที่ใหม่วางอยู่ตรงหน้า
ยอดมองรอยยิ้มของทุกคน “เราเปลี่ยนไป…แต่ต่อจากนี้ ทุกคนต้องเลือกเองว่าจะซ่อนหรือจะกล้าเผชิญ”
บัวสบสายตาทุกคน “ขอบคุณ…ที่ไม่ให้ฉันอยู่คนเดียว”
เมื่อกลับมาถึงเรือ เสียงในหัวเงียบลง พวกเขาหัวเราะกับกันเพื่อเติมจิตใจให้กันและกัน พลังใหม่หลั่งไหล ทุกคนขึ้นเรือล่วงหน้ากลับบ้าน ภาพสุดท้ายทิ้งไว้ที่กิ๊ฟหยุดยืนหันกลับไปมองเกาะอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณเบา ๆ กับลมทะเล “ความกลัว…มันสอนให้เราเป็นมนุษย์”