สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายฝน
เสียงฝนตกพรำเคล้าเสียงแว่วของนักเรียนมัธยมต้นและปลายในโรงอาหาร โรงเรียนอมรรัตน์เป็นโรงเรียนขนาดกลางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใต้หลังคาเหล็กสนิม แววกำลังนั่งอ่านหนังสือข้างหน้าต่างที่เปียกชื้น เธอเหม่อมองสายฝนข้างนอก พลเดินเข้ามานั่งตรงข้าม วางถุงขนมลงแล้วนิ่งไปเล็กน้อยราวหาคำพูดไม่เจอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่เลิกฝนเลยเหรอ” พลพูดเบา ๆ สีหน้าคล้ายกำลังระวังอะไรบางอย่าง
แววเงยหน้าจากหน้าหนังสือ ส่งยิ้มจาง ๆ ทั้งที่ในใจไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย แต่ก็อดรู้สึกว่าเธอกำลังรออะไรบางอย่างจากเขาไม่ได้
“อืม ถ้าเลิกแล้ว รถน้ำคงพราดไปตั้งนานแล้ว” ผู้คนรอบข้างยังหัวเราะกันพลางหนีฝน พลจ้องมือของตัวเองบนโต๊ะสูดลมหายใจยาว
“มีอะไรหรือเปล่า เห็นทำหน้านิ่งมาสองวันแล้ว” แววถามพลางปิดหนังสือ พลเกาศีรษะ สายตากดต่ำ
“เปล่า…แค่คิดอะไรนิดหน่อย” เขาตอบ ไม่สบตา พลมือเย็นเฉียบจากสัมผัสของข้างแก้วน้ำแข็ง แต่หัวใจร้อนวูบเพราะคำถามนั้น
“ถ้าไม่สบายใจก็บอกได้นะ” แววพูด ก่อนเงียบ พวกเขายังไม่สนิทพอที่จะแชร์ทุกอย่าง แต่ช่วงหลัง พลก็มานั่งด้วยบ่อยขึ้น—แบบไม่มีเหตุผลชัดเจน
เสียงฝนตกถี่ขึ้น คนในโรงอาหารโหวกเหวกมากขึ้น พลตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง
“เธอทำการบ้านคณิตเสร็จหรือยัง เราไม่เข้าโจทย์นี้เลย” พลยื่นสมุดให้ แววยิ้มบาง ๆ รับมา เปิดดูเลคเชอร์ที่ผ่านมา
“คือ…ข้อสิบเก้า ถ้าใช้สูตรนี้…” เธอฟุบหัวลง ความใกล้ชิดทำให้พลเห็นเสี้ยวหน้าของแววตอนตั้งใจ ซึ่งเขาเผลอจ้องจนไม่รู้จะหลบสายตาไปทางไหน “เข้าใจตรงนี้ไหม?”
“เข้าใจขึ้นบ้าง” พลตอบส่งเสียงหัวเราะแผ่ว “ก็ขอบคุณ…”
เสียงกริ่งหมดคาบพักดังขึ้นแต่ฝนยังไม่หยุดตก พวกเขาเก็บของไปขึ้นห้องเรียนพร้อมกันในความเงียบอันแสนอึดอัด ก่อนแยกย้ายเมื่อถึงทางโค้งตึกเรียน
เวลาผ่านไปหลายวันถึงจะมีใครเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ พลแกล้งหาเรื่องพูดเสมอ แต่ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์เหมือนจะขยับก็กระท่อนกระแท่นเหมือนลื่นน้ำขังในทางเดินใต้ตึก
ช่วงบ่ายวันศุกร์ แววเดินเหม่อผ่านลานหญ้าหลังตึกท่ามกลางแสงแดดอ่อน เสียงเท้าของพลและเพื่อน ๆ ของเขาไล่หลังมา ทุกคนหัวเราะแบบเด็กผู้ชาย พอเห็นแวว พลนิ่งไปชั่ววินาที
“เอ้า ไปกินไอติมกันไหม” เพื่อนพลชวนยิ้ม ๆ
“ไม่ไปหรอก เธอคงไม่ชอบคนเสียงดัง” พลตอบ ทั้งที่ปกติจะหัวเราะล้อเลียน เพื่อนบางคนเหล่มอง ก่อนพลค่อย ๆ เดินมาหาแววอย่างระวัง
“เราดูเหมือนคนโลกส่วนตัวจัดจังเลยเนอะ” แววพูดโดยไม่มองหน้า แต่พลแค่หัวเราะเบา ๆ
“จะว่าแบบนั้นมันก็ใช่มั้ง แต่หมายความว่าจริงไหมล่ะ” พลเสียงอ่อนลง แววกลอกตาแล้วหยุดเดิน “ก็บางเรื่อง…ไม่รู้จะพูดกับใครนอกจากตัวเอง”
เสียงนกและแมลงวันศุกร์เงียบไปช่วงหนึ่ง พลกระเถิบเข้าใกล้ ราวกับจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ
“แล้ว…ถ้ามีคนอยากฟังล่ะ” พลพูดเบา ๆ
แววสบตาพลเพียงแวบเดียว เธอส่ายหัวช้า ๆ
“บางเรื่อง บางทีพูดไปก็ไม่ช่วยอะไร” เสียงเธอแผ่วจนเกือบไม่ได้ยิน
“ก็อาจใช่…” พลถอนหายใจ แล้วยิ้มฝืน ๆ “แต่เธอก็ไม่ได้ปิดใจเสมอไปใช่ไหม”
แววไม่ตอบ เดินต่ออย่างเงียบ ๆ เสียงเท้าของพวกเขาสองคนนำไปสู่จุดที่ทั้งสองกลืนเสียงตัวเองและเรื่องราวในใจ
หลังสอบปลายภาค บรรยากาศผ่อนคลายกว่าเดิม หลังเรียน เพื่อนในกลุ่มนัดกินหมูกระทะท้ายซอยบ้านพล แววลังเลเพราะห่างกับกลุ่มนี้พอสมควร พลเดินมาคุยกับเธอเมื่อเห็นเธอจะปฏิเสธ
“ไปด้วยสิ อย่าปล่อยให้เราอยู่กับพวกเสียงดัง ๆ คนเดียวเลย” พลแหย่เธอเหมือนหาทางออกให้ตัวเอง
“เธออยากให้ไปจริง ๆ เหรอ” แววถามเสียงเบา “หรืออยากชวนเฉย ๆ”
“อยาก…มากกว่าชวนธรรมดานั่นแหละ” พลหลบตา หัวเราะแผ่ว ๆ “ไปด้วยกันนะ”
แววยิ้มบาง พลยิ้มตอบอย่างโล่งอก เพื่อน ๆ แซวกันเสียงดัง แต่แววก็ยอมไปกับเขาในคืนนั้น
ในวงหมูกระทะ ความร่าเริงของเพื่อน ๆ เดินสวนกับความเงียบที่ปกคลุมแวว พลเองเงียบไปบ้างเป็นระยะ ยิ่งเห็นเพื่อนบางคนเอื้อมตักผักลวกให้แววหรือพูดอะไรประชดประชัน ทั้งสองต่างก็เหมือนจะหลบสายตากันเอง
“เพื่อนเราชอบแซวอะไรเงี้ยะ ไม่รำคาญใช่ไหม” พลพูดขณะเก็บจาน
“ชินแล้วล่ะ เรารำคาญคนที่พูดแต่ไม่ได้ถามเราจริง ๆ มากกว่า” แววบอก พลยิ้มรับ ก่อนนิ่งไปเหมือนลังเลจะพูดหรือไม่
“บางทีการอยู่กับกลุ่มก็ไม่ง่ายใช่ไหม” พลกระซิบ “เราก็เคยพลาดเรื่องใกล้ ๆ ตัวหลายที”
แววสบตาเขา เกิดความเงียบชั่วคราว พลเปลี่ยนเรื่องทันที
“เดี๋ยวจะเดินไปส่งบ้านให้” เสียงพลเบา แววพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่รู้ว่าบ้านอยู่ไม่ไกล
ค่ำคืนนั้นขณะเดินกลับบ้าน มีกลิ่นดินเปียกฝนคลุ้งออกมาในอากาศ แววมองดูฝ่าเท้าตัวเอง พลเดินเคียงข้างไม่มีใครพูดอะไร ทั้งสองเหมือนคนที่มีบางอย่างติดอยู่ในใจ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง
ช่วงน้ำท่วมกลางฤดูร้อน โรงเรียนหยุดหลายวัน แววนั่งกระวนกระวายอยู่บ้าน เพราะไม่ได้คุยกับกลุ่มเพื่อนเลย มีเพียงข้อความจากพลที่ส่งมาเป็นระยะ ๆ
“เป็นไงบ้าง น้ำท่วมแถวบ้านหนักไหม”
“ไม่มาก แต่ขี้เกียจอยู่บ้านเฉย ๆ มากกว่า” แววตอบไปแบบนั้น ทั้งที่ลึก ๆ กำลังรอข้อความใหม่จากเขาอยู่
แววกับพลคุยกันมากขึ้นในช่วงที่แยกจากกลุ่มเพื่อน ต่างคนต่างมีความกล้าเผชิญกับบทสนทนาที่ยาวและลึกขึ้น นาน ๆ ครั้งที่แววหัวเราะเสียงดังอย่างที่ไม่เคยกล้าเวลามีคนอื่นอยู่ใกล้
วันหนึ่ง พลชวนแววออกไปเดินตลาดนัดข้างโรงเรียนในวันฝนพรำ เขาส่งข้อความมาหาแต่เช้า
“ไปเดินตลาดด้วยกันไหม อยากซื้อขนมให้แม่”
แววอ่านข้อความ เงียบไปพักใหญ่ ก่อนพิมพ์กลับ
“โอเค เจอกันที่ป้ายรถเมล์นะ”
ตลาดวันนั้นวุ่นวายไปด้วยเสียงผู้คน กลิ่นขนมและกลิ่นปลาแห้งผสมกัน แววเดินหลบผู้คน พลเดินข้าง ๆ บางจังหวะเกือบจับแขนเธอเมื่อเธอลื่นบนพื้นเปียก
“ระวังนะ พื้นลื่นมาก” พลเอ่ยพลางยื่นแขน แววรีบเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใบหน้าแดงน้อย ๆ
ระหว่างเลือกขนม พลเหลือบมองแววเป็นระยะ สังเกตเห็นเธอเลือกขนมขบเคี้ยวแปลก ๆ
“ชอบขนมหรือเลือกสำหรับใคร” พลถามลอย ๆ
“สำหรับน้องชาย…เขาป่วย ไม่ได้มาโรงเรียนหลายวันแล้ว” แววพูดเสียงอ่อน พลพยักหน้าช้า ๆ มุมปากเจื่อน ความเงียบร่วงลงมาแทรกระหว่างพวกเขา
“ขอโทษนะที่ถามอะไรไม่เข้าท่า” พลพูดเสียงเบา แววอมยิ้มให้เล็กน้อย เธออยากจะบอกว่าชอบถูกถามเหมือนกัน แต่กลับกลั้นมันไว้ข้างใน
เดินมาอีกช่วงหนึ่งแววหยุดเดินกะทันหัน เธอหยุดมองซุ้มร่มริมถนน
“เคยคิดว่าถ้ามีคนรับรู้สิ่งที่เรารู้สึก…คงดีเนอะ” แววเอ่ยเบาๆ พลไม่ตอบ เพียงยิ้มเศร้า ๆ
“แต่พูดออกมาก็กลัวว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปใช่ไหม” พลพูดต่อ ตัวเองก็ตระหนักว่ากำลังพูดกับตัวเองเหมือนกัน
ฝนตกหนักขึ้น สายฝนพรำจนเงียบเสียงนักแสดงพื้นถนน ทั้งสองหลบเข้าร้านขนมริมทาง มองฝนสาดกระจกเหมือนชีวิตที่ยังหาทางออกไม่ได้
ในร้านฝน เสียงฝนบนหลังคาดังกลบเสียงทุกชนิด พลจ้องมือของตัวเอง แววนิ่งงันจ้องฝน เธอชั่งใจอยู่นานก่อนพูดออกมา
“ช่วงนี้เรารู้สึกว่าทุกคนคาดหวังให้เราเป็นคนเก่ง…แต่บางทีก็ไม่รู้จะไปต่อยังไง”
พลเงียบ เขาไม่ยื่นคำแนะนำ มีเพียงรอยยิ้มและการนั่งฟัง แววรู้สึกว่าความเงียบนี้ทำให้เธอพูดต่อได้
“เรากลัว กลัวว่า…ถ้าทำอะไรผิดจะไม่มีใครให้อภัย”
พลขยับมือช้า ๆ “เราเคยพลาดแรง ๆ มาแล้วนะ แววจำได้ไหม…ปีที่แล้วเรื่องสอบเข้า”
แววพยักหน้าน้อย ๆ พลถอนหายใจยาว นี่คือครั้งแรกที่เขาพูดถึงอดีต
“เรารู้สึกแย่กับเรื่องนั้นนานมาก ตอนนั้นคิดว่าทำลายโอกาสของตัวเองไปแล้ว”
แววจ้องหน้าเขานาน “แต่เธอก็ยังยิ้มได้นี่”
“เพราะมีคนที่ไม่ตัดสินเรา” น้ำเสียงพลอ่อนโยน แววหลุบตาลง เงียบไปนาน
เสียงฝนเริ่มซา ทั้งสองเดินออกจากร้านเงียบ ๆ พลยื่นร่มสีฟ้าเก่า ๆ ให้แวว
“เอาไว้ใช้วันไหนฝนตกแรง ๆ” พลพูดยิ้มบาง ๆ
“จะให้เราจริง ๆ เหรอ”
“ร่มสำหรับคนที่กลัวฝนน่ะ” พลยื่นมือให้ แววรับไว้ ทั้งคู่ยืนเงียบ สายลมเย็นจนต้องถอยเข้าหากัน
เมื่อเวลาผ่าน วันเปิดภาคการศึกษาใหม่ ทั้งสองได้รับหน้าที่เป็นกรรมการนักเรียนร่วมกัน การทำกิจกรรมมากขึ้นทำให้มีโอกาสปะทะอารมณ์บ่อย แววตั้งใจจริงจังเกินไป พลกลับชอบเล่นมุกกลบความตึงเครียดจนเกิดการขัดแย้งถี่ขึ้น
“ทำงานกับเธอยากจัง ทุกเรื่องฉันผิดไปหมด” พลพูดเสียงแข็งกลางห้องประชุม
“เราแค่ไม่อยากให้มีปัญหา…เลยคิดเยอะไปหน่อย” แววเสียงเบา เธอรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่อยากขัดเขาจนเกินไป
“บางทีก็ไม่ต้องเข้มงวดขนาดนั้นหรอก” พลตำหนิเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องประชุม ทิ้งแววนั่งแน่นิ่ง
วันต่อมาทั้งคู่แทบไม่พูดกัน ต่างคนต่างเว้นระยะห่าง แม้จะเหลียวมองหากันเป็นระยะ
ข่าวลือเริ่มแพร่ไปทั่วโรงเรียนว่าพลแอบชอบใครบางคนในคณะกรรมการ แววได้ยินคำซุบซิบเหล่านั้น หลายคนแซวเธอ แววตอบเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ปฏิเสธและไม่กล้ายืนยัน
คืนหนึ่งแววกดอ่านข้อความในโทรศัพท์ ซ้ำ ๆ มีข้อความจากพลทิ้งไว้แต่เช้า “ถ้ามีอะไรอยากคุย…โทรมานะ”
แววตะล่อมใจอยู่นาน กดโทรออก เสียงรอสายซัดเข้ากับเสียงฝนตกริมหน้าต่าง
“พล…” เธอพูดแค่นั้น ความเงียบกลืนสายไปอึดใจยาว
“อืม…เราอยู่ฟังนะ”
“เรากลัว…กลัวว่าถ้าพูดความรู้สึกไป ทุกอย่างจะเปลี่ยน”
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน” พลเสียงแผ่ว
เสียงฝนดังกลบความลังเลนั้น ทั้งสองเงียบกันไปอีกนาน
“ถ้าสักวัน…เธอพร้อม เราก็ยังจะอยู่ตรงนี้” พลพูดทิ้งท้ายก่อนสายจะตัด
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศเหมือนจะดีขึ้น ทั้งสองเริ่มทักทายสั้น ๆ แม้จะยังไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่ระยะไกลเหมือนเคย
ช่วงกิจกรรมวันกีฬา แววกับพลต้องอยู่เวรประสานงาน เด็ก ๆ วิ่งวุ่นรอบสนาม ฝนเริ่มตั้งเค้าหนา พลกับแววหลบฝนใต้เต็นท์พลาสติก พวกเขานั่งมองสายฝนเหมือนเดิมแต่คราวนี้ไม่มีบทสนทนายาว ๆ
“อีกไม่นานเราก็คงต่างคนต่างแยกย้าย” แววพูดคล้ายวางแผนล่วงหน้า “เราไม่อยากเสียเธอไปเลย”
พลเงียบ ชั่วขณะหนึ่งเหมือนจะมีคำพูดบนปลายลิ้น แต่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเศร้า
“แต่ถ้าอะไรจะเปลี่ยน เราคงห้ามไม่ได้”
แววหลุบตา น้ำเสียงพลเหมือนยอมรับโชคชะตา
หลายวันหลังจากนั้น พลแทบไม่เข้ามาคุยกับแววเหมือนเดิม เหมือนต่างฝ่ายต้องการเวลาใช้กับตัวเอง เสียงฝนคราวนี้ไม่ได้ถาโถมอย่างช่วงก่อน เงียบเหงาและทอดยาวเหมือนระยะห่างที่พวกเขาเลือก
วันสอบปลายภาค แววนั่งหน้าห้องสอบ มือเย็นเฉียบ พลเดินผ่านมา มองอย่างลังเล
“เราขอร่มคืนได้ไหม” พลถามยิ้มเศร้า ๆ
แววมองหน้า พลนิ่งไปเหมือนไม่อยากพูดต่อ
“ถ้าไม่อยากคืนก็ไม่เป็นไร…”
แววยื่นร่มให้พล พลรับไปด้วยมือสั่นนิด ๆ
“ขอบคุณนะ…ที่ทำให้เราไม่กลัวฝน” พลเอ่ย เงียบลงอีกครั้ง สุดท้ายก็ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ฤดูฝนผ่านพ้นไป ฤดูหนาวมาแทนที่ ทั้งคู่ต่างอยู่กับชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยห่างกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเหมือนหยุดนิ่งอยู่ในความเงียบ แต่ก็ยังมีจดหมายสั้น ๆ ผลัดเปลี่ยนกันผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์
ในวันแรกของฤดูฝนถัดมา แววได้รับจดหมายฉบับใหม่จากพล
“หวังว่าวันหนึ่ง ถ้าเรากล้าพอจะพูดสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ…จะได้เจอกันในวันที่ฝนไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป”
แววยิ้ม บางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายฝนก็คือความกล้าที่จะยอมรับหัวใจตัวเอง เหมือนเม็ดฝนที่หล่นสู่พื้นในวันที่แสงแดดเริ่มส่องผ่านเมฆดำอีกครั้ง