แสงแดดยามสายกับความลับใต้ร่มไม้
เสียงจักจั่นเริ่มเร่งจังหวะรับวันใหม่ใต้เงาไม้สูงกลางลานหน้าคณะศิลปกรรม ปาล์มยืนเงียบอยู่ข้างร่มไม้ มือหนึ่งแตะเป้สะพายอย่างประหม่า จ้องมองไปยังกลุ่มนักศึกษาที่กำลังนั่งล้อมโต๊ะขาวเปื้อนรอยสีซึ่งน้ำหนึ่งกำลังหัวเราะเสียงใสกับเพื่อน ๆ อีกสามคน ปาล์มหายใจเข้าลึกประหนึ่งซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คิดอะไรอยู่แต่เช้า?” เสียงน้ำหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เขาสะดุ้งเล็กน้อย หันไปเจอหญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทยาว ผมประบ่าเกล้าหลวม ๆ เธอยกแก้วกาแฟกระดาษขึ้นป้อนกลิ่นหอมจาง “วันนี้ดูเงียบผิดปกตินะปาล์ม”
ปาล์มยิ้มแห้ง พยักหน้า “แค่นอนไม่พอ”
น้ำหนึ่งเดินเข้าใกล้ ชะโลมเสียงให้แผ่วลง “เมื่อคืน…ฝันอะไรบ้างล่ะ”
เขาส่ายหน้า “ฝันว่าโดนครูด่าอีกแล้ว ขี้เกียจตื่น”
น้ำหนึ่งหัวเราะ แต่สายตากลับกวาดดูอะไรบางอย่าง เธอทรุดนั่งข้างโคนไม้ใหญ่ พลางชวนเพื่อนอีกคนมาเติมเสียงหัวเราะให้ลานหน้าคณะ
เวลาเคลื่อนผ่านไปด้วยเสียงเครื่องบันทึกสี เสียงจานสีปะทะกัน ลูกสาวศิลปินใหญ่อย่างน้ำหนึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มเสมอ ในขณะที่ปาล์มคอยถอยห่างทุกครั้งที่บทสนทนาเปลี่ยนไปเรื่องอนาคต
เมื่อชั่วโมงเรียนบ่ายเริ่มต้น ปาล์มกับน้ำหนึ่งเดินลัดเลาะไปตามทางเดินปลอดผู้คน บรรยากาศครึ้มฝนแต่อบอุ่น น้ำหนึ่งเป็นฝ่ายเริ่ม “จะไปสมัครค่ายฝึกงานศิลปะกับเรามั้ยปีนี้”
ปาล์มหยุดเดินทันที “เรา…ยังไม่ได้คิด”
หญิงสาวเหลือบมอง “แต่ก็อยากเรียนศิลปะเหมือนกันนี่ เราเห็นนายวาดรูปใต้ต้นไม้แทบทุกวัน”
เงียบกันไปครู่หนึ่ง ปาล์มครุ่นคิด มือขยี้ชายเสื้อ “เรากลัว…กลัวทำได้ไม่ดี กลัว…ผิดหวัง”
น้ำหนึ่งถอนหายใจ “แต่ถ้ากลัวตลอด นายจะกล้าลองมั้ย? หรือจะรอให้ทุกอย่างสายเกินไป”
ปาล์มหัวเราะเบา ๆ เอ่ยประชด “เหมือนที่เราคอยรออะไรที่ไม่มีวันจะได้”
คำพูดนั้นแขวนคาอยู่กลางอากาศ น้ำหนึ่งหลบตา เวลานั้นต่างคนต่างเงียบ ปล่อยให้เสียงลมหายใจพูดแทนหัวใจที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมา
ค่ำวันหนึ่งทั้งคู่ไปดูนิทรรศการศิลปะของรุ่นพี่ ปาล์มเก็บใบแจ้งผลการเรียนไว้ในกระเป๋ากางเกง—เกรดล่าสุดไม่ดีนัก—เมื่อเดินผ่านภาพวาดขาวดำของชายคนหนึ่งโอบอุ้มหญิงสาวที่ร้องไห้ น้ำหนึ่งหยุดนิ่งอยู่นาน “ปาล์ม…ถ้านายเป็นคนในภาพนั้น นายจะพูดอะไร”
“อาจจะไม่พูดอะไรเลย” เขาตอบ ก่อนจะเติม “บางครั้ง เราก็ไม่รู้จะปลอบใครยังไงดี”
หญิงสาวเหลียวหลังมองเขา ยิ้มเจื่อน “เราเข้าใจนะ…”
ฤดูร้อนเกือบจะจบลง ทั้งสองฝันถึงอนาคตที่ไม่เหมือนกันเลย น้ำหนึ่งอยากบินไปเรียนต่อฝรั่งเศสแบบแม่ที่เคยทำ ปาล์มหวาดกลัวว่าจะอยู่คนเดียว เขาแอบฝึกฝนศิลปะทุกคืน แต่ใจไม่กล้าส่งผลงานเข้าประกวดสักที
ในคืนที่เมืองเปียกฝน น้ำหนึ่งโทรหาปาล์ม ขอโทษที่พูดจาแรง ๆ ในวันที่ผ่านมาและยอมรับว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เคยบอก ปาล์มนิ่ง ฟังเสียงร้องไห้บางเบาผ่านปลายสาย น้ำหนึ่งบอกว่าเธอไม่ใช่คนกล้าอย่างที่ปาล์มคิด เธอกลัวการจากลา กลัวพลาดโอกาสชีวิต และกลัวว่า…ถ้าเลือกปาล์ม เธอจะผิดหวังในตัวเอง
“นายเคยกลัวอะไรแบบนี้มั้ย ปาล์ม?”
ปาล์มเงียบไปครู่หนึ่ง “เรากลัว…ถ้าเธอไปแล้ว เราจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันอีก”
น้ำหนึ่งหัวเราะปนน้ำตา “เราก็กลัว…เหมือนกัน”
เช้าวันที่มีข่าวตอบรับทุนฝรั่งเศส น้ำหนึ่งไม่พูดอะไร เธอนั่งวาดภาพที่ลานใต้ต้นไม้ ปาล์มเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ แต่ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ
“เธอไปใช่มั้ย?”
น้ำหนึ่งสบตาเขา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความลังเล “เรา…ควรไปใช่มั้ย?”
“ไม่รู้สิ…เราคงไม่ควรเป็นคนตอบ”
น้ำหนึ่งหอบใบรับรองทุนออกมา ใส่มือนาย “แต่ถ้านายบอกว่าอยากให้เราอยู่ เราจะฟังนะ”
เงียบงันไปครู่หนึ่ง ปาล์มหยิบใบรับรองแล้วยื่นคืน “เราว่า…ถ้าเธอไม่ลอง เธอจะเสียใจ”
น้ำหนึ่งยิ้มเจื่อน น้ำตาปริ่มขอบตา “แล้วนายล่ะ?”
ปาล์มกลืนคำพูดลงคอ “เราคิดถึงเธอแน่ ๆ”
สองเดือนผ่านไป น้ำหนึ่งบินลัดฟ้า ปาล์มหยิบสมุดวาดเขียนเล่มใหม่ จ้องกระดาษเปล่า หัวใจโล่ง แต่ก็รู้สึกว่างเปล่า
กลางคืนหนึ่ง น้ำหนึ่งส่งรูปจากฝรั่งเศสมาให้ พร้อมข้อความเรียบง่าย : ‘ที่นั่นอากาศเย็น เราอยากแบ่งให้นาย’
ปาล์มนอนอ่านซ้ำ ๆ เขาเริ่มส่งรูปวาดใหม่ ๆ และเล่าเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิต เริ่มลงประกวดค่ายศิลปะเล็ก ๆ แม้ใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ
หนึ่งปีผ่านไป ความเงียบในบทสนทนาเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอึดอัดเป็นความคิดถึง แม้จะไกล แต่ความสัมพันธ์กลับแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งน้ำหนึ่งกลับมาเมืองไทยชั่วคราว เธอขอพบเขาที่ใต้ต้นไม้เดิม ปาล์มยืนรอ แม้ใจยังสั่นเหมือนเดิม
“นายสบายดีมั้ย?”
“ก็…พอไหว”
“อากาศฝรั่งเศสกับอากาศที่นี่ อะไรดีกว่า”
ปาล์มหัวเราะ “ที่นี่…ไม่หนาวเท่า แต่…คิดถึง”
น้ำหนึ่งเงียบไป วางมือบนกระโปรงช้า ๆ “เรายังไม่กล้าบอกอะไรนาย…จริง ๆ เรากลัวว่า ถ้าพูดไป ทุกอย่างจะเปลี่ยน”
“งั้น…อย่าเพิ่งพูดก็ได้” ปาล์มสบตา “แต่…จะรอ ถ้าเธอพร้อม”
เสียงลมหายใจสองคนสอดประสานใต้ร่มไม้เหมือนเดิม ทั้งคู่ยังไม่ได้พูดคำนั้น แต่ก็รับรู้ว่าบางอย่างเปลี่ยนไปชั่วกาล
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเขาและเธอเติบโตอย่างเชื่องช้า ไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความเข้าใจที่อบอุ่น เหมือนแสงแดดอ่อนยามสาย…ที่ส่องลงใต้ร่มไม้เสมอ