เงากระซิบในบ้านไม้โบราณ
เสียงรองเท้าหนังทึบกระทบกับพื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าว ขณะที่วินัยก้าวเข้าไปสู่โถงหน้าบ้านไม้โบราณ บ้านหลังที่เขาไม่ได้กลับมาเหยียบเกือบสิบปีแล้ว แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์จากชาวบ้านว่าคุณแม่ล้มป่วยหนัก และไม่มีใครดูแล วินัยจึงต้องทิ้งชีวิตในเมือง ตัดใจกลับมาโดยไม่เต็มใจนัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นชื้นของไม้เก่าและฝุ่นเกาะแน่นปะทะกับจมูกทันทีที่เขาเปิดประตู เสียงนกแสกร้องโหยหวนที่ชายหลังคาเวลากลางวันยิ่งตอกย้ำความอึดอัด วินัยยืนเก้ๆ กังๆ มองไปรอบบ้าน เงาไม้ทาบทับบนฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังคงอยู่ที่เดิมราวกับเวลาหยุดนิ่ง
“ไอ้วิน… กลับมาแล้วเหรอ” เสียงแหบแห้งของแม่ดังแว่วออกมาจากห้องใน วินัยเดินไปหาแม่ ซึ่งนอนซูบซีดอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยริ้วรอยและความเหนื่อยล้า สองตาแดงกร่ำจ้องมองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ
“แม่…ผมกลับมาแล้ว” วินัยวางกระเป๋าใบเล็กลง เงียบงันครู่หนึ่งก่อนจะหยิบผ้าชุบน้ำเช็ดแขนแม่ แม่สะบัดมือออกอย่างแรง “อย่าแตะ… เดี๋ยวพวกมันรู้” แม่พึมพำเสียงเบา วินัยหันซ้ายแลขวา เห็นเพียงห้องว่างเปล่า
ค่ำนั้น หลังจากต้มข้าวต้มให้แม่ วินัยเดินสำรวจรอบบ้านตามสัญชาตญาณ เดินผ่านห้องเก็บของเก่าล็อกกุญแจแน่นหนา ประตูมีรอยขีดข่วนเหมือนมีใครเคยพยายามงัด คืนนั้นวินัยนอนพลิกตัวไปมาจนดึก หูแว่วเสียงกระซิบแผ่วเบาใต้พื้นบ้าน เสียงเหมือนเด็กกำลังหัวเราะ และเสียงกระดิ่งเล็กๆ สะท้อนกลับในความมืด
เช้าวันรุ่งขึ้น วินัยเจอพี่กล้า เพื่อนบ้านเก่าที่มาช่วยตัดหญ้า พี่กล้าถามถึงแม่วินัยอย่างเงียบงัน สีหน้าเขาหนักอึ้งราวกับมีอะไรอยากพูดแต่ไม่กล้า คำถามง่ายๆ เกี่ยวกับบ้านทำให้พี่กล้าชะงัก “บ้านหลังนี้… เมื่อก่อนก็มีแต่เรื่องแปลกๆ วะไอ้วิน” เขากระซิบ แต่ไม่ได้ขยายความต่อ
วินัยหันไปเก็บของในห้องเก่าของตัวเอง เจอสมุดวาดรูปเล่มหนึ่งที่เขาวาดตอนเด็ก รูปเด็กหญิงผมยาวใส่ชุดขาวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลังรูปนั้นมีรอยขีดอักษรชื่อ “ดาว” และข้อความว่า “อย่าให้หนูออกมา” วินัยขมวดคิ้ว พยายามนึกว่าเด็กหญิงคนนี้คือใคร แต่ความทรงจำกลับพร่าเลือน
เวลาล่วงไปถึงค่ำ วินัยนั่งอยู่กับแม่ที่เตียง แม่พูดอะไรแปลกๆ ตลอด “ถ้าคืนนี้ได้ยินเสียงกระดิ่ง อย่าออกไป เห็นเงารู้สึกเย็น ก็อย่าทำอะไรนะลูก” แม่หลับตาแน่น เรียวปากสั่น วินัยได้แต่พยักหน้า ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยคำถาม
คืนนั้น เวลาตีสอง เสียงกระดิ่งแว่วมาแต่ไกล วินัยสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นซึมหน้าผาก เขานอนนิ่งฟังเสียงกระซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนพูดกันหลายคน “อย่า… อย่า…” เสียงนั้นวนเวียนอยู่รอบห้อง ราวกับลมหมุน วินัยกลั้นหายใจขณะเงาสีดำพาดผ่านปลายเตียง แวบหนึ่งเหมือนเห็นเด็กหญิงผมหยักศกยืนหันหลังให้ใต้หน้าต่าง แต่พอขยี้ตา ภาพนั้นก็หายไป
วันต่อมา วินัยจ้องมองแม่ที่นั่งเหม่อลอย “แม่ รู้จักเด็กชื่อดาวไหม” แม่สะดุ้ง น้ำตารื้น “อย่าพูดชื่อ… อย่าให้เธอได้ยิน” แม่บีบมือแน่น ปากสั่น วินัยเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อคืนเป็นภาพหลอนหรือความจริง
พี่กล้าแวะเอาของมาให้ วินัยถามถึงเด็กหญิงชื่อดาว พี่กล้าชะงัก สายตาวูบไหว “เอ็งจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?” วินัยส่ายหน้า พี่กล้าเหมือนลังเลอยู่ครู่ “ข้าเคยได้ยินว่าบ้านเอ็งเมื่อก่อน… มีเด็กผู้หญิงหายไปตอนกลางคืน ไม่มีใครเจอศพ…” พูดจบพี่กล้าก็รีบเดินออกไป
ตกเย็น หลังจากแม่หลับ วินัยเดินไปห้องเก็บของ หยิบกุญแจที่ซ่อนในตู้เย็นมาไขประตูเก่า กลิ่นอับรุนแรงตีหน้า เขาส่องไฟฉายส่องไปทั่วห้อง พบกล่องไม้เล็กๆ กับชุดเด็กหญิงสีขาวขาดวิ่น วินัยหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กในกล่อง เปิดเจอข้อความ “ขอหนูออกไปด้วย หนูกลัว” ตัวหนังสือสั่นเทา หน้าอื่นๆ เต็มไปด้วยลายมือเด็กขีดเขียนซ้ำๆ ว่า “ขอโทษ” และ “อย่าปล่อยเขาออกมา”
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในหัว ซ้อนทับกันจนวินัยต้องเอามือปิดหู เขาปิดกล่อง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ เดินวนอยู่หน้าห้องเก็บของ วินัยกลั้นใจ ส่องไฟลอดรอยแตกของประตูออกไป ไม่มีใครอยู่
กลางดึกวันนั้น เขาฝันเห็นตัวเองตอนเด็ก วิ่งเล่นกับเด็กหญิงผมยาวใต้ต้นใหญ่ แว่วเสียงกระดิ่งดังขึ้น แต่หน้าของเด็กหญิงพร่าเลือนไม่ชัด ไม่มีรายละเอียด
เช้า วินัยเริ่มพูดคุยกับแม่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวมากขึ้น “แม่ ปิดบังอะไรผมอยู่ใช่ไหม?” แม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น “แม่ไม่ได้อยาก… แม่ไม่ได้อยาก… เราไม่มีทางเลือก”
วันถัดมา เสียงกระซิบกลับมาหนักกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่แค่ตอนกลางคืน แม้แต่ตอนกลางวัน ข้าวของในบ้านเริ่มเคลื่อนที่เอง เงาคนปรากฏในกระจกเงาเงียบๆ วินัยรู้สึกเหมือนใครมองอยู่ตลอดเวลา
วินัยเริ่มขาดสมาธิในการดูแลแม่ แม่เริ่มพูดคนเดียว ราวกับคุยกับเด็กหญิงที่ไม่มีตัวตน “ดาว… อย่าร้องไห้ แม่ขอโทษ”
ช่วงเย็น พี่กล้าแวะมาอีกครั้ง “วิน… คืนนี้ถ้าได้ยินเสียง อย่าออกไป เข้าใจไหม” พี่กล้าจ้องเขานิ่ง วินัยถามกลับ “พี่กล้ารู้อะไรใช่ไหม” พี่กล้าจ้องพื้น “มันไม่จบง่ายๆ หรอก… อย่าไปยุ่งกับห้องเก็บของอีก”
หลังวันนั้น วินัยเห็นเงาเด็กหญิงวิ่งผ่านประตูห้องนอนไป เขาตัดสินใจเดินตามไปยังห้องเก็บของ ประตูเปิดอ้าออก กล่องไม้ถูกเปิดทิ้งไว้ กลิ่นดินชื้นคละคลุ้ง ทันใดนั้น เสียงกระซิบแหลมสูงดังขึ้นรอบตัว “ออกมา… ออกมา…” วินัยหลับตาแน่น
เสียงกระดิ่งดังใกล้ขึ้นทุกที วินัยรู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านที่เขาจำได้ในสมุดวาดรูป เด็กหญิงผมยาวในชุดขาวยืนหันหลังให้ วินัยค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ เลือดในกายเย็นเฉียบ
“ดาว?” วินัยเรียกเบาๆ เงาของเด็กหญิงขยับช้าๆ หันมาครึ่งหน้า ดวงตาสีดำทะมึนจ้องเขา “ทำไม… ไม่ช่วยดาว…” เสียงขาดห้วง วินัยน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำไหลกลับมา เขาเคยขังเด็กหญิงในห้องเก็บของ เพราะกลัวเธอจะฟ้องว่าเขาทำของเล่นพัง แล้วลืมไปจนเธอหายตัวไปในคืนนั้น
“ขอโทษ… ดาว…พี่ขอโทษ…”
เสียงกระซิบรอบตัวดังขึ้นจนเหมือนเสียงกรีดร้อง เงาเด็กหญิงเริ่มขยายตัว พื้นใต้เท้าสั่นไหว วินัยยืนตัวแข็ง ไม่กล้าขยับ แม่ของเขาโผล่มากอดวินัยไว้แน่น “อย่าไป! มันสายไปแล้ว!”
เงาเด็กหญิงกลายเป็นเงาทาบทับตัววินัย พื้นไม้ผุพังแตกเป็นโพรงดำ วินัยรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในความว่างเปล่า เสียงกระดิ่งและเสียงหัวเราะเด็กดังแว่วแซ่ซ้อง
เช้าวันใหม่ บ้านไม้โบราณเงียบงัน แม่ของวินัยนั่งนิ่งอยู่ในเงามืด ห้องเก็บของถูกปิดตาย ไม่มีใครเห็นวินัยอีกเลย
ทุกค่ำคืน เสียงกระซิบ เสียงกระดิ่ง และเสียงหัวเราะเด็กยังวนเวียนในบ้านหลังนี้ ไม่เคยจางหาย